
ลายแทงแห่งความรวย
ความรวย หรือความมั่งคั่งร่ำรวย เป็นสุดยอดความปรารถนาอย่างหนึ่งของมนุษย์พอๆ กับความสุข
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ความรวย หรือความมั่งคั่งร่ำรวย เป็นสุดยอดความปรารถนาอย่างหนึ่งของมนุษย์พอๆ กับความสุข แต่ก็เช่นเดียวกันกับความสุขที่เคยกล่าวถึงมาแล้วในตอนต้น นั่นคือ แม้ว่าคนส่วนใหญ่ในโลกจะต้องการความรวย แต่ก็ใช่จะรวยสมใจกันทุกคน
ในหลักธรรมชื่อ “ทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์” (ประโยชน์ในชีวิตนี้) พระพุทธองค์ทรงสอนหลักในการสร้างความมั่งคั่งพรั่งพร้อมทางการเงินเอาไว้ว่า ใครก็ตามที่ต้องการความมั่งคั่งพรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สินศฤงคาร หรือพูดอย่างภาษาชาวบ้านก็คือต้องการเป็นเศรษฐี พึงปฏิบัติตามหลัก “หัวใจเศรษฐี” ทั้ง 4 ประการ ได้แก่
1.ขยันหา
2.รักษาดี
3.มีกัลยาณมิตร
4.ใช้ชีวิตพอเพียง
ขยันหา หมายถึง ขยันทำมาหากิน ทุ่มเททำงานหนักอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เหมือนที่คนจีนสอนลูกสอนหลานสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ว่า
“หากตื่นเช้าขึ้นมาทำงานทุกวันด้วยความขยันขันแข็ง และทำอย่างต่อเนื่องตลอด 365 วัน ไม่นานก็ต้องรวย”
ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราขยันขันแข็งในการประกอบสัมมาอาชีพโดยไม่ยอมให้ข้ออ้างทั้ง 6 ประการมาบั่นทอนเป็นอันขาด ข้ออ้างที่ว่านั้นประกอบด้วย
1.หนาวนัก (จึงไม่ทำงาน)
2.ร้อนนัก (จึงไม่ทำงาน)
3.เย็นนัก (จึงไม่ทำงาน)
4.ยังเช้านัก (จึงไม่ทำงาน)
5.หิวนัก (จึงไม่ทำงาน)
6.กระหายนัก (จึงไม่ทำงาน)
ที่ประเทศไต้หวันมีตัวอย่างของแม่ค้าขายผักคนหนึ่งที่ทุ่มเททำงานหนักโดยไม่ยอมให้ข้ออ้างทั้ง 6 นี้มาบั่นทอนความตั้งใจในการทำงาน เธอทุ่มเททำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อย ชนิดแทบไม่มีวันหยุด จนสามารถเก็บหอมรอมริบได้เงินก้อนใหญ่ชนิดที่คนทั่วไปในละแวกบ้านและละแวกตลาดที่เธอวางแผนขายผักอยู่ทุกวันแทบไม่มีใครนึกถึง เพราะเธอมีเงินจากอาชีพขายผักสดในตลาดเป็นเงินหลายสิบล้านบาท แต่ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ครั้นเธอเก็บเงินก้อนใหญ่ได้แล้ว เธอกลับนำเงินก้อนนั้นไปบริจาคเพื่อก่อตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็กอนาถาและบริจาคเพื่อสร้างห้องสมุดให้กับโรงเรียนเก่าที่เธอเคยเรียนอย่างไม่เสียดาย ด้วยเงินก้อนใหญ่ที่เธอบริจาคออกไปอย่างบริสุทธิ์ใจ เธอจึงกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศ ระดับทวีป และระดับโลกอย่างรวดเร็ว ดังมีพยานหลักฐานอยู่ว่า
พ.ศ. 2553 นิตยสารรีดเดอร์ส ไดเจสท์ ยกย่องให้เธอเป็น “ฮีโร่แห่งเอเชีย”
พ.ศ. 2553 นิตยสารฟอร์บส์ ยกย่องให้เธอเป็น “เศรษฐีใจบุญแห่งเอเชีย”
พ.ศ. 2553 นิตยสารไทม์ ยกย่องให้เธอเป็น “1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลก”
พ.ศ. 2555 มูลนิธิรามอน แม็กไซไซ มอบรางวัล “แม็กไซไซ” ให้กับเธอ
