วัดพุทไธศวรรย์
วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ผมเพิ่งมีโอกาสไปเยือนสำนักดาบพุทไธศวรรย์ และทราบว่าในปัจจุบันสถานที่ตั้งสำนักดาบพุทไธศวรรย์ได้เปลี่ยนเป็นวัดพุทไธศวรรย์ไปแล้ว
โดย...นพพล ชูกลิ่น
วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ผมเพิ่งมีโอกาสไปเยือนสำนักดาบพุทไธศวรรย์ และทราบว่าในปัจจุบันสถานที่ตั้งสำนักดาบพุทไธศวรรย์ได้เปลี่ยนเป็นวัดพุทไธศวรรย์ไปแล้ว แต่สำนักดาบพุทไธศวรรย์ก็ยังมีอยู่แต่ไม่ได้ใช้สถานที่แห่งนี้แล้ว แต่ในวันที่ผมไปผมโชคดีมากที่มีโอกาสได้เจอศิษย์แห่งสำนักดาบพุทไธศวรรย์มาจัดแสดงศิลปะการต่อสู้ให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้ชม ท่ามกลางบรรยากาศของสถานที่แห่งประวัติศาสตร์นี้ ผมขอชื่นชมผู้ที่สืบทอดศิลปะการต่อสู้อันถือได้ว่าเป็นมรดกของชาติไทยแขนงหนึ่งนี้ไว้ ผมได้ขอเก็บภาพผู้ที่สืบทอดบางท่านไว้ผมเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจได้จากการไหว้ครูบาอาจารย์อย่างสวยงามเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ชมศิลปะการต่อสู้ เนื่องด้วยข้อจำกัดของเวลาของผม ผมถือโอกาสได้เดินชมอาณาเขตวัดอาจจะไม่ทั้งหมด แต่ตลอดเวลาที่เดินอยู่ผมรู้สึกถึงมนตร์ขลังและความเงียบสงบของสถานที่เป็นอย่างมากครับ ผมได้เข้าไปกราบพระผู้ใหญ่ซึ่งท่านเมตตาให้หนังสือประวัติวัดพุทไธศวรรย์มาผมเลยขอนำประวัติของวัดมาเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบ เพื่อเชิญชวนให้ท่านไปเยี่ยมเยือนกราบพระในสถานที่สำคัญแห่งประวัติศาสตร์ของการปกป้องประเทศแห่งนี้
วัดพุทไธศวรรย์ตั้งอยู่ในเขต ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยาวัดพุทไธศวรรย์เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งมีฐานะเป็นพระอารามหลวง ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น โดยเลือกภูมิสถานบริเวณที่เรียกกันว่า “ต.เวียงเหล็ก”
พระตำหนักเวียงเหล็ก คือบริเวณที่ประทับเดิมของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ก่อนที่จะยกข้ามแม่น้ำไปสร้างพระราชวังที่ ต.หนองโสน หรือที่เรียกว่า “บึงพระราม” ในปัจจุบันและสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีใน พ.ศ. 1693
เมื่อ พ.ศ. 1670 พระเจ้าอู่ทองทรงอพยพพาไพร่พลหนีโรคภัยมาจากเมืองอู่ทองนั้น ในตอนแรกได้มาตั้งที่ ต.เวียงเหล็ก และได้พักไพร่พลอยู่ ณ ที่นี้ถึง 3 ปี จนกระทั้งเห็นว่าไพร่พลของพระองค์พ้นจากความอิดโรยมีความเข้มแข็งขึ้น จึงยกไพร่พลข้ามแม่น้ำมาสร้างพระนครศรีอยุธยาอยู่ในบริเวณปัจจุบันและทำพระราชพิธีราชาภิเษกสถาปนาพระนคร
ครั้นเมื่อพระองค์ครองราชย์สมบัติได้ 3 ปี ใน พ.ศ. 1696 จึงได้สถาปนาพระอารามขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสร้างชาติของพระองค์ ด้วยความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น
บริเวณที่ตั้งพระตำหนักเวียงเหล็กนั้น ตั้งอยู่ภายในเมืองปทาคูจาม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณคลองประจาม ซึ่งอยู่ถัดวัดพุทไธศวรรย์ไปทางทิศตะวันออกไม่ไกลนัก อันปรากฏในแผนที่ของชาวต่างชาติ ว่าเป็นบริเวณที่ตั้งถิ่นฐานของชาวญวนในสมัยอยุธยา บริเวณปากน้ำคลองคูจามนี้เป็นตลาดน้ำที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 4 ตลาดของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชุมชนขนาดใหญ่และมีความสำคัญอาศัยอยู่ในบริเวณนี้
ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ วัดพุทไธศวรรย์ ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งทัพของพม่า ในคราวที่ยกทัพมาล้อมกรุงฯ เพื่อทำการรบกับกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากวัดพุทไธศวรรย์เป็นที่ตั้งวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ เมื่อครั้งที่พระเจ้าบุเรงนอง แห่งกรุงหงสาวดี ทรงส่งพระราชสาส์นมาขอม้าและช้างเผือก จากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แต่ถูกปฏิเสธพระเจ้าบุเรงนอง จึงยกทัพเข้ามาและกวาดต้อนเอากำลังทางหัวเมืองของไทยมาสมทบด้วย เมื่อยกทัพมาถึงกรุงศรีอยุธยา
หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานทางด้านเอกสารใดกล่าวถึงวัดพุทไธศวรรย์อีกจนกระทั่งถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเทพพลภักดิ์ ซึ่งบัญชาการกรมพระคชบาล เสด็จออกชมเพนียดทรงพบว่าที่ด้านหน้ามุขของปรางค์ประธานวัดพุทไธศวรรย์นั้น มีพระรูปพระเจ้าอู่ทองตั้งอยู่ ต่อมาจึงกราบทูลมายังสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระองค์จึงโปรดให้อัญเชิญเทวรูปนั้นลงมากรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2327 แล้วโปรดให้หล่อดัดแปลงใหม่เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหุ้มเงินทั้งองค์และโปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ หอพระเทพบิดรภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปัจจุบัน ส่วนรูปที่เรียกกันว่า “พระเจ้าอู่ทอง” ในปัจจุบันนี้เป็นของหล่อขึ้นใหม่แทนองค์เดิม ทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย ประทับยืนอยู่ภายในซุ้มจรนำบริเวณผนังด้านทิศเหนือของมุขด้านทิศตะวันออก
ในรัชกาลสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 วัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดในกรุงศรีอยุธยาวัดหนึ่งที่พระองค์ทรงเสด็จมาพระราชทานพระกฐิน โดยกระบวนพระยุหยาตราทางชลมารค เมื่อครั้งเสด็จพระราชทานพระกฐิน ณ เมืองปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ปรากฏหลักฐานว่าชาวพระนครศรีอยุธยาได้ช่วยกัน บูรณปฏิสังขรณ์ยอดพระปรางค์ประธานของวัดขึ้นในราว พ.ศ. 2441
กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดพุทไธศวรรย์เป็นโบราณสถาน โดยได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 เมื่อวันที่ 8 มี.ค. พ.ศ. 2476
ปัจจุบันวัดพุทไธศวรรย์ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. พ.ศ. 2549 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
สัปดาห์นี้ผมคงไม่มีโอกาสเขียนถึงเทคนิคการถ่ายภาพนะครับ เพราะพื้นที่ของคอลัมน์คงไม่พอติดไว้สัปดาห์หน้านะครับ


