
แซมบ้าหลากมุมธง ในอารมณ์ของคนเคยเยือน
วันนี้อยากจะชวนท่านผู้อ่านมาเลาะขอบสนามฟุตบอลกันถึงประเทศบราซิลเสียหน่อย
โดย...พงศ์ พริบไหว
วันนี้อยากจะชวนท่านผู้อ่านมาเลาะขอบสนามฟุตบอลกันถึงประเทศบราซิลเสียหน่อย ซึ่งถ้าหากนับจากวันที่เขียนคงใกล้รู้เต็มแก่แล้วว่า ทีมชาติใดจะเป็นผู้ชูถ้วยฟุตบอลโลกปี 2014 บนผืนแผ่นดินบราซิล ในฉบับนี้เราจะขอคุยกันเรื่องประเทศบราซิลในอีกมุม จากผู้คนที่เคยเข้าไปสัมผัสเกี่ยวข้องบางช่วงเวลา และอยากส่งผ่านความทรงจำดีๆ ให้ได้ฟัง
บางทีเรื่องราวเหล่านั้นอาจทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า นอกจากเรื่องฟุตบอลที่ผู้คนในประเทศบราซิลคลั่งไคล้และหลงเสน่ห์ ยังมีอีกหลากมิติที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งจะทำให้เห็นมุมเล็กๆ ของผู้คนในประเทศที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ว่าเพราะอะไรชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยสีสันในทุกวันเวลา
(ตูโดแบ็ง) สบายดี บราซิเลียน
เมื่อเพลงจังหวะแซมบ้าดังขึ้นก่อนเริ่มรายการ “บราซิเลียน วันละคำสองคำ” แป้กเอกพล นันทโอสถ พิธีกรหุ่นบาดหัวใจประจำรายการ กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกไปมาในชุดสีฟ้าที่มาพร้อมมงกุฎคาร์นิวัลขนนกสีขาวดูอลังการเสียยิ่งกระไร ซึ่งนั่นทำให้รายการสอนคำศัพท์และเกร็ดความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับประเทศบราซิลของเขาในช่วงบอลโลก ดูมีสีสันชวนขำทั้งได้ความรู้ นอกจากจะเป็นพิธีกรในรายการนี้แล้ว พี่ท่านยังพ่วงตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนประชาสัมพันธ์ ของช่องทีวีน้องใหม่อย่างพีพีทีวี (PPTV)
แม้เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ใช่กูรูเรื่องราวบราซิล แต่เมื่อถามถึงอะไรต่อมิอะไร ก็ตอบได้หมด เพราะตัวเขาเองเคยไปอยู่ที่นั่น และก็แวะเวียนไปเที่ยวอยู่หลายหน เจ้าตัวเล่าถึงจุดเริ่มต้นครั้นชีวิตเข้าไปทักทายกับประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกว่า
“ตัวเราเองผูกพันกับบราซิลมาตั้งแต่เด็กนะ คือตอนนั้นอยู่ ม.2 ก็ไปสอบชิงทุนเอเอฟเอส (โครงการเยาวชนเอเอฟเอสเพื่อการศึกษาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ) ก็ได้ทุนไปเรียนที่ประเทศบราซิล ซึ่งสมัยนั้นบราซิลเป็นดินแดนที่ไกลมาก ไม่มีใครรู้จัก เราเองลังเลว่าจะไปไม่ไป ในที่สุดก็ตัดสินใจไป กลายเป็น 1 ปีที่ท้าทายมากสำหรับเรา
“คือไปช่วงแรกๆ เหมือนโดนจับโยนน้ำเลยนะ ทั้งๆ ที่เราว่ายน้ำไม่เป็น คือก็ต้องตะเกียกตะกายเอาตัวรอดให้ได้ แล้วชีวิตมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ยิ่งเราถูกจับไปอยู่เมืองชนบทมากๆ มันก็ยิ่งท้าทายเรา ก็อยู่จนได้ภาษา ได้รู้จักวัฒนธรรมของคนบราซิล และได้เพื่อน จริงๆ ต้องบอกว่าคนไทยกับคนบราซิลนิสัยใจคอน่าจะคล้ายๆ กัน แต่บราซิลจะหลากหลายในเชื้อชาติมาก เพราะมาจากยุโรป อเมริกา หรือพวกทาส อย่างยุคสงครามก็มีพวกญี่ปุ่นเข้ามาอีก ทำให้บราซิลเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มาก
“แล้วคนที่นั่นจะมีวัฒนธรรมไม่เหมือนบ้านเรา คืออยากจะจูบกัน บอกรักกันก็ตรงนั้นเลย เจอกันก็ทักทายกันด้วยการดึงมาจูบที่แก้มสองที ที่นั่นเรื่องแบบนี้จะเป็นปกติเลยนะ เพราะวิถีชีวิตของคนบราซิลจะแสดงความรักกันตลอดเวลา นั่นเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราชอบความเป็นบราซิล ซึ่งเป็นอะไรที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้เดินทางมาที่นี่รอบแล้วรอบเล่า ไม่ว่าจะเรื่องของอาหารการกิน เสน่ห์ของผู้คน ภาษาและธรรมชาติ ทุกอย่างหลอมให้เป็นบราซิล”
หลังเรียนจบเขาเองไม่ได้กลับไปที่บราซิลอีกเลย ได้แต่คิดถึงและหวังว่าสักวันจะมีโอกาสกลับไปเยือนอีกสักครั้ง จึงตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินเพื่อที่จะไปเยือนถิ่นเก่า
“10 ปีผ่านไปเราก็ได้กลับไปที่บราซิลอีกรอบ เพราะทนคิดถึงไม่ไหว คืออยากกลับไปเจอช่วงชีวิตหนึ่งที่เราฝังตัวลงไป เหมือนกับเราถวิลหาความหลังแล้วมันก็เหมือนติดอยู่ในใจ เหล่านั้นมันเป็นแรงดึงดูดที่ทำให้เราอยากไปหา หลังจากนั้นก็ไปมาอยู่เรื่อยๆ แต่ไปบ่อยไม่ไหวนะมันแพงเหลือเกิน”
แป้กเอกพล พูดทิ้งท้ายก่อนขอตัวไปจัดรายการ “บราซิเลียน วันละคำสองคำ” ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเขาจะสนุกสนานและอินเอามากๆ สำหรับสิ่งที่ทำอยู่เป็นการเยียวยาความคิดถึงบราซิเลียนได้เป็นอย่างดี
ปาร์ตี้ อะเมซอน คาร์นิวัล และกาแฟ
โอ๋อุษา ถาละคร เธอเป็นสาวไทยอีกหนึ่งคนที่ใช้ชีวิตอยู่บราซิลจนคุ้นเคย ทั้งเคยเล่าเรียนอยู่ที่นั่นในฐานะนักศึกษาแลกเปลี่ยน ก่อนจะกลับมาเรียนต่อจนจบคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนมีโอกาสได้ทำงานเป็นล่ามภาษาโปรตุเกสในประเทศบราซิลอยู่หลายหน จนกระทั่งตัดสินใจไปทำงานที่เซาเปาโลอย่างจริงจังในการทำหน้าที่ประสานงานให้กับบริษัทหนึ่งอยู่แรมปี ก่อนกลับเมืองไทยเพื่อเตรียมตัวเรียนต่อปริญญาโท
เมื่อถูกถามว่าประทับใจอะไรในบราซิล เธอตอบมาหลายอย่าง ซึ่งล้วนแต่เป็นส่วนผสมที่ทำให้ประเทศแห่งนี้น่าสนใจ เริ่มด้วยปาร์ตี้ของที่นี่ซึ่งเป็นอะไรที่คนบ้านนี้ขาดกันไม่ได้ หากเป็นแถวบ้านเราก็คงเรียกว่าชวนกันเมาได้ทุกวัน แต่สำหรับบราซิลปาร์ตี้คือวัฒนธรรมที่ใช้สานสัมพันธ์
