
25 ปี คู่ซี้นักเคลื่อนไหว"สังคม-สุขภาพ"
ด้วยมีอุดมการณ์เดียวกันเป็นธงนำ คือไม่อาจสยบยอมต่อความไม่เป็นธรรมในสังคมได้
โดย...ธนวัฒน์ เพีชรล่อเหลียน ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
ด้วยมีอุดมการณ์เดียวกันเป็นธงนำ คือไม่อาจสยบยอมต่อความไม่เป็นธรรมในสังคมได้ ชีวิตในวงการนักเคลื่อนไหวของหญิงแกร่งทั้งสองจึงผูกติดและสานต่อเป็นความสัมพันธ์ยืนยาวนานกว่า 25 ปี
คนหนึ่งยืนหยัดอยู่เพื่อสิทธิของผู้บริโภคที่เป็นธรรม อีกคนหนึ่งหมายมั่นเพื่อความเสมอหน้าของสิทธิผู้ป่วย
เพราะความคาบเกี่ยวเชิงประเด็นที่นำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงเนื้อหา เส้นทางของ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในฐานะเอ็นจีโอรุ่นพี่ จึงถูกบรรจบด้วยเส้นทางอีกสายของ สุภัทรา นาคะผิว
ผู้อำนวยการมูลนิธิคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
ก่อกำเนิดเป็นพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง
“เราสองคนอยู่ในวงการเดียวกันคือเอ็นจีโอ และเริ่มรู้จักกันประมาณปี 2532” สารี เริ่มเล่า “จริงๆ แล้วเรารู้จักกันผ่านการทำงานด้านสิทธิและสุขภาพ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอยู่”
“แต่ที่มาทำงานร่วมกันจริงๆ จนเรียกว่าใกล้ชิด คือช่วงที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประมาณปี 2542” สุภัทรา ขยายความเพิ่ม “แต่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2540 ก็ทำงานร่วมกันเรื่องผู้ติดเชื้อเอชไอวีมาค่อนข้างเข้มข้นในระดับหนึ่ง”
“พี่เรียนจบปี 2530” เธอเล่าต่อ “แล้วก็เข้ามาเป็นทนายในมูลนิธิเพื่อนหญิงทำงานกฎหมายด้านสิทธิสตรี ซึ่งขณะนั้นพี่ปุ่ม (สารี) ก็เป็นเอ็นจีโออยู่แล้ว จนกระทั่งปี 2536 ที่พี่ออกมาทำงานเรื่องเอดส์ ก็ยิ่งใกล้ชิดกับพี่ปุ่มที่ทำงานด้านสุขภาพ” สุภัทรา อธิบาย
สารี บอกว่า งานด้านสุขภาพไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เราต้องร่วมมือกันหลายองค์กร เช่น กว่าจะมีระบบหลักประกันสุขภาพได้ ต้องร่วมมือกันถึง 11 เครือข่าย และเมื่อผลักดันได้สำเร็จ เราทั้งสองก็ได้เข้าไปเป็นคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ชุดแรกแม้ว่าอยู่คนละองค์กรแต่ก็ได้ทำงานร่วมกันมากยิ่งขึ้น
“เรียกว่าเราเป็นเครือข่ายกัน” สุภัทรา สรุปความ “พี่ก็เห็นวิธีคิดและการทำงานของพี่ปุ่ม ส่วนตัวเราก็ชื่นชมเขาในฐานะรุ่นพี่ เป็นแบบอย่างในการทำงานเชิงสังคมที่ต้องการให้คนเล็กคนน้อยได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น มันเหมือนมีอุดมการณ์เดียวกัน”
