posttoday
ปิดตำนาน"จุมพิต"สะท้านโลก

ปิดตำนาน"จุมพิต"สะท้านโลก

06 มิถุนายน 2553

เราทั้งคู่กำลังจะประกาศในวันนี้ หลังจากที่เราได้คิดพูดคุย และไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้วว่า เราตัดสินใจที่จะแยกทางกัน และขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของเราและครอบครัว

เราทั้งคู่กำลังจะประกาศในวันนี้ หลังจากที่เราได้คิดพูดคุย และไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้วว่า เราตัดสินใจที่จะแยกทางกัน และขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของเราและครอบครัว

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

สาวใหญ่ผมบลอนด์ในชุดสีฟ้าจางก้าวเดินพร้อมรอยยิ้มสู่อ้อมแขนของผู้เป็นสามี และทันทีที่เธอเข้าสู่อ้อมกอดของเขา ทั้งคู่ก็บรรจงประกบริมฝีปากกันและกัน เป็นการแสดงความรักในนาทีแห่งความสุข โดยที่ประชาชนทั้งสหรัฐจับจ้อง พร้อมกับประชากรโลกอีกจำนวนมากต้องอิจฉาตาร้อน และกลายเป็นภาพความรัก และ “รอยจูบอันตราตรึง” ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึง เมื่อครั้งนึกถึงนาทีแห่งความรักและความสำเร็จของคู่รักคนสำคัญของสหรัฐ

วันนี้ภาพที่ทุกคนจดจำถูกนำกลับมารื้อฟื้น แผ่หลาให้ทุกคนได้เห็นอีกครั้ง แต่อยู่ภายใต้คำบรรยายของสิ่งที่เรียกว่า “เพียงความทรงจำ” เท่านั้น เพราะวันนี้คู่รักระดับตำนานคู่นั้นได้สร้างปรากฏการณ์ “ช็อก” ปิดฉากความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลงแล้ว

อดีตรองประธานาธิบดี อัล กอร์ และภรรยา ทิปเปอร์ ประกาศสะบั้นชีวิตคู่ที่ยืนยาว 40 ปี ทั้งคู่ส่งอีเมลไปยังเพื่อนๆ ด้วยใจความสำคัญว่า

ปิดตำนาน"จุมพิต"สะท้านโลก อัล กอร์ และ ทิปเปอร์

“เราทั้งคู่กำลังจะประกาศในวันนี้ หลังจากที่เราได้คิดพูดคุย และไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้วว่า เราตัดสินใจที่จะแยกทางกัน และขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของเราและครอบครัว”

สื่อหลายแห่งถึงกับใช้คำว่า นี่เป็น “ปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา” เลย

ครอบครัวและชีวิตคู่ของกอร์ถือเป็นหนึ่งในคู่รักนักการเมืองที่ยาวนานและหนักแน่นมากที่สุดคู่หนึ่งในสหรัฐเลยก็ว่าได้

ยิ่งเมื่อคู่นี้ถูกหยิบยกไปเทียบกับคู่รักที่ตกเป็นข่าวระหองระแหงอย่างคู่ของประธานาธิบดี บิล คลินตัน และนางฮิลลารี แล้ว

“ฉันช็อกมาก” ลอร์รา ซาบาโต ผู้อำนวยการศูนย์การเมืองศึกษาของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย กล่าว

“สิ่งที่ฉันทำเป็นสิ่งแรกคือ ฉันทวีตข้อความว่า ‘คุณเชื่อหรือเปล่าว่าชีวิตการแต่งงานของคลินตันจะยืนยาวกว่ากอร์"ซาบาโต กล่าว

แต่เกมรักของทั้งคู่กลับพลิกผัน....

“ภาพของครอบครัวพวกเขาเป็นภาพของครอบครัวอเมริกันที่เพอร์เฟกต์” คลิฟ เวบบ์ ผู้อ่านหนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยซัสเซก กล่าว

นายและนางกอร์มีลูกด้วยกัน 4 คน และโตๆ กันจนหมดแล้ว โดยทั้งคู่กลายเป็นคุณปู่ คุณย่า ที่มีหลานห้อมล้อมแล้วถึง 3 คน

ที่ผ่านมา ความหวานของทั้งคู่ได้รับการเติมเชื้อให้หอมหวนและกลายเป็นข่าวคราวอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับเรื่องอารมณ์โรแมนติกของอดีตรองประธานาธิบดีกอร์ ที่ครั้งหนึ่งเคยมอบของขวัญเซอร์ไพรส์ผู้เป็นภริยาในวันวาเลนไทน์ เป็นรถมัสแตงรุ่นปี 1967 รถยนต์ที่ทั้งคู่เคยเป็นพาหนะกระชับความหวานเมื่อครั้งออกเดตในวัยเรียน

หนำซ้ำก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน ทั้งคู่เพิ่งจะควักกระเป๋าซื้อบ้านหลังงามมูลค่ากว่า 8.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 286.79 ล้านบาท) ร่วมกันในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งห่างจากบ้านเดิม|ที่อยู่ในรัฐเทนเนสซีราว 2,000 ไมล์

ใครคือเพชฌฆาตที่โผเข้ามาประหารความสัมพันธ์ของทั้งคู่?

นั่นเป็นเรื่องที่สื่อต่างชาติและขาเมาท์ทั่วโลกสงสัยใคร่รู้

เพื่อนสนิทของทั้งคู่ยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีเรื่องของมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องกับการหย่าในครั้งนี้ แต่สิ่งที่ทุกคนจับได้ก็เพียงภาวะที่เรียกว่า “คลั่งงาน” เท่านั้นที่เป็นต้นเหตุ

หนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษ อ้างคำพูดของเพื่อนสนิทคนหนึ่งของทั้งคู่ว่า กอร์มักจะทิ้งบ้านและเอาชีวิตไปผูกติดกับงานด้านสิ่งแวดล้อมและโปรเจกต์ต่างๆ มากมาย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า การใช้ชีวิตของทั้งคู่ไปไกลเกินกว่าสถานะของการแยกทางกันแล้วด้วยซ้ำ

ซานดรา โชเบียรัช เวสต์ฟอลล์ จากพีเพิล แมกกาซีน ให้สัมภาษณ์หลังการประกาศแยกทางของทั้งคู่ ว่า ทั้งคู่ไม่เพียงแต่มีเวลาที่ห่างเหินไปคนละทิศละทางมากขึ้นเท่านั้น แต่ทิปเปอร์รักชีวิตและต้องการที่จะสนุกกับการใช้ชีวิต ในขณะที่กอร์ยังคงเป็นผู้ชายที่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยโครงการมากมาย และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำในคราวเดียวกัน

สรุปให้ง่ายกว่านั้นว่า ปรากฏการณ์ช็อกโลกครั้งนี้ อาจจะเกิดจากสาเหตุของชีวิตที่ยุ่งและเวลาที่ถูกดูดกลืนไปกับการ “รักษ์โลก” จนไม่มีเวลาที่จะ “รั้งภรรยา” ไว้

ทั้งนี้ รักร้างของอดีตรองประธานาธิบดี กอร์ วัย 62 และภรรยาวัย 61 กลายเป็นคำถามที่น่าเคลือบแคลงใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคู่ของคนสูงวัยในสหรัฐ เพราะตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า อัตราการหย่าร้างของชาวอเมริกันลดลงอย่างมากในทุกๆ ช่วงวัย ยกเว้นก็เพียงกลุ่มคนที่อายุมากกว่า 60 ปีเท่านั้น

ด้าน เบลิซา วรานิซ นักจิตวิทยา ระบุว่า ช่วงฤดูใบไม้ผลินี่เองที่เป็นช่วงที่คลาสสิกที่สุด ซึ่งมักจะเห็นคู่รักจำนวนมากประกาศแยกทางมากที่สุด หลังจากใคร่คิดไตร่ตรองมาช่วงหนึ่ง

“ความคิดที่ต้องการจะแยกทางอาจจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่คุณอาจจะไม่อยากที่จะทำลายช่วงเวลาของวันหยุดพักผ่อน และไม่อยากปล่อยให้คู่ของคุณอยู่เพียงลำพังในความมืดครึ้มท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บในช่วงฤดูหนาว” วรานิซ กล่าว

กลับกันกับช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งไม่ได้เป็นช่วงเวลาวันหยุดพักผ่อนของครอบครัว และคนส่วนมากอาจจะรู้สึกว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่สบายๆ และมักจะมองไปข้างหน้าเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ
“เราอาจจะเห็นการแยกทางกันมากของครอบครัวที่มีลูกแล้วในช่วงฤดูใบไม้ผลิ พวกเขาพยายามที่จะดึงความสัมพันธ์ไว้จนกระทั่งลูกๆ ปิดเรียน และทุกคนก็จะแยกย้ายออกไปใช้เวลาในช่วงซัมเมอร์ ซึ่งเป็นช่วงที่สะดวกสำหรับเด็กๆ” แมรี โจราพินี ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ กล่าว

นาทีนี้คงได้แต่หวนนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขของทั้งคู่ และสิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ คงเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน แม้ความรักที่เรียกว่าเป็นความมั่นคง และสิ่งที่ทุกคนมองว่าเป็นสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด ก็ยังถึงวันที่ “สิ้นสุด” และ “เปลี่ยนแปลง”

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน