posttoday
25 ปี คู่ซี้นักเคลื่อนไหว"สังคม-สุขภาพ"

25 ปี คู่ซี้นักเคลื่อนไหว"สังคม-สุขภาพ"

22 ตุลาคม 2557

ด้วยมีอุดมการณ์เดียวกันเป็นธงนำ คือไม่อาจสยบยอมต่อความไม่เป็นธรรมในสังคมได้

โดย...ธนวัฒน์ เพีชรล่อเหลียน ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ด้วยมีอุดมการณ์เดียวกันเป็นธงนำ คือไม่อาจสยบยอมต่อความไม่เป็นธรรมในสังคมได้ ชีวิตในวงการนักเคลื่อนไหวของหญิงแกร่งทั้งสองจึงผูกติดและสานต่อเป็นความสัมพันธ์ยืนยาวนานกว่า 25 ปี

คนหนึ่งยืนหยัดอยู่เพื่อสิทธิของผู้บริโภคที่เป็นธรรม อีกคนหนึ่งหมายมั่นเพื่อความเสมอหน้าของสิทธิผู้ป่วย

เพราะความคาบเกี่ยวเชิงประเด็นที่นำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงเนื้อหา เส้นทางของ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในฐานะเอ็นจีโอรุ่นพี่ จึงถูกบรรจบด้วยเส้นทางอีกสายของ สุภัทรา นาคะผิว
ผู้อำนวยการมูลนิธิคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

ก่อกำเนิดเป็นพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

“เราสองคนอยู่ในวงการเดียวกันคือเอ็นจีโอ และเริ่มรู้จักกันประมาณปี 2532” สารี เริ่มเล่า “จริงๆ แล้วเรารู้จักกันผ่านการทำงานด้านสิทธิและสุขภาพ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอยู่”

“แต่ที่มาทำงานร่วมกันจริงๆ จนเรียกว่าใกล้ชิด คือช่วงที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประมาณปี 2542” สุภัทรา ขยายความเพิ่ม “แต่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2540 ก็ทำงานร่วมกันเรื่องผู้ติดเชื้อเอชไอวีมาค่อนข้างเข้มข้นในระดับหนึ่ง”

“พี่เรียนจบปี 2530” เธอเล่าต่อ “แล้วก็เข้ามาเป็นทนายในมูลนิธิเพื่อนหญิงทำงานกฎหมายด้านสิทธิสตรี ซึ่งขณะนั้นพี่ปุ่ม (สารี) ก็เป็นเอ็นจีโออยู่แล้ว จนกระทั่งปี 2536 ที่พี่ออกมาทำงานเรื่องเอดส์ ก็ยิ่งใกล้ชิดกับพี่ปุ่มที่ทำงานด้านสุขภาพ” สุภัทรา อธิบาย

สารี บอกว่า งานด้านสุขภาพไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เราต้องร่วมมือกันหลายองค์กร เช่น กว่าจะมีระบบหลักประกันสุขภาพได้ ต้องร่วมมือกันถึง 11 เครือข่าย และเมื่อผลักดันได้สำเร็จ เราทั้งสองก็ได้เข้าไปเป็นคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ชุดแรกแม้ว่าอยู่คนละองค์กรแต่ก็ได้ทำงานร่วมกันมากยิ่งขึ้น

“เรียกว่าเราเป็นเครือข่ายกัน” สุภัทรา สรุปความ “พี่ก็เห็นวิธีคิดและการทำงานของพี่ปุ่ม ส่วนตัวเราก็ชื่นชมเขาในฐานะรุ่นพี่ เป็นแบบอย่างในการทำงานเชิงสังคมที่ต้องการให้คนเล็กคนน้อยได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น มันเหมือนมีอุดมการณ์เดียวกัน”

“ส่วนต้อม (สุภัทรา) เป็นคนฝีปากกล้า ตรงไปตรงมาเป็นดาวไฮด์ปาร์ก” สารี บอก พร้อมทั้งนิยามเอ็นจีโอรุ่นน้อง “ต้อมเป็นคนที่จะไม่ยอมในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าเป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งเป็นนิสัยเดียวกัน อาจเรียกว่าเราราศีเดียวกัน ถูกจริตกัน คิดและเห็นไปในทางเดียวกัน”

