
เขียนตามฝัน วรรณกรรมเยาวชน
วงเสวนาวรรณกรรมกลุ่มเล็กๆ เอ!! จริงๆ ก็ไม่เล็กนะ ร่วม 80 ชีวิตของผู้เข้างาน บ้างก็บึ่งรถจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ
โดย...โจลิฟวิ่ง /ภาพ นานมีบุ๊คส์คลังภาพโพสต์ทูเดย์
วงเสวนาวรรณกรรมกลุ่มเล็กๆ เอ!! จริงๆ ก็ไม่เล็กนะ ร่วม 80 ชีวิตของผู้เข้างาน บ้างก็บึ่งรถจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ ส่วนคนกรุงเทพฯ โชคดีหน่อยไม่ต้องเดินทางไกล แค่พาหัวใจที่มุ่งมั่นมาก็เพียงพอ
ทั้งหมดล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือสานฝันในฐานะนักเขียน เขียนตามใจฝัน ตามเรื่อง ตามความคิด ผ่านงานวรรณกรรมเยาวชน
บ่ายนั้น ณ สนพ.นานมีบุ๊คส์ ถนนสุขุมวิท ซอย 31 กลายเป็นบ่ายที่มีความหมาย ความฝันขยับเข้าใกล้ ความจริงเริ่มปรากฏ คำถามที่ยังก้องในหู “เธออยากเป็นนักเขียนจริงๆ เหรอ” ถูกทำลายลงด้วยความพลุ่งพล่านของแต่ละคน
หนุ่มสาววัยทำงาน ครูสอนเด็กด้อยโอกาส วิศวกรไฟฟ้า แม่ค้าตลาดนัด นักศึกษาปริญญาเอก ข้าราชการเกษียณ เด็กมัธยมปลาย และมากมายอาชีพ กำลังตั้งตารอการปรากฏตัวของนักเขียนหลากรุ่นผู้ได้รับการกล่าวขานให้เป็นเทพแห่งวรรณกรรมเยาวชน
“ชมัยภร แสงกระจ่าง” รายนี้ไม่ต้องพูดสรรพคุณเยอะ ประจักษ์แจ้งด้วยผลงานวรรณกรรมเยาวชนยอดเยี่ยม หลายเรื่องถูกนำมาต่อยอดเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์
“คามิน คมนีย์ (นามสกุลอ่านว่า คะมะนี) หนุ่มแดนสะตอ กวาดรางวัลมานอนกอดหลายสถาบัน เรื่องที่เขาเขียนอ่านสนุก เพลินอารมณ์ วางไม่ลง หากไม่จบเล่ม
“อรเกษม รอดสนธิ” รุ่นใหม่ที่เอาจริงเอาจังกับการเขียนวรรณกรรมเยาวชน จนชนะใจกรรมการการประกวด ล่าสุดครองรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ จากเรื่อง “หัวใจของช้าง”
บรรยากาศเสวนาเป็นกันเอง นักเขียนและผู้ฟัง ร่วมแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุก ไอเดียฟุ้งฝันค่อยๆ หลุดมาจากถ้อยคำนักเขียน ตอบโต้ด้วยคำถามที่ผู้ฟังค้างคาใจ
“เธออยากเป็นนักเขียนจริงๆ เหรอ” ถูกถามย้ำซ้ำไปมาระหว่างวงเสวนาดำเนินไป ต่อเนื่องด้วยคำชี้แนะ หากเป็นข้อสอบ คำตอบนี้น่าจะเป็นแบบอัตนัย เปิดกว้าง เพื่อเปิดใจให้ทุกคนเข้ามาร่วมสานฝันการเป็นผู้สร้างสรรค์วรรณกรรมเยาวชน
นักเขียนพี่ใหญ่ ชมัยภร เผยสิ่งที่จะนำมาต่อยอดเป็นงานเขียนหนึ่งชิ้นมีหลายทาง ง่ายๆ ใกล้ตัวสุด คงหนีไม่พ้น เรื่องรอบกาย บวกกับประสบการณ์ตรง ประสบการณ์จริง คน สัตว์ สิ่งของ ที่เคยเกี่ยวข้อง ถือเป็นข้อมูลชั้นดีสำหรับการปั้นเรื่อง
ข้อมูลพรั่งพร้อมก็ใช่ว่าจะกลายเป็นงานเขียนที่จับจิตผู้อ่าน หากเลือกใช้กลวิธีนำเสนอที่ไม่สะดุดใจ จะแบบไหน วิธีใด ภาษา หรือลีลา ฟรุ้งฟริ้ง สวิงสวาย มากน้อยก็ขึ้นกับสไตล์ผู้เขียน
“เชื่อว่าข้อมูลรอบตัว ทุกคนมี ซึ่งแต่ละคนก็มีไม่เหมือนกัน มันอยู่ที่ว่าพอมีแล้ว จะเล่าแบบไหนมากกว่า อย่างเวลามีข้อมูลรอบตัวมากระแทกใจ เราต้องจับข้อมูลไว้ก่อน ถ้าเราอยากเขียนเรื่องนั้น ค่อยคิดต่อว่ามันจะสัมพันธ์กับข้อมูลภายในยังไง จะไปเกี่ยวเนื่องกันแง่มุมใด ถ้าข้อมูลรอบตัวกับข้อมูลภายในสวนทางกัน สำหรับดิฉันเขียนไม่ได้เลยค่ะ เพราะมันไม่มีคำถามตั้งให้เรารู้สึกว่าอินกับเรื่องนั้นจริงๆ ทำไงต่อ ก็ต้องสืบค้นค่ะ ค้นให้ลึกซึ้งไปเลย จำได้ว่าดิฉันเคยเขียนเรื่องคนตาบอด แต่คนตาบอดแทบไม่ได้เข้ามาเกี่ยวพันในชีวิตเลย ก็ต้องใช้วิธีสืบค้นค่ะ เพื่อทุกอย่างจะได้กระจ่าง”
เรื่องการใช้ภาษา ชมัยภรแนะวรรณกรรมเยาวชนควรเรียบง่ายเข้าว่า ในการใช้ภาษาอย่ายาก อย่าเยอะ เพราะหากใช้ภาษายากและเยอะ ผู้อ่านก็จะลำบากใจ สุดท้ายก็ไม่สนุกที่จะอ่าน
“ตอนที่เขียนเรื่อง ขวัญสงฆ์ เพราะคิดว่าเด็กไม่สนใจกลอน ถ้าเขียนเป็นกลอน เด็กจะไม่อ่านแน่ๆ ดิฉันก็หลอกเด็กซะเลย ตั้งใจค่ะ หลอกด้วยรูปแบบ คือเอากลอนมาต่อกันให้หมด หน้าตาเหมือนร้อยแก้ว แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ คนอ่านจับไม่ได้ คิดว่าเป็นร้อยแก้วที่มีสัมผัส ดิฉันคิดว่าตราบใดที่ไม่ใช่งานเขียนที่เกี่ยวกับชาดก หรือตั้งใจจะเขียนเรื่องพุทธกาล ภาษาพราวพราย หรือยากๆ ก็ไม่ควรมีในวรรณกรรมเยาวชน การสื่อสารด้วยภาษาเรียบง่ายกับคนทั่วไป ดีที่สุดค่ะ ข้อสำคัญคือคนเขียนต้องรู้ตัวว่าเป็นใคร ใช้ภาษาเป็นอย่างไร แต่อย่าใช้ภาษาที่เกินเลย อย่าใช้แบบพยายาม เพราะไม่เช่นนั้นมันจะฝืนไป มันจะไม่สนุก คือจะเป็นงานเขียนที่ไม่สนุกตั้งแต่ภาษานั่นแหละ ถ้าเปิดมาด้วยภาษาที่ยาก คนอ่านก็จะยากและลำบากใจที่จะอ่าน อย่าคิดว่าคนอ่านจะชอบภาษาที่ยาก ให้จำไว้เลยนะคะว่า ขณะที่เราเขียน เรามีอารมณ์อย่างไร คนอ่านก็มีอารมณ์เท่าเรา ตรงไหนเราฝืด คนอ่านก็ฝืด ตรงไหนเราร้องไห้ คนอ่านก็จะร้องไห้เหมือนกันเรา”
ฟากนักเขียนแดนสะตอ คามินยืดอกบอกวรรณกรรมเยาวชนที่เขาเขียนและได้รางวัล ส่วนมากก็ใช้ภาษาที่สะท้อนเป็นตัวเขา ภาษาจะมาเอง รื่นไหลไปตามพล็อตเรื่องที่วางไว้ เน้นความง่าย อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที
“การเขียนงานผมคิดเสมอว่าเขียนยังให้เข้าถึงคนหมู่มาก คือตรงนี้ไม่อยากให้มองว่ามันเป็นเวที เพื่อโชว์ความเก่ง ความเลิศ ความวิลิศมาหราในการเลือกสรรใช้คำ ไม่เลยครับสำหรับผม เพราะผมจะใช้ภาษาง่ายๆ ส่วนคนที่ใช้ภาษาดี ภาษาสูงส่ง เขาก็อาจมีเจตนาอย่างอื่นแอบแฝงก็ได้ ผมว่าไม่ว่าใครจะใช้ภาษายังไง ถ้าเราไปเสแสร้งกับตัวเองมากเกินไป เราก็จะไม่สามารถเขียนได้นาน สู้ที่เขียนที่เราพูดเราชอบเราคุ้นชินกับมัน เขียนแบบที่เราเป็น อย่างน้อยๆ ก็จะสื่อสารถึงคนอ่านได้มากกว่า”
คำถามจากผู้ฟังยังมีให้นักเขียนได้ตอบไม่หยุดหย่อน วงเสวนาดำเนินไปอย่างเข้มข้น คามินถูกตั้งคำถามถึงการทำงานตามโจทย์ หรือหัวข้อ ด้วยประสบการณ์เคยผ่านเวทีประกวด เขามองว่าเป็นการทำงานที่มีจุดหมายปลายทางชัดเจน เขียนเรื่องถูกที่ถูกทาง อาจจะถูกใจกรรมการ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดาใจคนให้คะแนน
“ผมขอมองยังงี้ครับ ถ้าบังเอิญโจทย์ที่ได้มาเป็นเรื่องที่ตรงกับเรื่องที่เรารู้และสนใจ มันก็จะง่าย ตรงกันข้าม ถ้าโจทย์นั้นไม่ใช่เรื่องที่เรารู้ หรือสนใจ ก็จะเป็นโอกาสอันดีครับที่เราจะได้รู้เรื่องที่เรายังไม่รู้ ก็ต้องค้นหาข้อมูลมาเขียนกัน ผมว่าคนที่อยากเป็นนักเขียน เพิ่งเริ่มเขียนงาน การมีโจทย์มันจะมีจุดหมายปลายทางกว่าการไม่มีโจทย์ พอเขียนเสร็จก็ต้องมีคนอ่านงานเราชัวร์ๆ”
ขณะที่นักเขียนรุ่นใหม่ อรเกษมยอมรับการคว้ารางวัลยอดเยี่ยมล่าสุด แม้จะเป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่กว่าจะฝ่าด่านกรรมการมาได้ ก็หนักหนาพอสมควร แล้วไหนจะต้องรบราฆ่าฟันกับความไม่แน่ใจของตัวเอง จนเกิดเป็นความลังเลทั้งเรื่องอายุผู้อ่าน ขอบเขตเนื้อหา รวมถึงลีลาการเขียน
“มันเป็นความยากสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ค่ะ ที่จะทำให้งานเขียนของตัวเองถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งก็หมายถึงผู้ปกครอง เด็กไม่มีทางซื้อหนังสือเอง ก็ต้องอาศัยผู้ปกครองนี่แหละที่จะช่วยเลือกหนังสือให้เด็กๆ ถ้างานเขียนโดนใจผู้ปกครอง ก็เป็นไปได้ที่หนังสือเล่มนั้นจะโดนซื้อไปให้เด็กๆ อ่าน มันต้องอินทั้งผู้ปกครองและเด็ก
ตอนที่เขียนตัวเองก็มีปัญหาคือไม่รู้ว่าจะกำหนดอายุคนอ่านอยู่ในช่วงอายุไหน ดิฉันก็โทรศัพท์ไปถามสำนักพิมพ์ว่า คำว่าเยาวชนจะคลุมถึงคนอายุเท่าไหร่ ก็ได้คำตอบว่าตั้งแต่ 6 ขวบ จนถึง 17 ปี ซึ่งการจะเขียนงานให้ตรึงอารมณ์เด็กช่วงอายุดังกล่าวเป็นอะไรที่ยากนะคะ เพราะความสนใจของเด็กต่างวัยก็จะต่างกัน”
ทุกปัญหามีทางออก ไม่ต่างกับการเขียนวรรณกรรมเยาวชน ปัญหาที่อรเกษมเจอ สุดท้ายก็พบทางสว่างหลังมืดแปดด้าน โดยเธอบอกว่าสำคัญคือเนื้อหาต้องมีความเป็นธรรมชาติ ความเป็นตัวของตัวเอง แทรกเข้าไปในเรื่องราว มากกว่านั้น ภาษา ความรุนแรง เซ็กซ์ ก็ต้องระมัดระวัง เพราะไม่เช่นนั้นแทนที่จะเป็นวรรณกรรมเยาวชนมันก็จะกลายเป็นวรรณกรรมผู้ใหญ่ไปโดยปริยาย
“ขอสรุปตรงนี้ว่า วรรณกรรมเยาวชนที่น่าอ่าน มันต้องเข้าใจ ได้อรรถรส และมีเสน่ห์ สำหรับคนทุกวัยเลยนะคะ ไม่เฉพาะเด็กเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งมันยากมากนะคะ ที่งานเขียนจะมีครบทั้งสามส่วน ตัวดิฉันเองก็ยังไม่คลี่คลาย รู้จุดว่าจะทำยังไง แต่ยังทำไม่ได้”
เส้นทางวรรณกรรมเยาวชนยังเปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้ามาโลดแล่น เมื่อโอกาสมาอย่ารอช้า ลงมือเขียนเลย เขียนตามฝันของตัวเอง ไม่วันนี้ก็วันหน้า คุณอาจได้รับการเลื่อนชั้นเป็นสุดยอดเจ้าของผลงานแห่งยุคสมัย







