posttoday
คนไทยจะกลับมารักกันได้ไหม?

คนไทยจะกลับมารักกันได้ไหม?

02 ตุลาคม 2557

ในการทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ต้องใช้ความกล้าและความไม่ขี้เกียจที่จะคิดและใช้เหตุผลของตัวเอง

โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน /คลังภาพโพสต์ทูเดย์ 

ในการทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ต้องใช้ความกล้าและความไม่ขี้เกียจที่จะคิดและใช้เหตุผลของตัวเอง แอบนึกว่าถ้ามีคนไทยที่กล้าและไม่ขี้เกียจจำนวนมากพอ เราคงได้คำตอบสำหรับสังคมไทยในเวลานี้ จากการช่วยกันมองและช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้ดีที่สุด เพื่อสังคมไทยและเพื่อคนไทย “คนไทยจะกลับมารักกันได้ไหม” คำถามที่ถามดังๆ และคิดดังๆ ของศูนย์ฝึกอบรมทักษะการสื่อสาร ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์...อยากจะตอบกันมั้ย?

ทำอย่างไรคนไทยจะรักกัน

ศูนย์ฝึกอบรมทักษะการสื่อสาร ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จัดตั้งขึ้นในปี 2551 เริ่มจากการฝึกอบรมทักษะการสื่อสารทางการแพทย์ให้กับแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และบุคคลทั่วไป ต่อมาในปี 2553 บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง การฝึกอบรมจึงขยายวงถึงทักษะการสื่อสารเพื่อความเข้าใจกันของคนในชาติ คนไทยจะกลับมารักกันได้ไหมคือเอกสารเพื่อการรณรงค์ในช่วงนั้น ล่าสุดได้นำออกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เพื่อรณรงค์การทำความเข้าใจกันของคนในชาติอีกครั้งแบบไม่ตกยุค

คนไทยจะกลับมารักกันได้ไหม?

 

“เราทำแบบไม่มีคำตอบอยู่ในใจ คนไทยจะกลับมารักกันได้หรือไม่ วางคำตอบไว้ก่อน เพราะสิ่งที่เราต้องการคือกระตุ้นให้คนคิด” รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ ประธานศูนย์ฝึกอบรมทักษะการสื่อสารฯ กล่าว

คนไทยจะกลับมารักกันได้เหมือนเดิมหรือไม่ รศ.นพ.ชิษณุ บอกว่า ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจ แต่เขารู้ว่า มีหนทาง มีความหวัง ปรัชญาหลักของเอกสารชุดนี้ คือการใช้ปรัชญาทางการสื่อสารเพื่อลดความรุนแรงในสังคม ทำความเข้าใจในปัญหาและความรู้สึกของกันและกันด้วยการสื่อสาร เครื่องมือสำคัญที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขของคนในชาติ

“ผมไม่มั่นใจ แต่ผมมีความหวัง หน้าที่ของเราคือการสื่อถึงปรัชญาของการสื่อสาร ในการเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน ปรับเปลี่ยนมู้ดหรือโทนอารมณ์ของคนในชาติ คืนรอยยิ้มให้สังคมไทย หากอันดับแรกต้องเริ่มต้นที่คนในชาติ ต้องคิดกันให้ได้ก่อนว่า อยากให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปอย่างไร”

รศ.นพ.ชิษณุ เล่าว่า ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในเชิงความคิด ความเชื่อ และอุดมการณ์ ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เหมาะสมของการสื่อสาร ตลอดจนมีการนำการสื่อสารไปใช้ในทางที่ผิด ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ รุนแรงขึ้น เกิดการปลุกระดมทางความคิดและความเกลียดชังต่อกันระหว่างคนในชาติ

คนไทยจะกลับมารักกันได้ไหม?