หญิงชาวบ้านที่เรียนในโรงเรียนมาน้อยอย่างยิ่ง แต่ทุ่มเททำงานด้วยความขยันขันแข็งจนเป็นมหาเศรษฐินี ครั้นเป็นเศรษฐีสมใจแล้วเธอก้าวต่อไปด้วยการบริจาคเงินนั้นเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์อย่างไม่เสียดาย จนกลายเป็นตัวอย่างของเศรษฐีที่รู้จักใช้เงินไปทั่วโลก เมื่อเธอมีชื่อเสียงมากมาย กลายเป็นคนดังของประเทศและของโลกไปแล้ว จึงมีผู้อยากรู้ว่าเธอสร้างตัวขึ้นมาได้อย่างไร เธอตอบคำถามนี้ง่ายๆ ด้วยเหตุการณ์หนึ่งในหนังสืออัตชีวประวัติของเธอเอง ที่ระบุว่า ตัวเธอทำงานหนักทุกวันตั้งแต่สาวจนแก่แทบไม่มีวันหยุด หลักฐานหนึ่งซึ่งยืนยันความจริงข้อนี้ก็คือ เธอกลายเป็นเศรษฐินีเงินล้านจากมันสมองและสองมือแท้ๆ ของตัวเอง และยิ่งกว่านั้นก็คือ “ลายมือของเธอนั้นเลือนหายไปจากฝ่ามือ” (เหตุการณ์นี้เป็นที่รับรู้ก็ในวันที่เธอต้องเดินทางไปทำหนังสือเดินทางเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงแสดงความยินดีที่จัดโดยนิตยสารไทม์ ในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะในวันดังกล่าวนั้นเธอต้องประทับลายมือไว้เป็นหลักฐาน แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่อาจตรวจจับลายมือของเธอได้ เนื่องเพราะมันได้เลือนหายไปนานหลายปีแล้วนั่นเอง)
คนที่ทุ่มเททำงานหนักจน “ลายมือเลือนหายไปจากฝ่ามือ”
นี่แหละ คือคนที่ปฏิบัติตามหลักการ “ขยันหา” อันเป็นจุดเริ่มต้นของการดุ่มเดินบนเส้นทางเศรษฐี กระทั่งได้กลายเป็นเศรษฐีตัวจริงที่สร้างตัวขึ้นมาจากสองมือเปล่า
เศรษฐีตัวจริงทุกคนล้วนทำงานหนัก ไม่หนักทางกาย ก็หนักทางการใช้สมอง
เศรษฐีตัวจริงร่ำรวยจากอาชีพสุจริตและสามารถอธิบายความร่ำรวยของตัวเองได้อย่างไม่ขัดเขิน ความรวยของเศรษฐีตัวจริงนั้น เป็นความรวยที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่รวย แต่รวยอย่างมีศักดิ์ศรี รวยอย่างขาวสะอาดและรวยอย่างมีที่มาที่ไปอันชัดเจนและเหนืออื่นใดก็คือ เมื่อรวยแล้วก็แบ่งไปช่วยเหลือสังคม
เส้นทางของแม่ค้าขายผักที่โลกยกย่องคนนี้ ก็ดำเนินอยู่บนวิถีเดียวกันกับเส้นทางเศรษฐีของ โจวเหวินฟะ ที่เมื่อรวยจากการประกอบอาชีพดาราของตัวเองแล้ว ก็ประกาศบริจาคทรัพย์สินนั้นเพื่อคืนกำไรให้สังคม เป็นเงินกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเขากล่าวถึงแนวคิดที่เป็นแรงจูงใจให้ทำเช่นนี้เอาไว้อย่างน่าทึ่งว่า
“ผมรู้สึกเสมอว่า...เงินไม่ได้เป็นของผม ผมแค่ช่วยเก็บมันไว้เพียงชั่วคราวและจะบริจาคเงินที่หาได้ทั้งหมดแก่การกุศล ซึ่งต้องการเงินเหล่านี้มากที่สุด”
เงินทองมากมายมหาศาลจะมีความหมายอันใด หากมันถูกเก็บไว้ในธนาคาร แล้ววันนี้ผู้เป็นเจ้าของเงินนั้นก็ล่วงลับดับขันธ์จากโลกนี้ไป โดยที่ตัวเองก็ได้เพียงแค่ความภูมิใจว่า “ข้าคือมหาเศรษฐี” ทรัพย์สินเงินทองที่ตัวเองก็ไม่กินไม่ใช้ คนอื่นอีกมากมายที่ยังยากจนข้นแค้นแสนสาหัส เจ็บไข้ได้ป่วย ด้อยการศึกษา ก็ไม่เคยได้รับอานิสงส์จากเงินมหาศาลเหล่านั้น เงินทองของเศรษฐีที่มั่งมีล้นฟ้า แต่ไม่เคยถูกนำมาแบ่งปันเพื่อประโยชน์สุขของเพื่อนมนุษย์ จึงไม่ต่างอะไรกับความมีมากมายของน้ำเค็มในมหาสมุทร ที่ถึงมากก็มากเปล่า แต่ใช้ดื่มดับกระหายไม่ได้แม้แต่เพียงหยดเดียว
การ “ขยันหา” อาจทำให้เป็น “คนรวย” แต่แค่รวยอย่างเดียวยังไม่พอ ต้อง “รวยแล้วให้ ได้แล้วแบ่งปัน” จึงจะเป็นการใช้เงินทองอย่างมีปัญญาและคุ้มค่าถึงที่สุด