“เรียกว่ามองตาก็รู้กัน แบบ เห้ย! เรื่องนี้ไม่ไหวแล้วช่วยหน่อย หรือเวลานั่งตรงข้ามกันในที่ประชุมเพื่อผลักดันสิ่งต่างๆ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งแค่ส่งสายตากันว่าช่วยหน่อย ช่วยสรุปให้หน่อย ก็เข้าใจกันได้ทันที” สารีบอกอีกว่า เราทำงานกันมานาน รู้ใจกันถึงขั้นต่างเป็นตัวแทนของกันและกันได้ เพราะจุดยืนมั่นคง เราเชื่อใจว่าอีกฝ่ายพูดไปก็ไม่เสียรังวัด

 “มันมากกว่าเรื่องงาน ความสัมพันธ์เหมือนครอบครัว เหมือนพี่เหมือนน้องที่จะคุยกันได้ทุกเรื่องรวมถึงปัญหาชีวิต เรียกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เราสามารถคุยได้โดยไม่รู้สึกผิดไม่รู้สึกว่าถูกตัดสิน” สุภัทรา กล่าวเสริม “เพื่อนเราพี่น้องเรากลุ่มนี้ไม่ได้ตัดสินเรา แต่เขาจะช่วยให้เราคิดและให้เราตัดสินใจเอาเอง”

“แต่ในที่นี้ไม่ใช่ว่าเราจะชมเชยกันหรือเห็นเหมือนกันตลอดเวลา ด้วยที่ปากเป็นแบบนี้ก็มีบ้างที่ด่ากัน พูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่าอะไรถูกอะไรไม่ถูก มีที่เห็นต่างกันหลายครั้ง แต่อยู่บนพื้นฐานที่เคารพกันอยู่” เธอ อธิบายเพิ่ม“แต่ก็ไม่มีถึงขั้นทะเลาะกัน”

 “เรากับต้อมไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะนะ ไม่มีเลย แต่กับสมาชิกในกลุ่มก็มีบ้าง ถึงขั้นต้องขอโทษขอโพยกันก็มี” สารี กล่าวเสริม

ถามถึงความประทับใจระหว่างกัน... สารี เล่าว่า หลายครั้ง

ในการทำงานต้องมีการ “ฟาดฟัน” เพื่อต่อสู้ในที่ประชุม ในฐานะภาคประชาชน เราทั้งสองคนเข้าใจกัน รู้ว่าจะส่งลูกกันอย่างไร ซึ่งทำให้สามารถผลักดันเชิงนโยบายได้สำเร็จ หรือการผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ หรือการเถียงกัน
ในคณะกรรมการควบคุมฯ ซึ่งแม้ว่าเราจะแพ้โหวต แต่ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ 

ณ วันที่สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง ผันกลายให้สถานะของนักเคลื่อนไหวทั้งสองแปรเปลี่ยน ล่าสุดทั้ง “สารี” และ “สุภัทรา” ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยคนแรกอยู่ในสาย “สังคม” ส่วนคู่ซี้อีกคนอยู่ในสาย “สุขภาพและสิ่งแวดล้อม”

“จริงๆ แล้วต่างคนต่างเข้าไปนะ เราไม่ได้คุยกันเลยในเรื่องนี้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ปุ่มก็ได้รับการเสนอชื่อเข้ามา” สุภัทรา บอกว่า สปช.เป็นหนึ่งในช่องทางที่ใช้ผลักดันวาระต่างๆ ได้ ขณะที่สารีเล่าว่า มาถึงนาทีสุดท้ายเหมือนกันจึงตัดสินใจว่าจะสมัคร สปช.

“หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีส่วนทำให้เราต้องเข้าไป เพราะแกบอกว่าให้เข้าไปอยู่ข้างใน อย่าไปโวยวายข้างนอก ก็รู้สึกว่ายิ่งถ้าเราไม่ได้ก็เป็นสิ่งที่ดี
เพราะถือว่าเรามีส่วนร่วมกับกระบวนการแล้วนะ แต่เราไม่ได้ เราก็จะได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่”

“แต่คิดว่าเราก็ชัดเจนนะว่าวิพากษ์วิจารณ์ทุกรัฐบาล และอยากเห็นคนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น มีการคุ้มครองคนเล็กคนน้อย ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราผลักดันมาตลอดและจะผลักดันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น
เมื่อมีกลไกอะไร เราก็อยากใช้กลไกนั้นให้เป็นประโยชน์กับสิ่งเหล่านี้” สารี พูดชัดถึงจุดยืน

