
‘พัชรพล สุทธิธรรม’ เจ้าพ่อบิวตี้ อายุน้อย100ล้าน
“พัชรพล สุทธิธรรม” หรือไทด์ วัย 24 ปี เจ้าของบริษัท ไอ เรียล พลัส (ประเทศไทย) ผู้สร้างเนื้อสร้างตัว จนถูกจัดขึ้นทำเนียบเป็นหนึ่งในอายุน้อยร้อยล้าน
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล ภาพ ประกฤษณ์ จันทวงศ์
“พัชรพล สุทธิธรรม” หรือไทด์ วัย 24 ปี เจ้าของบริษัท ไอ เรียล พลัส (ประเทศไทย) ผู้สร้างเนื้อสร้างตัว จนถูกจัดขึ้นทำเนียบเป็นหนึ่งในอายุน้อยร้อยล้าน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความคิดและความฝันที่ยิ่งใหญ่
จากเด็กเกเร ไม่ตั้งใจเรียนและติดเกมขนาดหนัก วันนี้กลับตัวกลับใจจนประสบความสำเร็จแบบนี้ได้ แต่พัชรพลก็แสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถทำได้
เขาเล่าว่า ในวัยเด็กเคยติดเกมออนไลน์ขนาดหนัก สามารถเล่นต่อเนื่องได้นานถึง 10 ชั่วโมงโดยที่ไม่ทานข้าวเลย จนทำให้ผลการเรียนอยู่ในอันดับบ๊วยของห้อง รุนแรงถึงขั้นแอบใช้บัตรประชาชนของพี่ชายไปแสดงเพื่อให้สามารถนั่งเล่นเกมได้ (ตอนนั้นมีกฎหมายเด็กต่ำกว่า 18 ปีเล่นเกมหลัง 22.00 น.)
“จำความได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งไทด์เคยแอบพ่อกับแม่หนีออกจากบ้านไปเล่นเกมตอนกลางคืน จนแม่คิดว่าถูกลักพาตัวไป แต่พอไทด์กลับถึงบ้าน แทนที่พ่อกับแม่จะดุด่าว่าตี แม่กลับถามเราว่า “กินข้าวมาแล้วรึยัง” แล้วก็มีน้ำตาคลอๆ จากประโยคนี้เอง ที่ทำให้ไทด์รู้สึกตัวว่า เราจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะจะทำให้พ่อแม่เสียใจ จึงลุกขึ้นมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง” พัชรพลเล่าถึงวีรกรรมวัยเด็ก
ความห่วงใยของคนเป็นแม่ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กติดเกมอย่างไทด์กลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง ซึ่งก็ทำให้ผลการเรียนพลิกจากบ๊วยมาเป็นอันดับต้นๆ ของห้อง หรือจะเรียกว่าพลิกจากหลังเท้าเป็นหน้ามือเลยก็ได้
นอกจากนั้น ยังทำให้พ่อแม่ประหลาดใจมาก ที่สามารถเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 พร้อมกับปริญญาตรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงในวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น ก่อนจะเรียนต่อปริญญาโท บริหารธุรกิจ ด้วยอายุ 19 ปี
ช่วงนี้เองที่ “ไอ เรียล” ถือกำเนิดขึ้น เพราะตอนเรียนมีให้จำลองแผนธุรกิจขึ้นมา และทางกลุ่มก็มีการวิจัยตลาดตอนนั้นว่า ธุรกิจเครื่องสำอางน่าจะมีโอกาสเติบโตที่สุด เพราะเป็นธุรกิจที่พร้อมจะจ่ายแม้ว่าจะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ประกอบกับกระแสการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งตลาดเครื่องสำอางในอาเซียนมีมูลค่าสูงถึงแสนล้านบาท และไทยถือเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดอาเซียน
โอกาสที่มองเห็น ทำให้ไทด์อยากทำธุรกิจเครื่องสำอางอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งต้องการหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว เพราะพ่อแม่ซึ่งเป็นครูไม่ได้มีรายได้สูงนัก ด้วยความที่ต้องการให้พ่อแม่อยู่สบาย จึงพัฒนาโครงการไอ เรียล ให้เป็นธุรกิจที่จะเดินหน้าต่อไปในอนาคต%CUR%
พอหลังจากเรียนจบ จึงถามเพื่อนๆ พี่ๆ ในกลุ่มที่เรียนว่า มีใครสนใจที่จะทำแบรนด์ไอ เรียลแบบจริงๆ จังๆ บ้าง ปรากฏว่าตอนนั้นไม่มีใครสนใจ จึงขออนุญาตและนำแบรนด์ไอ เรียลมาทำการตลาดอย่างจริงจัง
ช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะด้วยความอายุน้อย ไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน จึงทำให้ยากต่อการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน
จนวันหนึ่งมีโอกาสได้นำเสนอแผนงานโดยตรงกับทางผู้บริหารของธนาคารกรุงไทย ประกอบกับตอนนั้นได้เข้าร่วมโครงการต้นกล้าทูโก ของกระทรวงพาณิชย์ จึงทำให้มีคนมาช่วยดูแผนตลาดให้ และยังได้รับมาตรฐาน GMP อาเซียนจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมด้วย ทำให้ไอ เรียล ถือกำเนิดขึ้น และสามารถทำการตลาดส่งออกไปขายต่างประเทศทั้งในกลุ่มยุโรป ออสเตรเลีย เยอรมนี จีนและญี่ปุ่น และยังรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ให้กับเครื่องสำอางแบรนด์ดังอีกมากกว่า 1,300 ผลิตภัณฑ์
ตามธรรมชาติของคนไทย ที่มักจะนิยมสินค้าแบรนด์หรือสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมากกว่าแบรนด์ไทย ดังนั้นเมื่อแบรนด์ไอ เรียล ติดตลาดในต่างประเทศแล้ว ก็มีลูกค้าชาวไทยหลายรายที่เคยไปเห็นและซื้อไอ เรียลจากต่างประเทศมาใช้
ไทด์จึงคิดว่า แล้วทำไมไม่หันมาทำตลาดในประเทศ เพื่อให้คนไทยได้ซื้อสินค้าไทยในราคาถูก และวัตถุดิบ คุณภาพของผลิตภัณฑ์เราก็มีคุณภาพทัดเทียม หรือบางตัวอาจจะดีกว่าแบรนด์ดังที่ขายตามเคาน์เตอร์ทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะวัตถุดิบที่ใช้สามารถหาได้ในประเทศไทยเอง จึงทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าแบรนด์ต่างชาติ
ด้วยความที่ถูกปลูกฝังให้ใกล้ชิดกับธรรมะตั้งแต่วัยเด็ก พัชรพลจึงได้นำหลักธรรม โดยเฉพาะหลักอริยสัจสี่มาประยุกต์ใช้ในการทำตลาด เพราะมองว่าตรงตัวที่สุด เริ่มจากการวิเคราะห์ว่าอะไรคือปัญหาของลูกค้าในตลาดนั้น นั่นก็คือ “ทุกข์” สาเหตุของความทุกข์หรือปัญหานั้นคืออะไร (สมุทัย) และการหาทางแก้ปัญหานั้นๆ (นิโรธ) สุดท้ายคือผลลัพธ์ที่ได้ออกมา (มรรค)
“ผมคิดว่าหลักอริยสัจสี่นี่แหละที่เป็นแผนการตลาดที่ดีและตรงที่สุด ส่วนเป้าหมายในอนาคตของไอ เรียลนั้น ไม่ได้มองที่ตัวเงิน แต่สิ่งที่ผมหวังไว้สูงกว่านั้น นั่นก็คือรอยยิ้มที่สดใสของคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากไอ เรียล” พัชรพล กล่าวทิ้งท้าย







