
มนตราแห่งบาหลี เวลาที่ชีวิต Low Wifi
เวลาที่เรายินยอมดับหน้าจอโทรศัพท์ของเรามักจะเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์เสมอๆ ค่ะ ตัวหนูดีเองแม้จะเป็นคนไม่ค่อยยอมให้เทคโนโลยีเข้ามาปั่นป่วนชีวิตอันเรียบง่ายของตัวเองได้มากนัก แต่บางครั้งด้วยเนื้อหาของงานก็ต้องยอมสละความสงบบางส่วนเพื่อให้งานดำเนินไปได้อย่างดี หนึ่งในนั้นคือ การเปิดใจยอมรับสมาร์ทโฟนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานและการใช้ชีวิต
เวลาที่เรายินยอมดับหน้าจอโทรศัพท์ของเรามักจะเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์เสมอๆ ค่ะ ตัวหนูดีเองแม้จะเป็นคนไม่ค่อยยอมให้เทคโนโลยีเข้ามาปั่นป่วนชีวิตอันเรียบง่ายของตัวเองได้มากนัก แต่บางครั้งด้วยเนื้อหาของงานก็ต้องยอมสละความสงบบางส่วนเพื่อให้งานดำเนินไปได้อย่างดี หนึ่งในนั้นคือ การเปิดใจยอมรับสมาร์ทโฟนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานและการใช้ชีวิต
กว่าหนูดีจะเปิดใจยอมรับสมาร์ทโฟนได้ก็ปาเข้าไปหลายปี และเพิ่งเริ่มใช้จริงจังเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เอง ก่อนนั้นใช้โทรศัพท์ป๊อกแป๊กเครื่องละพันบาท (บางหนซื้อได้ 990 บาท อีกต่างหาก) เป็นที่แซวเล่นของบรรดาผู้พบเห็นเวลาหนูดีดึงมันขึ้นมาจากกระเป๋าถือเสมอๆ แต่ครั้งหนึ่งเมื่อหนีงานไปอยู่ซานฟรานซิสโกหนึ่งเดือนเต็มๆ จึงทำให้จำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในชีวิต เพื่อให้ออฟฟิศและลูกค้าติดต่อเราได้ เช็กอีเมลได้ ตอบงานได้
หลังจากนั้นชีวิตหนูดีก็เป็นการสู้รบกับการที่โลกจะติดต่อกับหนูดีได้ 24 ชั่วโมง เพราะคิดว่าคนเราไม่จำเป็นต้องติดต่อกันได้ตลอดเวลาหรอก...มันเยอะเกินไป และเมื่อ Line เริ่มเข้ามามีบทบาทในการติดต่องาน ส่งไฟล์งาน คุยงาน เสียงติ๊งๆ ก็เริ่มตามเข้ามาในเวลาที่หนูดีนั่งอยู่กับครอบครัวในวันหยุดหรือเวลาที่เราอยู่ในสปา จนหนูดีเองตั้งกฎกับสมาร์ทโฟนไว้ว่า เวลานอนจะปิดเครื่องและตื่นเช้าขึ้นมาให้ลุกจากเตียงไปเลย ไม่มีการงัวเงียคว้าสมาร์ทโฟนมาเช็ก Facebook หรือ Instagram โดยเด็ดขาด และไม่มีการก้มหน้าลงหาจอเมื่ออยู่กับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท ดังนั้นจึงมักมีเสียงบ่นเสมอๆ ว่า กว่าหนูดีจะเช็กไลน์และตอบสักทีจึงกินเวลาพอตัว
หนูดีเองพบว่า สมองของมนุษย์ถูกทำให้เสียสมาธิง่ายมาก และเมื่อเราเสียสมาธิไปแล้วกว่าเราจะดึงตัวเองและพลังงานสมองกลับมาทำงานที่จำเป็นได้ มันช่างใช้เวลานาน ดังนั้นในวันหนึ่งๆ หากเราถูกดึงสมาธิไปตลอดๆ ด้วยโปรแกรมต่างๆ ในสมาร์ทโฟน เราจะเหลือพลังงานสมองมาคิดสร้างสรรค์ในเรื่องที่จำเป็นได้อย่างไร
สิบวันที่ผ่านมาหนูดีจึงหลบงานไปพักสมองและชาร์จแบตเตอรี่ตัวเองที่บาหลี เป็นเวลาสิบวันที่ตัดสินใจว่าจะไม่ซื้อแพ็กเกจโรมมิ่งใดๆ จากเมืองไทยและไม่ซื้อซิมการ์ดประเทศนั้นด้วย รวมถึงไม่ซื้ออินเทอร์เน็ตในห้องโรงแรม แต่จะติดต่อกับโลกภายนอกสั้นๆ เพียงด้วย Wifi ในล็อบบี้ของแต่ละโรงแรมเท่านั้น และเน้นการติดต่อบอกครอบครัวว่าเราปลอดภัยดี ส่วนเรื่องงาน เคลียร์ไว้แล้วก่อนเดินทาง การพักผ่อนครั้งนี้จึงเป็นการตั้งใจจริงที่จะไม่ยุ่งวุ่นวายกับโลกเดิมๆ ของเรา รวมถึงไม่วุ่นวายกับโลกโซเชียลมีเดียด้วย เก็บภาพสวยๆ ไว้อัพโหลดตอนกลับถึงประเทศไทยดีกว่า ตลอดเวลาในบาหลีหนูดีจึงอัพโหลดนิดเดียวตามโควตาที่ตกลงกับตัวเองไว้เท่านั้น