“ส่วนต้อม (สุภัทรา) เป็นคนฝีปากกล้า ตรงไปตรงมาเป็นดาวไฮด์ปาร์ก” สารี บอก พร้อมทั้งนิยามเอ็นจีโอรุ่นน้อง “ต้อมเป็นคนที่จะไม่ยอมในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าเป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งเป็นนิสัยเดียวกัน อาจเรียกว่าเราราศีเดียวกัน ถูกจริตกัน คิดและเห็นไปในทางเดียวกัน”
“เรียกว่ามองตาก็รู้กัน แบบ เห้ย! เรื่องนี้ไม่ไหวแล้วช่วยหน่อย หรือเวลานั่งตรงข้ามกันในที่ประชุมเพื่อผลักดันสิ่งต่างๆ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งแค่ส่งสายตากันว่าช่วยหน่อย ช่วยสรุปให้หน่อย ก็เข้าใจกันได้ทันที” สารีบอกอีกว่า เราทำงานกันมานาน รู้ใจกันถึงขั้นต่างเป็นตัวแทนของกันและกันได้ เพราะจุดยืนมั่นคง เราเชื่อใจว่าอีกฝ่ายพูดไปก็ไม่เสียรังวัด
“มันมากกว่าเรื่องงาน ความสัมพันธ์เหมือนครอบครัว เหมือนพี่เหมือนน้องที่จะคุยกันได้ทุกเรื่องรวมถึงปัญหาชีวิต เรียกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เราสามารถคุยได้โดยไม่รู้สึกผิดไม่รู้สึกว่าถูกตัดสิน” สุภัทรา กล่าวเสริม “เพื่อนเราพี่น้องเรากลุ่มนี้ไม่ได้ตัดสินเรา แต่เขาจะช่วยให้เราคิดและให้เราตัดสินใจเอาเอง”
“แต่ในที่นี้ไม่ใช่ว่าเราจะชมเชยกันหรือเห็นเหมือนกันตลอดเวลา ด้วยที่ปากเป็นแบบนี้ก็มีบ้างที่ด่ากัน พูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่าอะไรถูกอะไรไม่ถูก มีที่เห็นต่างกันหลายครั้ง แต่อยู่บนพื้นฐานที่เคารพกันอยู่” เธอ อธิบายเพิ่ม“แต่ก็ไม่มีถึงขั้นทะเลาะกัน”
“เรากับต้อมไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะนะ ไม่มีเลย แต่กับสมาชิกในกลุ่มก็มีบ้าง ถึงขั้นต้องขอโทษขอโพยกันก็มี” สารี กล่าวเสริม
ถามถึงความประทับใจระหว่างกัน... สารี เล่าว่า หลายครั้ง
ในการทำงานต้องมีการ “ฟาดฟัน” เพื่อต่อสู้ในที่ประชุม ในฐานะภาคประชาชน เราทั้งสองคนเข้าใจกัน รู้ว่าจะส่งลูกกันอย่างไร ซึ่งทำให้สามารถผลักดันเชิงนโยบายได้สำเร็จ หรือการผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ หรือการเถียงกัน
ในคณะกรรมการควบคุมฯ ซึ่งแม้ว่าเราจะแพ้โหวต แต่ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
ณ วันที่สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง ผันกลายให้สถานะของนักเคลื่อนไหวทั้งสองแปรเปลี่ยน ล่าสุดทั้ง “สารี” และ “สุภัทรา” ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยคนแรกอยู่ในสาย “สังคม” ส่วนคู่ซี้อีกคนอยู่ในสาย “สุขภาพและสิ่งแวดล้อม”
“จริงๆ แล้วต่างคนต่างเข้าไปนะ เราไม่ได้คุยกันเลยในเรื่องนี้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ปุ่มก็ได้รับการเสนอชื่อเข้ามา” สุภัทรา บอกว่า สปช.เป็นหนึ่งในช่องทางที่ใช้ผลักดันวาระต่างๆ ได้ ขณะที่สารีเล่าว่า มาถึงนาทีสุดท้ายเหมือนกันจึงตัดสินใจว่าจะสมัคร สปช.
“หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีส่วนทำให้เราต้องเข้าไป เพราะแกบอกว่าให้เข้าไปอยู่ข้างใน อย่าไปโวยวายข้างนอก ก็รู้สึกว่ายิ่งถ้าเราไม่ได้ก็เป็นสิ่งที่ดี
เพราะถือว่าเรามีส่วนร่วมกับกระบวนการแล้วนะ แต่เราไม่ได้ เราก็จะได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่”
“แต่คิดว่าเราก็ชัดเจนนะว่าวิพากษ์วิจารณ์ทุกรัฐบาล และอยากเห็นคนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น มีการคุ้มครองคนเล็กคนน้อย ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราผลักดันมาตลอดและจะผลักดันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น
เมื่อมีกลไกอะไร เราก็อยากใช้กลไกนั้นให้เป็นประโยชน์กับสิ่งเหล่านี้” สารี พูดชัดถึงจุดยืน
สำหรับสุภัทราบอกว่า ภารกิสำจคัญของ สปช.อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องมีความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นจุดสำคัญ ถ้าเราอยากเห็นรัฐธรรมนูญหน้าตาเป็นแบบไหน ทำอย่างไรที่จะเอาสิ่งที่
ภาคประชาสังคมทั้งหลายอยากให้บรรจุลงในรัฐธรรมนูญไปผลักดันให้เกิดขึ้นจริง
“เพียงลำพังมี สปช.คงปฏิรูปไม่ได้ ยังไงก็ต้องฟังเสียงของคนในสังคมทั้งหมด สปช.อาจเป็นเพียงกลไกเชื่อมคนที่อยู่นอกห้องกับคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำรัฐธรรมนูญ” เธอ ระบุ
ถามถึงธงนำในการปฏิรูป... สารี ตอบทันที “สิ่งที่บ้านเรายังขาดคือกลไกให้คนเข้าไปมีส่วนร่วมและสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของเขาเอง การเมืองทางตรงต้องมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ถนนหน้ามูลนิธิฯ ที่กำลังทำกันอยู่นี้ ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีนโยบายว่าจะไม่ทำรางน้ำตัววีทั่ว กทม. เพราะคนเดินไม่ได้ ขี่จักรยานไม่ได้ แต่เราก็ยังพบว่าทั่ว กทม.ปรับปรุงด้วยการใช้รางน้ำรูปตัววี”
“นั่นหมายความว่าสิ่งที่ถูกพูดไว้ในเชิงนโยบายกลับไม่ถูกนำไปปฏิบัติ หรือส่วนหนึ่งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเชื่อว่าชาวบ้านแถวนี้ก็โทรไปยัง กทม.แต่มันไม่มีกลไกที่ชาวบ้านจะบอก กทม.เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้เลย ซึ่งรัฐธรรมนูญต้องสร้างให้เกิดกลไกนี้ขึ้น สิ่งที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วยหรือคัดค้าน ต้องมีช่องทางรับฟังและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจึงจะมีความหมาย”
สุภัทรา พูดถึงแนวทางการปฏิรูป “ทุกวันนี้ทำงานด้านสาธารณสุขและสุขภาพ ดังนั้นกลไก สปช.น่าจะช่วยให้เกิดการพัฒนาได้ โดยขณะนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ เวลาเดินเข้าไปในโรงพยาบาลแทนที่จะถามว่าคนไข้เป็นอะไรมา กลับถามว่าใช้สิทธิประกันสุขภาพระบบใด พี่จึงอยากเห็นระบบสุขภาพมีมาตรฐานเดียว อยากให้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่าระบบสุขภาพต้องมีมาตรฐานเดียวกัน มีกองทุนเดียวเพื่อลดค่าบริหารจัดการต่างๆ และลดความเหลื่อมล้ำ”
“อีกประเด็นคือเรื่องสังคมสูงอายุที่กำลังใกล้เข้ามาโดยเฉพาะเรื่องบำนาญชราภาพจำเป็นต้องผลักดัน รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสิทธิชุมชน คือเราต้องร่วมกันสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้โดยไม่ได้ไปทำร้ายใคร ที่สำคัญคือต้องให้น้ำหนักกับการรับฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ”
“อย่างเช่นเรื่องท่าเรือน้ำลึกปากบารา เหมืองแร่ ที่มีความขัดแย้งและต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน เราคิดว่าถ้าชาวบ้านไม่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ คงไม่ยอมสละทุกสิ่งอย่างเพื่อต่อสู้มาอย่างยาวนาน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องฟังเขา ไม่ใช่ให้น้ำหนักกับด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียว เช่น พูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ เราก็เห็นด้วย แต่ประเด็นคือต้องมองเรื่องคนเรื่องสังคมด้วย” เธอ ระบุ
ทั้งหมดคือทิศทางการปฏิรูปของ สปช.คู่ซี้นักเคลื่อนไหว ที่สอดรับกันอย่างถูกเหลี่ยม ฉายภาพให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่กลมกลืนแนบแน่น ชนิดที่ยากจะมีสิ่งใดมาสะบั้นให้ขาดลงได้







