
ตามรอยปิดทองหลังพระต้นแบบหมู่บ้านพอเพียง
การขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้
การขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้เป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาให้ความสำคัญและจะผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งได้ให้สำนักนายกรัฐมนตรีจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแผนระยะ 4 ปี ระหว่างปี 2557-2560 ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 7 ด้าน
โดย 1 ใน 7 ด้านนั้น คือ ภาคเกษตรและชนบท ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายที่จะได้รับการขับเคลื่อนถึง 18,594 หมู่บ้าน หรือราว25% ของหมู่บ้านทั่วประเทศ ใช้งบประมาณรวมตลอดแผนราว 8,700 ล้านบาท ภาคเกษตรและชนบท ไม่ได้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาเฉพาะรัฐบาลนี้ ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นภาคส่วนดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา
แน่นอนว่าการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ฯต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคีและหนึ่งในนั้นคือมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ซึ่งล่าสุดได้พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ต้นแบบโครงการ
พระราชดำริซึ่งสะสมองค์ความรู้พร้อมที่จะสามารถนำไปปรับใช้กับพื้นที่อื่นคือ สถานีวิจัยดอยปุยและสถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่
“จิรชัย มูลทองโร่ย” หัวหน้าผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ครั้งนี้ กล่าวว่า นอกจากจัดทำแผนยุทธศาสตร์แล้วสำนักนายกรัฐมนตรีจะต้องทำงานประสานกับเครือข่ายต่างๆใกล้ชิดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ มูลนิธิโครงการหลวง โดยผู้ตรวจราชการทุกคนจะได้รับมอบหมายให้เข้าไปดูแลโครงการหลวงในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ เข้าไปรับฟังว่าโครงการใดติดปัญหาจุดใด ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีจะเข้าไปประสานงานเพื่อให้โครงการเดินหน้าเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล
สถานนีวิจัยดอยปุย
โครงการพระราชดำริแห่งแรกที่เราได้ไปเยือน คือ สถานีวิจัยดอยปุย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยบนเทือกเขาดอยปุย “นิภา เขื่อนควบ” รักษาราชการแทนหัวหน้าสถานีวิจัยดอยปุย กล่าวว่าที่นี่เป็นหน่วยงานขึ้นตรงกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยการสนับสนุนของเครือข่ายต่างๆ ทั้งจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิโครงการหลวง สถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยที่นี่จะแบ่งพื้นที่แปลงทดลองเป็น 3 ส่วน คือ สวนบวกห้ามีพื้นที่ทั้งหมด39 ไร่ ซึ่งจะมีแปลงทดลองพืชล้มลุกและแปลงไม้ผล สวนบุญรอดพื้นที่ 25 ไร่ ปัจจุบันมีการวางผังแปลงเพื่อปลูกพลับสำหรับงานวิจัยและงานหารายได้ของสถานี
ส่วนที่มีพื้นที่ใหญ่สุดของสถานี คือ สวนสองแสน มีพื้นที่119 ไร่ 2 งาน 2.5 ตร.ว. ซึ่งสวนนี้เองนับว่าเป็นสวนประวัติศาสตร์ของการเกษตรบนที่สูงและเป็นต้นแบบของโครงการหลวงที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นสวนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 2 แสนบาทซื้อสวนผลไม้ของชาวบ้าน เมื่อปี 2512 จัดหาพื้นที่เพิ่มเติมให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทรงสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาบนที่สูง ต่อมาจึงเรียกที่นี่ว่า “สวนสองแสน”
“งานหลักของสถานี คือ การศึกษาวิจัยพันธุ์พืช เป็นที่รองรับนักศึกษาฝึกงานจากสถาบันต่างๆ ทั่วประเทศ นำงานศึกษาวิจัยกระจายไปสู่เกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่อย่าง จ.เชียงใหม่ เชียงราย เพชรบูรณ์ และเลยพร้อมรับฟังปัญหาของเกษตรกรเพื่อนำเข้ามาศึกษาต่อ” นิภา กล่าว