สำหรับสุภัทราบอกว่า ภารกิสำจคัญของ สปช.อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องมีความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นจุดสำคัญ ถ้าเราอยากเห็นรัฐธรรมนูญหน้าตาเป็นแบบไหน ทำอย่างไรที่จะเอาสิ่งที่
ภาคประชาสังคมทั้งหลายอยากให้บรรจุลงในรัฐธรรมนูญไปผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

“เพียงลำพังมี สปช.คงปฏิรูปไม่ได้ ยังไงก็ต้องฟังเสียงของคนในสังคมทั้งหมด สปช.อาจเป็นเพียงกลไกเชื่อมคนที่อยู่นอกห้องกับคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำรัฐธรรมนูญ” เธอ ระบุ

ถามถึงธงนำในการปฏิรูป... สารี ตอบทันที “สิ่งที่บ้านเรายังขาดคือกลไกให้คนเข้าไปมีส่วนร่วมและสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของเขาเอง การเมืองทางตรงต้องมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ถนนหน้ามูลนิธิฯ ที่กำลังทำกันอยู่นี้ ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีนโยบายว่าจะไม่ทำรางน้ำตัววีทั่ว กทม. เพราะคนเดินไม่ได้ ขี่จักรยานไม่ได้ แต่เราก็ยังพบว่าทั่ว กทม.ปรับปรุงด้วยการใช้รางน้ำรูปตัววี”

“นั่นหมายความว่าสิ่งที่ถูกพูดไว้ในเชิงนโยบายกลับไม่ถูกนำไปปฏิบัติ หรือส่วนหนึ่งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเชื่อว่าชาวบ้านแถวนี้ก็โทรไปยัง กทม.แต่มันไม่มีกลไกที่ชาวบ้านจะบอก กทม.เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้เลย ซึ่งรัฐธรรมนูญต้องสร้างให้เกิดกลไกนี้ขึ้น สิ่งที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วยหรือคัดค้าน ต้องมีช่องทางรับฟังและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจึงจะมีความหมาย”

สุภัทรา พูดถึงแนวทางการปฏิรูป “ทุกวันนี้ทำงานด้านสาธารณสุขและสุขภาพ ดังนั้นกลไก สปช.น่าจะช่วยให้เกิดการพัฒนาได้ โดยขณะนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ เวลาเดินเข้าไปในโรงพยาบาลแทนที่จะถามว่าคนไข้เป็นอะไรมา กลับถามว่าใช้สิทธิประกันสุขภาพระบบใด พี่จึงอยากเห็นระบบสุขภาพมีมาตรฐานเดียว อยากให้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่าระบบสุขภาพต้องมีมาตรฐานเดียวกัน มีกองทุนเดียวเพื่อลดค่าบริหารจัดการต่างๆ และลดความเหลื่อมล้ำ”

“อีกประเด็นคือเรื่องสังคมสูงอายุที่กำลังใกล้เข้ามาโดยเฉพาะเรื่องบำนาญชราภาพจำเป็นต้องผลักดัน รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสิทธิชุมชน คือเราต้องร่วมกันสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้โดยไม่ได้ไปทำร้ายใคร ที่สำคัญคือต้องให้น้ำหนักกับการรับฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ”

“อย่างเช่นเรื่องท่าเรือน้ำลึกปากบารา เหมืองแร่ ที่มีความขัดแย้งและต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน เราคิดว่าถ้าชาวบ้านไม่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ คงไม่ยอมสละทุกสิ่งอย่างเพื่อต่อสู้มาอย่างยาวนาน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องฟังเขา ไม่ใช่ให้น้ำหนักกับด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียว เช่น พูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ เราก็เห็นด้วย แต่ประเด็นคือต้องมองเรื่องคนเรื่องสังคมด้วย” เธอ ระบุ

ทั้งหมดคือทิศทางการปฏิรูปของ สปช.คู่ซี้นักเคลื่อนไหว ที่สอดรับกันอย่างถูกเหลี่ยม ฉายภาพให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่กลมกลืนแนบแน่น ชนิดที่ยากจะมีสิ่งใดมาสะบั้นให้ขาดลงได้

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69