
ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในอาเซียน
เมื่อเหล่าประเทศก้าวหน้าทางด้านการศึกษาอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซียและบรูไน ใช้การศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
เมื่อเหล่าประเทศก้าวหน้าทางด้านการศึกษาอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซียและบรูไน ใช้การศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำพาประเทศไปสู่การแข่งขันในระดับโลก ส่วนประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV อย่าง กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม ต่างก็เร่งปฏิรูปการศึกษาขนานใหญ่ เพื่อยกระดับการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมเพื่อนบ้านอาเซียน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า การศึกษาเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นกลไกสำคัญที่ทุกๆ ประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า จะสามารถนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ คงจะดีไม่น้อย ถ้าวันนี้เรากลับมาย้อนมองประเทศไทยดูว่า การศึกษาของไทยอยู่ตรงไหนของอาเซียน และควรจะทำอะไรต่อไปในอนาคต
ทุกวันนี้แม้ว่าคนไทยจะมีอัตราการรู้หนังสือถึงร้อยละ 93 ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการขยายโอกาสทางการศึกษา แต่เรื่องของ “คุณภาพการศึกษา” เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เราจะต้องหันกลับมาใส่ใจมากขึ้น เพราะผลจากการประชุมเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด ซึ่งมีการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ พบว่าในหมวดของการศึกษา ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 8 ของอาเซียน ไม่นับรวมพม่าและลาวนั่นก็หมายความว่า แท้จริงแล้วคุณภาพการศึกษาของไทยอยู่อันดับท้ายสุด!
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่งบประมาณประจำปีกว่าร้อยละ 20 ถูกจัดสรรให้กับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนั้นยังเกิดคำถามอีกว่า วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีของครูไทย เพียงพอแล้วในปัจจุบันหรือไม่ รวมถึงค่าตอบแทน หน้าที่รับผิดชอบอื่นๆ และเทคโนโลยีการสอนที่ก้าวหน้าจนครูบางส่วนก็ตามไม่ทัน เหล่านี้เองคือสิ่งที่ฉุดรั้งการพัฒนาการศึกษาไทยที่เราอาจมองข้ามไป
การศึกษาที่มีประสิทธิภาพย่อมส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านนวัตกรรม ซึ่งจากรายงานการที่ประชุมเศรษฐกิจโลกตอนหนึ่งมีการวิเคราะห์กันว่า “ข้อเสียเปรียบในการแข่งขันทางด้านนวัตกรรมของประเทศไทยคือ รัฐบาลสนับสนุนเงินลงทุนน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ” สอดคล้องกับงบประมาณแผ่นดินเพียง 0.8 เท่านั้น ที่จัดสรรเพื่อการพัฒนาด้านการวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
อันที่จริงแล้วเรามีบัณฑิตที่จบการศึกษา ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเด็กที่เลือกเรียนสาขาวิชาเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีทางเลือกสองทางในการประกอบอาชีพ คือเป็นหมอและวิศวกร เพราะมีค่าตอบแทนสูงและมีความมั่นคงในชีวิตมากกว่าการเป็นนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ ซึ่ง ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ระบบการเรียนการสอนแบบ Teaching University นั้น ผลิตบัณฑิตตอบสนองสังคมในเชิงปริมาณ ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต ในขณะเดียวกันมีหลายประเทศบนโลกใบนี้ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ ที่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศได้ แต่กลับสร้างประเทศให้เจริญรุดหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาการศึกษา เพื่อผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ มากกว่าการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ และใช้ทรัพยากรมนุษย์เหล่านั้น ประดิษฐ์ คิดค้น วิจัย และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่นอกจากจะยกระดับคุณภาพชีวิตแล้ว ยังสามารถส่งออกความคิดและผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศ แต่การจะไปให้ถึงจุดนั้นได้ กลุ่ม ปตท. เล็งเห็นว่าประเทศไทยจะต้องเพิ่มสัดส่วน Research University ที่จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ด้วยเหตุนี้ กลุ่ม ปตท. จึงมีโครงการก่อตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูงระยอง เพื่อผลิตบุคลากรทางด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งในอนาคตจะมีส่วนสำคัญในการสร้างนวัตกรรมต่างๆ โดยคนไทยเพื่อคนไทย
นอกจากนั้นแล้ว กลุ่ม ปตท.ยังเล็งเห็นความสำคัญของนักเรียนที่มีพรสวรรค์ทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถอย่างเต็มที่ จึงมีการจัดตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ขึ้นที่ จ.ระยอง และได้รับการพระราชทานชื่อโรงเรียนจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า “โรงเรียนกำเนิดวิทย์” ซึ่งในอนาคตจะมีส่วนสำคัญในการผลิตนักเรียนที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ดีเลิศ เพื่อก้าวสู่การเรียนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค “ธุรกิจบนฐานความรู้” ประเทศไทยจะต้องพร้อมที่จะเดินหน้าไปอย่างภาคภูมิสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและในเวทีโลก ซึ่งเรามีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีวัฒนธรรมที่สวยงามและมีคนเก่งๆ มากมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่วันนี้เราต้องร่วมมือกัน เพื่อทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่เกิดประโยชน์สูงสุด หากรู้ว่าที่ผ่านมา เราขาดตกบกพร่องตรงไหน ก็ต้องเร่งแก้ไข อะไรที่เรามีดีก็ต้องช่วยส่งเสริมและพัฒนาต่อไป ดังเช่นการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่หลายๆ ประเทศทำสำเร็จ จนได้ไปยืนอยู่แถวหน้าของโลกแล้ว