ด้าน “บัวบาง ยะอูป” นักวิชาการเกษตร สถานีวิจัยดอยปุย เล่าให้ฟังว่า พืชที่สถานีให้ความสำคัญในการวิจัยพัฒนาพันธุ์จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่เป็นที่ต้องการของตลาดนั่นคือ พลับสตรอเบอร์รี่ ลิ้นจี่ โดยเฉพาะพลับที่ตอนนี้สามารถพัฒนาพันธุ์ให้เป็นพลับหวานขายได้ราคาแพงขึ้น คุณภาพสูงกว่าพลับนำเข้า แต่ขณะนี้ก็ยังมีปัญหา นั่นคือการให้ความรู้เรื่องการขจัดความฝาดของลูกพลับ ที่ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากยังไม่มีศักยภาพพอที่จะลงทุนสำหรับการบ่มเพื่อขจัดความฝาดให้ได้พลับที่มีคุณภาพคงที่น่าเชื่อถือ และที่ยังต้องวิจัยเพิ่มเติมให้กระบวนการตั้งแต่พลับออกจากต้น ขนส่งและให้สามารถวางขายได้นานที่สุด
สำหรับงานด้านการบริหารที่ยังมีข้อจำกัดที่ต้องการการสนับสนุน คือ เรื่องกำลังคนเนื่องจากขณะนี้มีเจ้าหน้าที่วิจัยเพียง 4 คน งานด้านบริหาร 3 คน และคนงาน 10 คนงบประมาณสนับสนุนยังค่อนข้างจำกัด การจะกระจายความรู้ได้มากเพียงใดยังขึ้นอยู่กับงบประมาณที่จะได้รับจัดสรรเป็นรายโครงการ
สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์
โครงการถัดมาที่เราได้มีโอกาสชมความสำเร็จของโครงการพระราชดำริ คือ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ที่นี่เป็นสถานีวิจัย 1 ใน 4 ของมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งอีก3 แห่งนั้นตั้งอยู่ใน จ.เชียงใหม่ เช่นเดียวกัน ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สถานีเกษตรหลวงปางดะ และสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอด ทั้งหมดต่างก็เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์พืชเมืองหนาวเพื่องานวิจัย ทดสอบ ทดลอง สาธิตผลิต และขยายพันธุ์ เป็นศูนย์ข้อมูลและบริการทางวิชาการ ตลอดจนเป็นสถานที่ฝึกอบรมเกษตรกร ฝึกงานนักศึกษา ผลิตผลงานทางวิชาการออกไปสู่งานส่งเสริมต่างๆ
ภายในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ นอกจากพื้นที่ที่เป็นสถานีวิจัยแล้ว ยังได้เห็นการจัดการที่ครบวงจร ทั้งบริการที่พัก ร้านอาหาร และการจัดแสดงพืชเมืองหนาวสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชม เป็นการสร้างรายได้ให้กับโครงการเป็นแบบอย่างให้เห็นการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ที่สินค้าที่ถูกพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มถึงมือลูกค้า สร้างรายได้ให้ชาวเขาไม่น้อยไปกว่าการปลูกฝิ่น หรือไร่เลื่อนลอยเหมือนในอดีต
สถานีเกษตรหลวงฯ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานดอยอินทนนท์มีจุดกำเนิดในวันที่ 6 ธ.ค. 2522 หลังวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพียง 1 วัน ซึ่งพระองค์ท่านได้รับสั่งต่อนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ให้ดำเนินการ ซึ่งเป้าหมายของที่นี่คือการเป็นสถานีวิจัยรวบรวมพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว ไม้ผลเมืองหนาว พืชผัก พืชไร่ รวมถึงงานประมงบนที่สูง พัฒนาอาชีพชาวไทยภูเขาเผ่าม้งและปะเกอกะเญอ (กะเหรี่ยง) ซึ่งก่อนหน้ามีโครงการพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกบุกรุกเพื่อทำไร่ฝิ่น ไร่เลื่อนลอยเพื่อปลูกข้าวและไร่ข้าวโพด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ช่วยเหลือชาวเขาให้มีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่งไม่ต้องอพยพโยกย้ายถิ่นที่อยู่และกันไม่ให้เกิดการอพยพจากที่อื่นเข้ามาด้วย โดยมีการตั้งเป็นสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ในปี 2522 ก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น “สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์” ในปี 2550
การดำเนินงานของสถานีเกษตรหลวงฯ ปัจจุบันบันได้ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกรชาวไทยภูเขาเผ่าม้งและกะเหรี่ยง จำนวน 7 กลุ่มหมู่บ้าน ประกอบด้วย 15 หมู่บ้าน35 หย่อนบ้าน ประชากร 9,124 คน 1,886 ครัวเรือน แนวทางการพัฒนาเน้นพื้นฐานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เครือข่ายและหน่วยงานในพื้นที่อุทยานดอยอินทนนท์ ในส่วนการวิจัยพืชไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว ไม้ผลกึ่งร้อนและไม้ผลขนาดเล็กนั้น แบ่งการดำเนินการเป็น 4 ส่วน
ส่วนแรก สถานีบ้านขุนกลาง พื้นที่89.5 ไร่ ซึ่งส่วนนี้จะเป็นส่วนสำนักงานบริการ เผยแพร่ความรู้งานไม้ดอก งานบริการร้านอาหาร และที่พักแก่นักท่องเที่ยวและผู้มาศึกษางานตามที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้น มีการจัดสวน 80 พรรษา ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2550 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ซึ่งในโซนนี้เอง“อนุพันธ์ สุรินทร์รังสี” นักวิชาการเฟิน ได้นำพวกเราชมการจัดแสดงทั้งพันธุ์ไม้ตกแต่งที่มีการจัดแสดงตลอดปี โรงเรือนแสดงพืชกินสัตว์ โรงจัดแสดงเฟินมากกว่า 200 ชนิด โรงเรือนเพาะกล้าผักที่ขายกล้าให้ชาวเขานำไปปลูก โรงเรือนแสดงการปลูกผักไร้ดินหรือไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งผักจากที่นี่ส่งเข้าทั้งโรงแรมห้าดาวและร้านอาหารชื่อดังซิซซ์เล่อร์ด้วย
นอกจากนี้ ในส่วนแรกยังมีพื้นที่สำหรับท่องเที่ยวนั่นคือ สวนหลวงสิริภูมิซึ่งมีน้ำตกสิริภูมิที่เดิมชื่อน้ำตกสองพี่น้อง เนื่องจากน้ำตกแยกออกเป็นสองสาย แต่ตั้งชื่อเป็นสิริภูมิเมื่อปี 2514 เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
ส่วนที่ 2 หน่วยวิจัยขุนห้วยแห้ง อยู่หากจากสถานีบ้านขุนกลางประมาณ 3 กม. พื้นที่ 193 ไร่ เป็นสถานีวิจัยพืชทั้งไม้ดอก ผลไม้ พืชผัก และงานสาธิตการผลิตกุหลาบ ส่วนที่ 3 หน่วยผาตั้ง มีพื้นที่ 120.5 ไร่ อยู่ห่างจากสถานีบ้านขุนกลาง 6 กม. เป็นแหล่งขยายพันธุ์กุหลาบพันปี และส่วนที่ 4 หน่วยแม่ยะน้อย อยู่ห่างจากสถานีบ้านขุนกลาง 16 กม. มีเนื้อที่ 110 ไร่ เป็นแหล่งรวมพันธุ์กาแฟอราบิกาของโครงการหลวงเป็นแปลงสาธิตการทดสอบการปลูกกาแฟ
หน่วยสุดท้าย ที่มีโอกาสได้ชม คือ งานวิจัยประมงบนที่สูง ซึ่งที่นี่ “สานนท์ น้อยชื่น” นักวิชาการประมง ได้นำเราเยี่ยมชมโครงการและเล่าให้เราฟังว่า ที่นี่จะเน้นการวิจัยพันธุ์เฉพาะปลาเมืองหนาว มีการพันธุ์เลี้ยงขายปลาและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นสร้างรายได้ให้แก่สถานีประมงแห่งนี้ปีละประมาณ 10 ล้านบาท แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงปลาตามที่สถานีได้วิจัยเนื่องจากทั้งเรื่องเงินลงทุนและการดูแลรักษา
ทั้งนี้ ปลาหลักๆ ที่นำมาเลี้ยง คือ ปลาเทราต์สายรุ้ง ที่ประมาณ 8-9 เดือน ก็จับขายได้แล้ว ตกกิโลกรัมละประมาณ300 บาท ซึ่งนอกจากขายสดปลาเทราต์ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นปลาเทราต์รมควัน นำไข่มาทำไข่ปลาคาเวียร์ ส่วนที่นำไข่มาทำเป็นไข่ปลาคาเวียร์ได้เช่นกัน คือ ปลาสเตอร์เจียนซึ่งปลาชนิดนี้มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักสูงสุด 210 กก. ความยาว 2 เมตร โดยครั้งแรกที่มีการนำพันธุ์เข้ามานั้นเริ่มต้นจากปี 2550 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานเงิน 2 แสนบาท เพื่อซื้อไข่ปลาจำนวน 1 กก.มาจากรัสเซีย กรมประมงนำไข่มาฟักที่โรงเพาะดอยอินทนนท์ได้ลูกปลาจำนวน 9,000 ตัว จากนั้นได้มีการทดลองเลี้ยงในโครงการต่างๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งปลาทั้งหมดนี้เนื่องจากเป็นปลาเมืองหนาวฉะนั้นน้ำที่ใช้สำหรับการเลี้ยงจะอยู่ที่ไม่เกิน 25 องศา ซึ่งทั้งหมดใช้น้ำจากน้ำตกสิริภูมิที่มีอุณหภูมิเย็นอยู่ในระดับดังกล่าวตลอดทั้งปี
ส่วนที่มีการวิจัยเพาะพันธุ์และเริ่มขายได้แล้วเช่นกัน คือ กุ้งก้ามแดง ปัจจุบันขายได้ราคา 700 บาท/กก. และปูขนที่มีการนำพันธุ์มาจากเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่สามารถนำปูออกขายได้ราคาตกอยู่ที่ตัวละ 500 บาท
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงริเริ่มเพื่อขยายองค์ความรู้ไปสู่ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกชนเผ่าและชาติพันธุ์ได้มีอาชีพ มีงานทำ ซึ่งหลังจากนี้องค์ความรู้จากโครงการต่างๆ คงจะได้รับการขยายไปสู่การขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของรัฐบาลต่อไป