 

ใช่! การสื่อสารที่ไม่เหมาะสม เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาเช่นกัน โดยการใช้การสื่อสารรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาหรือระดมสมองด้วยความเคารพความคิดเห็นของทุกคนทุกฝ่าย นำมาเชื่อมโยงหาข้อสรุปด้วยบรรยากาศของสันติวิธี ทุกคนต้องเปิดใจกว้าง รับรู้ เรียนรู้และรับฟัง ลดอัตตา ลดอคติและมีสติ พื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เรามีความเคารพต่อผู้อื่น สามารถเปิดใจ และพร้อมจะทำความเข้าใจกับเขาได้อย่างเป็นกลาง

รศ.นพ.ชิษณุ เล่าว่า การสื่อสารเป็นทักษะสำคัญของชีวิต ปัญหาในอดีตเกิดขึ้นก็เพราะคนไม่สื่อสาร ต้องการแต่จะพูดๆๆ โดยไม่รับฟังอีกฝ่าย บทเรียนที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยกัน เพื่อไม่ซ้ำรอยเดิม สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นโอกาสที่ดีในการร่วมแรงร่วมใจปฏิรูป สังคมเงียบเสียงพูดลง การเผชิญหน้าก็ลดลง ความสงบที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนได้นิ่ง ได้คิดไตร่ตรองมากขึ้น

“รักอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องรักและเข้าใจ จึงจะคืนความสุขแก่สังคมไทยได้ ในขณะที่เรานิ่งทั้งร่างกายและจิตใจนี้ เราก็ควรได้กลับไปทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น วิกฤตคือโอกาส เราได้บทเรียนอะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง ระดมความคิดผ่านการปฏิรูป สังคมเดินหน้าต่อ ใช้การสื่อสารเชิงรุก ที่มากพอและบ่อยพอ เพื่อเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง” รศ.นพ.ชิษณุ กล่าว

คนไทยจะกลับมารักกันได้ไหม?

 

คนไทยยังรักกันอยู่นะ

“คนไทยยังรักกันอยู่ และจะรักกันตลอดไป บุคลิกอ่อนแอกับอ่อนแอ แบบคนเมากับคนเมา กอดคอกันแต่ก็ไม่ล้มหรอก ก็กอดคอกันไป”ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ จิตแพทย์และผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาตนเองและนักบริหาร กล่าว

ในทรรศนะของ ศ.ดร.นพ.วิทยานั้น คนไทยก็ยังรักกันอยู่ เป็นความรักต่อกันของคนในชาติแบบไทยๆ เหมือนพี่เหมือนน้องที่ไม่แสดงออกต่อกันมากมาย เมื่อมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้น หรือผลักดันมากๆ จึงจะฮือฮากันทีหนึ่ง ความไม่เข้าใจหรือความโกรธขึ้งต่อกันของคนในชาติที่เกิดขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา ในที่สุดจะคลี่คลายไปเองตามกาลเวลา และกิจกรรมเชิงบวก

“ความพยายามของหลายฝ่ายในเวลานี้ก็ดีอยู่แล้ว คนไทยไม่รักกันหรือ นี่เป็นเรื่องของความรู้สึกที่ไม่ขึ้นต่อเหตุผล ต่อเมื่อนานไปหรือใช้กิจกรรมเชิงบวกเข้ามาช่วย ความรู้สึกนี้จะค่อยๆ ดีขึ้น”

คนไทยจะกลับมารักกันได้ไหม?

 

รักก็รักอยู่ในใจ โกรธก็โกรธอยู่ในใจ คนไทยเป็นคนแบบนั้น ข้อดีข้อเสียของเรามีอยู่ ข้อดีคือคนไทยรักสงบ รักสบาย ประนีประนอม อนุรักษนิยม แต่ข้อเสียคือเชื่อง่าย มีจิตใต้สำนึกที่บกพร่อง ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่มีความเป็นผู้นำ จะรักหรือจะเกลียดกันยังไง คนไทยก็มีอุปนิสัยตรงนี้อยู่ แล้วยังไงเราต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงไหม คำตอบคือใช่ โดยต้องทำพร้อมกันไปทั้งโครงสร้างหลักและโครงสร้างภายใน