สิ่งที่เกิดขึ้น มหัศจรรย์มากค่ะ เพราะไปครั้งนี้หนูดีตั้งใจไปพักสมองให้ว่างและคิดวางแผนงานในช่วงปลายปีนี้และทั้งปี 2558 ไปด้วยเลย สังเกตตัวเองว่า เวลาวิ่งวุ่นทำงานสารพัดงานในเมืองไทย รวมถึงวุ่นวายกับโลกการทำงานและโลกโซเชียลมีเดีย เราเองสูญเสียศักยภาพในการมองภาพรวม มองภาพใหญ่ รวมถึงการวางแผนงานและวางแผนชีวิตอย่างเป็นระบบไปด้วย
การปล่อยสมองให้ว่าง ไม่ยุ่งและพูดคุยกับใครเลยสองวันเต็มๆ เพียงนั่งเล่น ว่ายน้ำในโรงแรม และเดินออกไปหาอะไรทานเล่นในเมืองอูบุด ส่งผลให้สมองหนูดีค่อยๆ คลายตัวโดยไม่เร่งรัด หนูดีเองทราบอยู่แล้วว่า สมองที่ผ่อนคลายตัวเองลงจะกลายเป็นสมองที่สร้างสรรค์ เพราะเมื่อเราไม่วุ่นวายกับสารพัดสิ่ง ความคิดที่ถูกเก็บและบดบังอยู่ภายในจะค่อยๆ ฉายตัวออกมา
เมื่อลองทำด้วยตัวเองและพิจารณาสมองตัวเองตามไปด้วยก็พบว่า ทึ่งในพลังสมองจริงๆ ค่ะ เพราะสิ่งที่ผุดขึ้นมาในเช้าวันที่สามหลังจากสมองพักดีแล้ว เป็นเนื้องานต่างๆ ที่หนูดีเคยคิดไว้นานแล้วและลืมไปแล้ว รวมถึงคิดเนื้องานใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ได้จนหนูดีเองตื่นเต้นต้องรีบจดเอาไว้...กลัวลืม จากนั้นก็มองเห็นภาพอย่างกระจ่างว่า งานที่ควรทำเป็นอันดับแรกคืองานอะไร และงานที่ตั้งใจจะทำจริงๆ ในปลายปีนี้ แท้จริงแล้วควรเลื่อนไปทำกลางปีหน้าจะดีกว่า ควรเปล่ี่ยนลำดับเนื้อหาการทำงานให้เหมาะสม ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์กับหนูดีมาก และจะไม่เกิดขึ้นเลยหากหนูดีใช้ชีวิตไปวันต่อวันอย่างวุ่นวายโดยไม่ได้หยุดและดึงตัวเองออกไปจากสถานการณ์ชีวิตประจำวัน และมองย้อนกลับมาแบบคนนอก ...ด้วยสมองก้อนที่ได้พักเต็มที่แล้ว
ไม่น่าเชื่อว่า การปล่อยสมองให้ว่างโดยไม่ต้องรู้สึกผิดว่า “เราขี้เกียจ” นั้น ส่งผลดีกับงานในปีหน้าอย่างมหาศาล และหลังจากนั้นอีกแปดวัน เป็นเวลาที่หนูดีทยอยคิดงานได้เรื่อยๆ พลังงานสมองหลั่งไหลแบบที่เราห้ามไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเพียงสัปดาห์เดียวสมองกำลังล้ามากจริงๆ
สมองเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากนะคะ ตรงที่ว่า ไม่ว่าเราจะใช้เขาหนักแค่ไหน แต่ขอเพียงให้เขาได้พักแวบเดียว เขาจะกลับมาโชว์พลังมหาศาลของเขาอีกครั้งหนึ่ง ใครที่กำลังสมองล้าจริงๆ จังๆ ลองหาเวลาว่างๆ พักสมองนิ่งๆ สักสองวัน อาจพบสิ่งมหัศจรรย์แบบที่หนูดีเพิ่งพบก็เป็นได้ค่ะ
ปลายปีนี้หากใครสนใจคอร์สดีๆ หนูดีมีมาแนะนำสองคอร์สค่ะ คือ คอร์สฝึกความจำกับ รอน ไวท์ แชมป์ความจำระดับโลก ในวันที่ 11-13 พ.ย. เหมาะสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มขี้ลืมเกินไปละ ดูข้อมูลเพิ่มเติม www.aiminlines.co.th และคอร์สภาวนาสายวัชรยาน โดยท่านพักชก รินโปเช สำหรับคนที่กำลังรู้สึกล้าและหมดพลัง ในวันที่ 25-26 พ.ย. ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://goo.gl/k5fRdg ค่ะ







