รถโฟล์คแสนรักของ วิภาวริศ เกตุปมา
เป็นเวลาเกือบยี่สิบปีแล้วที่ วิภาวริศ เกตุปมา หรือ คุณส้ม เจ้าของบริษัท โฟว์ดี คอมมิวนิเคชั่น
โดย...ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
เป็นเวลาเกือบยี่สิบปีแล้วที่ วิภาวริศ เกตุปมา หรือ คุณส้ม เจ้าของบริษัท โฟว์ดี คอมมิวนิเคชั่น ซึ่งทำเกี่ยวกับงานพีอาร์ มีความผูกพันกับรถยนต์ยี่ห้อโฟล์ค เพราะเกิดจากความประทับใจสมัยที่ยังเป็นเด็ก และจำได้ว่าคุณพ่อมักจะขับรถโฟล์คเก๋งไปส่งเธอที่โรงเรียนทุกวัน
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงรู้สึกรักและผูกพันกับรถโฟล์คมาก พอเริ่มอ่านออกเขียนได้เธอก็เริ่มค้นหาว่ารถที่ไปส่งที่โรงเรียนนั้นคือรถอะไร ซึ่งสมัยนั้นนิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์ยังไม่แพร่หลายเหมือนกับสมัยนี้ ถ้าอยากอ่านก็ต้องซื้อหรือสั่งซื้อมาจากต่างประเทศซึ่งราคาจะแพงมาก
“ตอนนั้นดิฉันน่าจะอยู่ในช่วงมัธยมปลายหรือเริ่มเรียนมหาวิทยาลัยแล้วล่ะ พอเรียนเสร็จระหว่างที่รอคุณแม่เพื่อกลับบ้านพร้อมกัน ดิฉันจะชอบแวะไปที่ร้านหนังสือใหญ่ๆ ตามห้างเพื่อไปเปิดดูรูปรถในนิตยสารรถยนต์ และจะค่อยๆ อ่านไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นภาษาอังกฤษ จากการอ่านดิฉันพบว่าคนที่ดีไซน์รถโฟล์คหรือรถที่ตัวเองชอบมาตั้งแต่เด็กๆ ก็คือ เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ ซึ่งก็คือผู้ที่คิดค้นรถปอร์เช่นั่นเอง เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็ยิ่งชื่นชอบรถโฟล์คยิ่งขึ้นไปอีก”
คุณส้ม บอกว่า รถโฟล์ครุ่นแรกเลยนั้นจะเป็นโฟล์คเต่า (Type 1) ซึ่งความน่ารักของมันอยู่ตรงที่เป็นรถสะเทินน้ำสะเทินบก ซึ่งกองทัพเยอรมันเคยนำมาใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว โดยนำไปประยุกต์เป็นเรือเล็กๆ เพื่อใช้ลาดตระเวนตามชายฝั่ง เนื่องจากเครื่องยนต์ของรถโฟล์คได้รับการออกแบบมาให้สามารถขับลุยน้ำแล้วไม่ดับ
“เมื่อศึกษาจนรู้ลึกก็ยิ่งชอบรถโฟล์คมากยิ่งขึ้น เพราะประวัติของรถโฟล์คนี้ไม่ธรรมดา พูดได้ว่ามันคือต้นแบบของรถสปอร์ตอย่างปอร์เช่เลยก็ว่าได้ค่ะ จุดเริ่มต้นในการสะสมรถโฟล์คของดิฉันมาจากตอนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย เราก็อยากลองขับดูก่อน เลยไปซื้อรถโฟล์คคันแรก (รุ่นปี 1969) ต่อจากคนอื่นมา แล้วตั้งชื่อว่า ‘น้องมุก’เพราะรถคันนี้มีสีเหลือบมุกๆ อย่าถามว่าเป็นรถมือที่เท่าไหร่ เพราะซื้อต่อกันมาหลายทอดจนไม่สามารถระบุได้
ยุคนั้นยังไม่มีเว็บไซต์ขายรถแบบสมัยนี้ จะมีก็แต่นิตยสารรถเล่มบางๆ ที่มีหน้าโฆษณาขายรถเป็นช่องเล็กๆ เรียงกันไป ตอนนั้นเราดูเครื่องยนต์ไม่เป็นเลยนะ แต่ก็ซื้อมาในราคา 5 หมื่นบาท ซึ่งก็ไม่ได้สูงมากนัก แต่ปัจจุบันนี้ถ้าเป็นรถในสภาพเดียวกัน ราคาคงไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนบาทแน่นอน”
หลังจากลองขับดูแล้วเธอก็ตัดสินใจซื้อเลย เพราะยังขับได้ดี แต่หารู้ไม่ว่ารถคันนี้เคยคว่ำมาแล้ว เมื่อเอาไปเช็กที่อู่ถึงได้รู้ เนื่องจากหลังคามันโค้งผิดรูปจากของเดิมไปมาก เธอจึงตัดใจขายในที่สุด แต่ในใจลึกๆ ก็ยังรู้สึกอยากใช้รถโฟล์คอยู่ดี
“คนที่ไม่เคยศึกษาจะไม่รู้เลยว่ารถโฟล์คที่ออกมาแต่ละปีจะไม่เหมือนกัน เมื่อถามตัวเองว่ารถโฟล์คคันต่อไปอยากได้รุ่นไหน ก็ได้คำตอบว่าอยากได้รถโฟล์คที่เป็นแนววินเทจมากขึ้น ดิฉันจึงไปได้รถโฟล์ครุ่นปี 1963 มา ซึ่งรูปลักษณ์มันดูคลาสสิกมาก แต่พอขับไปขับมาก็รู้สึกว่ารถโบราณมันไม่ได้เอื้อต่อการขับในปัจจุบัน ก็เลยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่พอเริ่มศึกษาลึกมากขึ้นว่ารถปีไหนมีเอกลักษณ์ยังไง ก็เริ่มอยากสะสมแบบจริงจังขึ้นมา นับแต่นั้นดิฉันจึงเริ่มเก็บรถรุ่นที่เป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น ไปเรื่อยๆ”
คุณส้ม บอกว่า หลักในการเลือกซื้อรถโฟล์คก็คือ ต้องเป็นรถรุ่นปีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สภาพรถต้องเป็นแบบดั้งเดิมไม่มีการตัดแปลง เลขตัวถังยังคงเดิม เพราะมีคุณค่าในการสะสม ส่วนสีที่เก่านั้นไม่เป็นปัญหา เพราะสามารถทำสีใหม่ได้ แต่ขอให้สภาพโครงของตัวรถยังเหมือนเดิมเป็นใช้ได้ มีเพลตบอกลักษณะของเครื่องยนต์ตรงกระโปรงรถด้านใน ซึ่งรหัสตัวเลขพวกนี้จะบ่งบอกว่ารถคันนี้ขับพวงมาลัยซ้ายหรือขวา เป็นรถรุ่นปีไหน มีลำดับการผลิตที่เท่าไหร่ เป็นต้น
“ปัจจุบันนี้ที่สะสมไว้มี 8 คันด้วยกัน ซึ่งจะมีโฟล์คเต่า (Type 1) 2 คัน คือ รุ่นปี 1967 และปี 1974 โฟล์คเต่าสองคันนี้เป็นคันที่เลือกไว้ รุ่นปี 1967 จะเป็นอีกรุ่นที่นักสะสมนิยมกัน เพราะเป็นรุ่นเชื่อมต่อระหว่างรุ่นไฟตาหวาน (ลักษณะนอน) กับไฟตาตั้ง (ไฟตัดตรง) ส่วนโฟล์คเต่ารุ่นปี 1974 (รุ่นซูเปอร์สตาร์) ที่มีอยู่ ถือเป็นโฟล์คเต่ารุ่นสุดท้ายที่ผลิตในเยอรมนี เพราะหลังจากนั้นรถโฟล์คได้ย้ายไลน์การผลิตไปที่บราซิล ซึ่งจะมีรูปลักษณ์ที่ต่างออกไป
“แล้วก็มีโฟล์คตู้ (Type 2) รุ่นปี 1955-1956 ซึ่งเป็นรถที่เก่าที่สุดในคอลเลกชั่นตอนนี้ 1 คัน จุดเด่นคือหน้ารถจะเป็นรูปตัววี กระจกมองหลังเป็นขนาดเล็ก (จอเล็ก) ไฟเลี้ยวกระดกขึ้นได้เวลาที่เปิดสวิตช์ ส่วนอีกคันเป็นโฟล์คตู้สีขาว ซึ่งเป็นรถพยาบาลที่สภาพยังสมบูรณ์อยู่มาก
“ต่อมาเป็นโฟล์คเก๋ง (Type 3) หรือรถเก๋งอีก 3 คัน หนึ่งในนั้นเป็นรุ่นท้ายลาด (รุ่นที่คุณพ่อเคยขับไปส่งที่โรงเรียนตอนเด็กๆ) 1 คัน รถเก๋งรุ่นท้ายสี่เหลี่ยม 1 คัน และรถเก๋งรุ่นหลังงุ้มอีก 1 คัน รวมทั้งคันที่ 8 ซึ่งกำลังอยู่ในโรงซ่อมซึ่งเป็นรถตู้หน้ารถรูปตัววี 23 หน้าต่าง ชื่อรุ่น เดอะแซมบ้า ซึ่งในหมู่นักสะสมทั่วโลกแล้วถือว่าหายากมาก คันนี้ดิฉันเอารถมินิออสตินไปแลกกับเจ้าของรถตู้คันนี้มา (หัวเราะ) เพราะเขาชอบรถออสตินมากกว่ารถโฟล์ค เจ้าเดอะแซมบ้าก็เลยตกเป็นของเรา แต่ตอนนี้ยังอยู่ในโรงซ่อมอยู่ค่ะ”
คุณส้ม บอกอีกว่า โดยส่วนตัวแล้วคิดว่ารถโฟล์คแม้จะเป็นรุ่นเดียวกันก็ตาม แต่วิธีในการขับของแต่ละคันจะไม่เหมือนกัน บางคันอาจต้องออกตัวด้วยเกียร์ 1 บางคันอาจต้องออกตัวด้วยเกียร์ 2 นั่นเพราะความเก่าของรถแต่ละคันนั้นไม่เท่ากัน คนที่จะใช้รถโฟล์คจึงต้องรักและเข้าใจ ที่สำคัญต้องรู้มือกันด้วย
“ดิฉันคิดว่าคงเก็บสะสมไม่เกิน 10 คัน เพราะด้วยพื้นที่ของบ้านคงเก็บมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว แต่ถ้าในอนาคตมีเข้ามาอีก ก็คงต้องเลือกขายรถบางคันไปบ้าง
ราคาของรถโฟล์คจะขึ้นอยู่กับความนิยมของรุ่นรถในปีนั้นๆ ถ้านักสะสมนิยมรถรุ่นปีไหนมาก ราคารถรุ่นปีนั้นก็จะแพงไปด้วย อย่างรถในปีท้ายๆ เช่น ปี 1969-1972 ราคาก็ยังไม่สูงมากนัก แต่ถ้าย้อนกลับไปในปีที่เก่ากว่านี้ก็อาจจะราคาคันละเป็นล้านบาท แต่โครงรถและวัสดุต่างๆ ต้องอยู่ครบถ้วนด้วยนะ
“คนที่ไม่ได้รักรถโฟล์คจริงๆ สะสมแค่คันเดียวแล้วส่วนใหญ่จะเลิกไปเองค่ะ เพราะรถโฟล์คมันไม่ได้สะดวก สบายในการใช้งานสักเท่าไหร่ รถโฟล์คทั้ง 8 คันที่สะสมไว้ ถ้าให้ตีเป็นมูลค่าน่าจะประมาณ 3.5 ล้านบาทได้ แม้บางคันอย่างรถโฟล์คตู้หน้ารูปตัววีสีน้ำเงิน (Type 2) จะมีคนมาเสนอซื้อโดยให้ราคา 1 ล้านบาท ดิฉันก็ไม่ขายนะ เพราะมีความรู้สึกผูกพันกับมัน ดิฉันว่าบางครั้งความสุขที่ได้มานั้นก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทอง แต่อยู่ที่การได้เห็นรอยยิ้มจากเด็กๆ หรือคนรอบข้างที่รู้สึกตื่นเต้นดีใจทุกครั้งเมื่อได้เห็นเราขับรถโฟล์คผ่านไปผ่านมา ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ”