“เหมือนฮาร์ตแวร์และซอฟต์แวร์ ที่ต้องพัฒนาควบคู่กัน โครงสร้างหลักคือกฎหมาย โครงสร้างภายในคือการพัฒนาตัวตน บุคลิกภาพ นิสัยแง่ลบ และวิธีคิดของคนในชาติ ที่ต้องตั้งหลักกันใหม่ แก้ไขกันใหม่อย่างจริงจัง ก็ต้องมีใครสักคนที่เป็นคนกลางขี่ม้าขาว มาตั้งวิธีการกันใหม่ เราจะแก้ตรงไหน จะแก้อะไร ยังไง ก็ค่อยๆ แก้ไป” ศ.ดร.นพ.วิทยา กล่าว

ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาตนเองและนักบริหาร กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ถือเป็นจังหวะและโอกาสในการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง อันดับแรกคือโครงสร้างหลักทางสังคม โดยเฉพาะกฎหมาย ต้องพัฒนาให้เป็นธรรมต่อทุกหมู่ในวงกว้าง กฎกติกาต้องมีผลในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตามพัฒนาโครงสร้างหลักหรือกฎหมายแล้ว แต่ไม่พัฒนานิสัยแง่ลบ อย่างอื่นก็ล้มเหลว

คนไทยจะกลับมารักกันได้ไหม?

 

แล้วเราจะไปกันยังไงต่อ?

“คนไทยถูกยุให้แตกแยกได้ง่ายมากด้วยความรู้สึกอิจฉาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ มันทำให้เราเชื่ออะไรใครง่ายๆ ทำให้เราคล้อยตามในสิ่งที่คนอื่นพูดง่ายๆ เพราะจิตใต้สำนึกของเราต้องการการยอมรับ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของจิตใต้สำนึกที่บกพร่อง อันเป็นลักษณะร่วมของคนในชาติ ที่ทำให้เราชอบจับผิด โกรธกันง่ายๆ แปลกแยกกันง่ายๆ”

การพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือการพัฒนาบุคลิกภาพใหม่คนในชาติ ศ.ดร.นพ.วิทยา กล่าวว่า ต้องเลิกจับผิด และหันมาจับถูกกันมากขึ้น แสดงออกซึ่งความรักและมิตรภาพอย่างเหมาะสม ในทุกระดับของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูก พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ต้องเกรงใจให้เกียรติ เป็นมิตร

“แสดงออกอย่างไรต่อกัน ก็ด้วยการยิ้มแย้ม ทักทาย ช่วยเหลือ อวยพร หันมาส่งเสริมความสุขทางใจ ส่งเสริมซึ่งความรักและมิตรภาพระหว่างกัน สื่อสารข้อความที่ดีๆ ช้าๆ ชัดๆ ย่อความและเป็นบวก”

ไม่ว่าความรักหรือความเกลียด สังคมคงกลับมาไม่เหมือนเดิมในอดีต แต่จะเดินหน้าต่อไป มีการพัฒนาจุดด้อยให้เป็นจุดแข็งมากขึ้น ส่งเสริมการคิดให้เป็นระบบ เป็นวิทยาศาสตร์ มีความทันสมัยและวิธีคิดเชิงรุก ที่จะทำให้ชาติประเทศเจริญก้าวหน้า คนกลางทำหน้าที่จัดระบบด้วยความเป็นวิญญูชน มีทัศนคติและวิสัยทัศน์ที่ดี

“อย่าเสียเวลากับหล่มในเหว แต่เราต้องพัฒนาวิธีคิดของผู้คน จะเป็นแบบนั้นได้ ก็ต่อเมื่อคนศรัทธาในกฎหมาย หรือองค์กรกลางที่เชื่อถือได้ ความศรัทธาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้คนหันมาช่วยกัน เพราะเมื่อมีหลักยึด มีความรู้สึกปลอดภัยในใจ คนก็จะมีปัญญาคิดอย่างอื่นต่อ เดินหน้าต่อ เลิกคิดย้ำๆ ซ้ำๆ ย่ำอยู่กับที่ในเรื่องเดิมๆ กับดักเดิมๆ”

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน