
ลายแทงแห่งความสุข (ตอนจบ)
อะไรคือกับดักของความสุข คำตอบก็คือ การเสพติดสุขเวทนา การตั้งอยู่ในความประมาท
โดย...ว.วชิเมธี
อะไรคือกับดักของความสุข คำตอบก็คือ การเสพติดสุขเวทนา การตั้งอยู่ในความประมาท การติดอยู่ในระหว่างทางของการฝึกหัดพัฒนาตน การเนิ่นช้าอยู่กับคุณธรรมเพียงขั้นต้น การหมกตนอยู่ในความเกียจคร้านเป็นเวลายาวนาน การปิดโอกาสแห่งมรรคนิพพานขั้นสูงขั้นไป หรือการหยุดพัฒนา การยึดเอาความสุขมาแทนที่มรรคผลนิพพาน การเฉออกไปนอกเส้นทางแห่งสัมมาปฏิปทา
ในทางสัมมาปฏิบัติ ท่านยกตัวอย่างความสุขที่ชอบธรรม เช่น สุขที่เกิดจากสมาธิภาวนาว่า แม้จะเป็นความสุขที่สะอาด แต่หากหมกอยู่ในสมาธิสุข ผลที่ตามมาก็คือ ความเกียจคร้าน ความเฉื่อยเนือย ความวางใจทอดธุระไม่ยอมก้าวไปในคุณธรรมขั้นสูง หรือบางทีก็ยึดติดเอาว่า สมาธิสุขเป็นจุดหมายปลายทาง ทำให้ติดตันอยู่แค่นั้นไม่พัฒนา มีสภาวะเหมือนก้อนกลมในรูปเหลี่ยม ตัวเองก็ไม่ถึงจุดหมาย ฉันทะที่จะมุ่งไปเพื่อพัฒนาก็ไม่บังเกิด
สุขจากสมาธิหรือสมาธิสุขจึงเหมือนยากล่อมประสาทชั้นดีที่หากไม่มีสติ “รู้สึก” และสัมปชัญญะ “รู้ชัด” ทั้งยังขาดกัลยาณมิตรที่คอยชี้นำ ติงเตือน บอกกล่าว รู้เท่ารู้ทันช่วยกันและช่วยแก้ ก็อาจทำให้นักปฏิบัติจมจ่อมอยู่ที่เดิมติดกับดักแห่งความสุขความสบาย แต่ไม่ใช่สภาวะที่ปลอดภัยอันเป็นจุดหมายอย่างแท้จริง เหมือนหนึ่งราชสีห์ที่พอใจอยู่ในถ้ำทองของตัวเองทั้งคืนทั้งวันแล้วก็เข้าใจผิดคิดไปว่า ถ้ำทองนั้นเป็นทิพยวิมานอันประเสริฐที่สุดแล้วในโลกนี้ ทั้งๆ ที่ความจริงนั้น ยังมีทิพยสถานที่เลิศเลอกว่านั้นอีกเป็นไหนๆ กล่าวอย่างตรงไปตรงมา สุขอันประณีตจากสมาธิแม้จะนับเป็นฝักฝ่ายแห่งนิรามิสสุข คือสุขปลอดจากเงื่อนไขในเชิงวัตถุ หรือเป็นสุขประณีตและเป็นสุขสะอาดระดับหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็นับว่ายังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของมรรค ผล นิพพาน เสียด้วยซ้ำไป ในจูฬสาโรปมสูตร พระพุทธองค์ตรัสถึง “แก่น” ของพุทธศาสนา หรือสาระสำคัญของสัมมาปฏิบัติเอาไว้ว่า
1.ลาภสักการะ ชื่อเสียง เปรียบเหมือน กิ่งและใบของต้นไม้
2.ศีล เปรียบเหมือน สะเก็ดไม้
3.สมาธิ เปรียบเหมือน เปลือกไม้
4.ญาณทัศน์/ปัญญา เปรียบเหมือน กระพี้ไม้
5.วิมุติ (นิพพาน) เปรียบเหมือน แก่นไม้
การหลงติดความสุขแม้ที่เกิดโดยชอบธรรม คือ โดยวิธีการที่สุจริต ไม่ว่าจะเป็นความสุขทางกายภาพ (เช่น สุขจากกามารมณ์ที่เกิดโดยชอบ, สุขจากการมีทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบ, สุขจากการมียศ ที่ได้มาโดยชอบ, สุขจากการมีอำนาจที่ได้มาโดยชอบ, สุขจากเกียรติคุณชื่อเสียง ที่เกิดขึ้นมาโดยชอบ) หรือความสุขทางชีวภาพที่เกิดจากการฝึกหัดพัฒนาจิต ก็ล้วนแล้วแต่เป็น “หลุมพราง” ของการฝึกหัดพัฒนาตนได้ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ เวลาที่กำลังมีความสุข จึงควรบอกตัวเองอยู่เสมอว่า “ความเสมอเท่าที่เราได้รับอยู่นี้ เป็นเพียงบันไดขั้นหนึ่งของความสุขเท่านั้น ยังมีความสุขที่ประเสริฐกว่านี้อีกมากมายหลายชั้นที่เราจะต้องเพียรพัฒนาตนให้ก้าวสูงยิ่งๆ ขึ้นไปตราบใดที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งสุข เราจะยังไม่หยุดตัวเองอยู่เพียงนี้” หากเตือนตัวเองไว้อย่างนี้เสมอ ก็จะทำให้ไม่ประมาทในการเสพความสุข และไม่ติดกับดักของความสุข แต่จะสามารถพัฒนาคุณภาพของความสุขแท้ที่เป็นไท อันเป็นเป้าหมายสูงสุดและเป็นวิวัฒนาการสูงสุดแห่งศักยภาพของมนุษย์ต่อไป
ในเรื่องการติดกับดักของความสุขนี้ มีตัวอย่างที่ท่านเล่าไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งมีแง่มุมที่ควรพิจารณาดังนี้
“...นี้วิทยาศาสตร์เอา Electrode (ขั้วไฟฟ้า) ฝังบริเวณสมองตรงส่วนที่กดลงไปแล้วจะเกิด
ความสุข ถ้ากดปุ่มแล้ว หนูจะรู้สึกมีความสุขทันที แล้วฝึกหนูให้กดปุ่มเอง พวกหนูก็จะเรียนรู้ว่าพอกดปุ่มนี้ปั๊บ ก็สุขปุ๊บ กดแล้ว...โอ้...สบายเหลือเกิน มันก็เลยเอาแต่กดๆๆๆ เรื่องผสมพันธุ์อะไรต่อมิอะไรลืมไปหมดเลย ไม่สนใจแม้แต่จะกินอาหาร เอาแต่กดๆๆๆๆ จนตายไปเลย ท่านว่า หนูมันทำเช่นนั้น เพราะหลังมัวเมาความสุข จนถึงขนาดไม่เอาเรื่องอื่นๆ ในชีวิต จะเอาแต่ความสุขอย่างเดียว
คนเราทุกคนต้องการความสุข แต่เราควรระมัดระวังให้มาก เพราะความสุขเป็นเรื่องเสพติด อาจทำให้เราประมาท หรือลืมความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้ การแสวงหาความสุขอาจจะกลายเป็นการทำลายตัวเองโดยไม่รู้ตัวเหมือนหนูในเรื่องนี้”
เพียรพัฒนาจิตให้ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป หมายถึง ตราบใดก็ตามที่จิตยังไม่บรรลุถึงวิวัฒนาการสูงสุดแห่งจิต (คือบรรลุพระนิพพาน - - วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ = จิตเข้าถึงภาวะที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกแล้ว) เราก็ต้องไม่หยุด ไม่พอ ไม่ประมาท ไม่นอนใจ ไม่วางใจอยู่เพียงแค่คุณธรรมหรือสมรรถภาพของจิตเพียงขั้นใดขึ้นหนึ่งเหล่านั้น แต่ต้องเพียรหาวิธีพัฒนาจิตต่อไปให้เป็นจิตที่มีความประณีต มีคุณภาพ สุขภาพ และศักยภาพ ที่ประเสริฐเลิศล้ำยิ่งๆ ขึ้นไปจนในที่สุดบรรลุถึง “พุทธภาวะ” อันถือว่าเป็นวิวัฒนาการสูงสุดของดวงจิตแล้วจึงหยุดพัฒนาไปโดยปริยาย เพราะไม่มีอะไรให้จิตต้องทำมากไปกว่านั้นอีกแล้ว
พระพุทธองค์เคยตรัสว่า ที่พระองค์ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณนั้น ก็เพราะทรงมีคุณธรรมสองประการ กล่าวคือ (1) ไม่พอใจในความดีงาม (2) มีความบากบั่นมุ่งมั่นไม่ระย่อท้อถอย คุณธรรมสองประการนี้ ทำให้พระองค์ทรงก้าวหน้าต่อไป ต่อไป และต่อไป จนถึงที่สุดแห่งเส้นทางธรรม ตามที่ทรงตั้งปณิธานเอาไว้ พระพุทธจริยาของพระพุทธองค์ คือ ตัวอย่างอันยอดเยี่ยมที่แสดงให้เราเห็นถึงความเพียรพยายามในการยกระดับคุณภาพปัญญาและความดีงาม (วิชฺชาจรณ) ของมนุษย์คนหนึ่งให้ประเสริฐเลิศล้ำสูงขึ้นไปๆ จนถึงที่สุดแห่งพัฒนาการของตนหรือของมนุษยชาติได้สำเร็จโดยสมบูรณ์
การพัฒนาจิตให้ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปนั้นสามารถพิจารณาได้จากหลายแง่มุมด้วยกันเป็นต้นว่า
- พัฒนาจิตให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับแห่งการประพฤติธรรม โดยเริ่มจากโลกิยธรรมไปหาโลกุตรธรรม (ตามแนวแห่งมงคล 38 ประการ)
- พัฒนาจิตให้มีคุณธรรมสูงขึ้นไปตามลำดับ จากปุถุชน เป็นกัลยาณชน และเป็นอริยชน
- พัฒนาจิตให้มีความสุขประณีตขึ้นไปตามลำดับ จากกามสุข สู่สมาธิสุข และนิพพานสุข
- พัฒนาจิตให้มีสมรรถภาพเฉียบแหลมยิ่งๆ ขึ้นไปจนตัดกิเลสให้ลดน้อยถอยลงไปตามลำดับ จากพระโสดาบัน สู่พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
เมื่อใดก็ตามที่จิตบรรลุอรหัตตมรรคอรหัตตผล จนปุถุชนกลายเป็นอริยชนโดยสมบูรณ์ก็เป็นอันว่า ถึงที่สุดแห่งการพัฒนาจิต หมดกิจที่จะต้องพัฒนาตนเองโดยสิ้นเชิงแล้ว ถึงเป้าหมายสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว ศักยภาพแห่งจิตผลิบานถึงขีดสูงสุดแล้ว ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้อุบัติขึ้นแล้ว
ณ จุดนี้เอง คือ จุดที่เราทุกคนสิ้นสุดการเรียนรู้กลายเป็นผู้รู้หรือพุทธบุคคลที่สำเร็จการศึกษาวิชาชีวิตแล้ว จากนี้ไปเราจะกลายเป็นพระอรหันต์
บัณฑิตหรือภาวิตบุคคลที่ลอยพ้นความทุกข์อย่างถาวร มีชีวิตที่เป็นสุขแท้ ไม่ผันแปรเป็นอื่นอีก สามารถอุทิศวันเวลา สติปัญญา และการุณยธรรมเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพชีพสรรพสัตว์ให้วิมุติหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความทุกข์ได้อย่างหมดจดงดงาม ดุจคำกล่าวที่ว่า “บุคคลนิพพาน ทำการเพื่อโลก”
พัฒนาการของจิตดังกล่าวมานี่แหละ คือ ที่หมาย คือ ปลายทางแห่งการพัฒนาจิตที่เราทุกคนควรก้าวไปให้ถึง หากยังก้าวไปไม่ถึงก็ต้องเพียรพัฒนากันต่อไปทุกภพ ทุกชาติ ทุกสภาพชีวิต ถึงนิพพานเมื่อไหร่ ก็จบการศึกษาทางวิญญาณกันเมื่อนั้น เหมือนกับที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า
“เราและท่านทั้งหลาย ท่องเที่ยวไปในชาติต่างๆ ชาติแล้วชาติเล่า เกิดแล้วเกิดเล่า เพราะไม่ได้เห็นอริยสัจ 4 ตามเป็นจริง (แต่มาบัดนี้) อริยสัจ 4 อันเราและท่านทั้งหลายได้เห็นแล้ว ตัณหาอันนำไปในภพ พวกเราได้ถอนแล้ว รากของทุกข์อันเราและท่านได้ตัดขาดแล้ว ภพใหม่ของพวกเราไม่มีอีกต่อไป”