“สำหรับการอยู่ในประเทศบราซิล การไปปาร์ตี้สำคัญมาก คือมันไม่ได้หมายความว่าไปกินเหล้าเฮฮากันแล้วเหลวไหล แต่การปาร์ตี้คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนได้พบปะกัน แล้วเหมือนวัฒนธรรมเลยว่า ทุกๆ สัปดาห์ต้องมีการปาร์ตี้ ซึ่งมันทำให้เราได้ไปสัมผัสวัฒนธรรมของคนบราซิลได้ง่ายขึ้น ทำให้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ลึกขึ้น แล้วไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนปาร์ตี้คือส่วนหนึ่งในชีวิตของคนบราซิล”
มาต่อกันที่งานเทศกาลคาร์นิวัลอันโด่งดัง ซึ่งจะมีขึ้นในเดือน ก.พ. จากที่โอ๋เล่าเธอบอกว่า งานคาร์นิวัลแบ่งเป็นหลายแบบ อย่างในรีโอ เดจาเนโรเองก็จะมีชื่อเสียงมาก เพราะมีขบวนพาเหรดจากแต่ละโรงเรียนที่สอนเต้นแซมบ้า มาตั้งขบวนประชันกันในแซมบ้าโดม ซึ่งลักษณะเช่นนี้ผู้ชมจะต้องซื้อตั๋วเข้าไปดู หากขบวนไหนสามารถทำให้ผู้ชมสนุกได้มากที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะ
“อีกประเภทหนึ่งคือ สตรีท คาร์นิวัล ซึ่งเป็นขบวนที่มีรถบรรทุกเครื่องเสียง นักร้อง และขบวนกลองเล่นเพลงจังหวะแซมบ้าไปตามถนน คล้ายกับงานสงกรานต์บ้านเราเลย แต่ผู้คนจะแต่งตัวมีสีสัน ติดขนนกโน่นนี้ไปให้เข้ากับบรรยากาศ แล้วทุกคนจะออกมาเดินตามท้องถนนเพื่อเฉลิมฉลองดื่มไปเต้นไปตามขบวนเลยอะไรแบบนั้น ลักษณะนี้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร ซึ่งตัวโอ๋เองคิดว่ามันมีเสน่ห์ดี ไม่อลังการเกินไป สนุกไปอีกแบบ แต่สิ่งที่ทำให้คาร์นิวัลเหมือนกัน คือทั้งเมืองจะมีบรรยากาศแห่งความสนุกสนาน ซึ่งเกิดจากการผสมผสานอย่างลงตัวของผู้คนที่มีความเฮฮา กับดนตรีสไตล์แซมบ้า”
อีกอย่างที่เธอเลือกพูดถึงคือ การเดินทางไปยังป่าอะเมซอน ที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสเป็นล่ามในรายการสารคดี ที่เข้าไปถ่ายทำเรื่องของป่าอะเมซอน ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่า
“คนบราซิลเขาเรียกป่าอะเมซอน ว่า ‘กรีนเฮล’ เพราะอันตรายในป่าอะเมซอนมันสามารถมีได้รอบตัวเรา 360 องศา พอไปก็ได้รู้อะไรเพิ่มอีกหลายอย่าง เช่น ได้รู้ว่าปลาปิรันย่าที่เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่กินสิ่งอื่น สามารถนำมากินได้ แล้วพอได้เข้าไปอยู่ป่าจริงๆ ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้เราเรียนรู้และเห็นค่าของธรรมชาติมากขึ้น เราเลยประทับใจมากเมื่อได้เข้าไปอยู่แบบนั้น เพราะมันทำให้ได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิต”
ก่อนที่เธอจะเล่าต่อถึงเรื่องกาแฟในบราซิลให้ฟังเป็นการปิดท้ายความประทับใจว่า “คือคำว่ากาแฟของคนบราซิลเขากินความหมายไปมากกว่าที่เราเข้าใจนะ อย่างอาหารเช้าของคนที่นี่เขาก็จะเรียกว่า กาแฟดามานญ่า คือมันสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของพวกเขาว่า สิ่งแรกที่ลืมตาตื่นมาแล้วดื่มคือกาแฟ คือทุกบ้านจะต้มกาแฟโดยใช้วิธีการบดก่อนนำมาต้มกินเองแล้วก็ใส่กาอุ่นไว้ตลอด แล้วเรื่องปกติในชีวิตของคนที่นี่คือนอกจากดื่มกาแฟตอนเช้า คนในครอบครัวจะมานั่งดื่มกาแฟกันตอนบ่ายกินขนมแล้วก็พูดคุยสนุกสนานกัน
“คือมันจะมีประโยคหนึ่งที่คนบราซิลพูดกันบ่อยๆ เมื่อเจอนักท่องเที่ยวว่า ยินดีต้อนรับคิดเสียว่าเป็นบ้านของเธอนะ คือมันทำให้เวลาคนต่างชาติไปอยู่ที่นั่น ความเป็นมิตร ความเป็นกันเองแบบนี้ ทำให้ยิ่งรู้สึกว่าบ้านเขาน่าอยู่ อย่างการชวนดื่มกาแฟก็เช่นกัน มันเหมือนกับการเชิญเราให้เข้าไปใกล้ชิดกับคนบราซิลมากขึ้นด้วยการสนทนา”
สองคู่หูไทยกับการเยือนบราซิล
คำว่าบอลไทยไปบอลโลกคงไม่ใช่เรื่องขายฝันอีกต่อไป เพราะล่าสุดนักฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยของเราเพิ่งจะคว้าโควตาแบ่งพื้นที่ในโซนเอเชียเข้าไปแข่งขันบอลโลกมาได้ แต่นอกเหนือจากนั้นยังมีอีกหนึ่งเรื่องราวความภูมิใจที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก ซึ่งมองข้ามไปเสียมิได้ นั่นคือการที่ประเทศไทยของเราได้มีเป็นเพลเยอร์เอสคอร์ต (เด็กที่จูงมือนักเตะลงสนาม) ประจำทัวร์นาเมนต์ยิ่งใหญ่ที่บราซิล
โดยทั้งสองคือ น้องบลิงค์ด.ญ.ชญาดา สุพุทธิพงศ์ สาวน้อยหน้าหมวยวัย 7 ขวบ จากโรงเรียนพระยาประเสริฐ และเจ้าหนูอับบาสด.ช.ชาญชวิน หมัดนุรักษ์ อายุ 9 ขวบ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งกว่าทั้งคู่จะคว้าโควตาไปบราซิลได้ก็เล่นเอาเหนื่อย เพราะต้องผ่านด่านผู้สมัครกว่า 1,500 คน
เพื่อให้เข้าใจถึงความหินของการคัดเลือกที่ชื่อว่า “แมคโดนัลด์ เพลเยอร์ เอสคอร์ต” พี่คนโตหัวฟูอย่างอับบาสเล่าให้ฟังว่า เขาเองต้องเขียนเรียงความหนึ่งหน้ากระดาษ ส่งเข้าประกวดเพื่อให้กรรมการอ่านและตัดสินเรียงความจาก 1,500 คน ให้เหลือเข้ารอบต่อมาเพียง 30 คน ซึ่งอับบาสพูดติดตลกถึงสิ่งที่เขียนบางประโยคว่า “รู้สึกว่าทั้งเขาและนักฟุตบอลคงเท่น่าดู หากได้เดินลงสนามไปพร้อมกัน”
น้องบลิงค์ สาวน้อยจอมแก่น พูดถึงความยากต่อว่า ต้องผ่านการทดสอบอีก 3 ขั้น คือ ภาษา ทักษะกีฬา และตอบคำถาม แน่นอนทั้งคู่เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายไปไม่ยาก ก่อนต้องขึ้นโชว์ความสามารถกันอย่างจริงจังบนเวทีรอบสุดท้าย เพื่อคัดให้เหลือ 2 คน
วันนั้นน้องบลิงค์โชว์ลีลาที่เธอเรียกว่า แดนซ์คอนเทมโพรารี่ผสมกับความสามารถทางลีลายิมนาสติกตีลังกาหลายตลบก่อนเรียกเสียงปรบมือของผู้ชมได้ดังกระหึ่ม ซึ่งเธอหวังไว้ในอนาคตว่าจะเป็นนักกีฬายิมนาสติกทีมชาติให้ได้ ต่อมาเป็นโชว์ของเจ้าหนูอับบาสในมาดของการเดี่ยวไมโครโฟนชุดยอดตำนาน







