
เกาหลีใต้ เที่ยวอิ่มใจ ไหว้พระอิ่มบุญ
หากพูดถึงประเทศเกาหลีใต้นั้น แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทย
หากพูดถึงประเทศเกาหลีใต้นั้น แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทย ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากความนิยมชมชอบดาราและนักร้อง จนทำให้เกิดการท่องเที่ยวตามรอยสถานที่ถ่ายทำต่างๆ รวมถึงกิจกรรมการช็อปปิ้งสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอางอีกมากมาย แต่ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงศาสนาในประเทศนี้นั้น ถือว่ายังไม่ค่อยเป็นที่นิยม โดยเฉพาะวัดวาอารามต่างๆ แต่ถ้าหากได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาบนดินแดนนี้ ไม่แน่คุณก็อาจจะอยากไปท่องเที่ยวเชิงศาสนาที่ประเทศเกาหลีใต้ก็เป็นได้
ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ชาวเกาหลีใต้ประมาณร้อยละ 46 จะเป็นผู้ที่ไม่นับถือศาสนา แต่ศาสนาที่ชาวเกาหลีนับถือมากที่สุด นั่นก็คือศาสนาพุทธ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 24 รองลงมาคือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์และนิกายคาทอลิกตามลำดับ แท้จริงแล้วพระพุทธศาสนาในประเทศนี้เคยมีความรุ่งเรืองและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่ของคาบสมุทรเกาหลีมาก่อน
พระพุทธศาสนานิกายมหายานมีจุดเริ่มต้นเข้ามาในคาบสมุทรเกาหลี ราวปี พ.ศ. 915 โดยพระศาสนทูตซุนเตาจากประเทศจีนเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรโกรกูรยอ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของคาบสมุทรเกาหลี และมีพื้นที่ติดกับอาณาจักรต่างๆ ของประเทศจีน เพียงระยะเวลาไม่นาน พระพุทธศาสนาก็ได้รับการยอมรับและแพร่หลายไปยังอาณาจักรอื่นๆ ไม่ว่าจะในอาณาเพคเจและอาณาจักรชิลลา ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนพระธรรมทูตระหว่างกันโดยตลอด
นอกเหนือจากพระธรรมคำสอนที่พระธรรมทูตนำกลับมาเผยแผ่แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่นำกลับมาด้วย นั่นก็คือวัฒนธรรมการดื่มชา ที่วัดซังเกซา ในเมืองฮาดง จังหวัดกียองซังใต้ คือสถานที่แรกสุดที่มีการปลูกชาในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ชาถูกนำมาจากประเทศจีน โดยพระธรรมทูตที่เดินทางกลับมาจากการศึกษาพระธรรม วัดแห่งนี้เป็นเพียงวัดไม่กี่แห่งที่มีอยู่ในจังหวัดกียองซังใต้ จึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวพุทธในเมืองฮาดงอย่างมาก ที่นิยมมาปฏิบัติธรรมภายในวัดแห่งนี้ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบของเทือกเขาจิริซานที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้
เมื่ออาณาจักรรวมต่างๆ ล่มสลาย พระพุทธศาสนาก็เข้าสู่ยุคเสื่อมถอย อันเนื่องมาจากการเข้ามาของลัทธิต่างๆ การเกิดศึกสงครามและการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาจากข้าศึก ด้วยการแก้ไขกฎระเบียบสงฆ์ให้มีความผิดเพี้ยน พระสงฆ์จึงต้องหลบลี้ไปสร้างวัดอย่างสงบตามเทือกเขาสูงที่ห่างไกลผู้คน นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วัดในประเทศเกาหลีใต้มักจะตั้งอยู่ตามภูเขา
วัดยงมุนซาในจังหวัดเกียงกิโด เป็นอีกหนึ่งวัดที่รอดพ้นจากการทำลายในช่วงสงคราม วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นยุคปลายของอาณาจักรชิลลา ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ซึ่งไม่อนุญาตให้ขับรถขึ้นไปได้ นักเที่ยวจึงจะต้องเดินเท้าขึ้นเขาเป็นระยะทางมากกว่า 1 กิโลเมตร ดังนั้นใครที่คิดจะไปต้องเตรียมตัวให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมร่างกาย เตรียมรองเท้าผ้าใบและน้ำดื่มติดกระเป๋าไว้ ก็จะไม่เป็นอุปสรรคในการท่องเที่ยว ซึ่งตลอดสองข้างทางของการเดินนั้นก็จะพบเห็นผู้สูงอายุชาวเกาหลีใต้เป็นส่วนใหญ่ นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวเกาหลีใต้มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืน
ในปัจจุบันนี้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาในวิถีฝึกปฏิบัติธรรมมากขึ้น ดังนั้นหลายๆ วัดในประเทศเกาหลีใต้ก็เลยเปิดโอกาสให้ผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ได้มีโอกาสเข้ามาพำนักในวัดเพื่อฝึกสมาธิ หรือ Temple Stay กันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในกรุงโซลนิยมใช้วันหยุดสุดสัปดาห์มาปฏิบัติธรรมในวัดกันมากขึ้น ซึ่งการมาปฏิบัติธรรมอย่างเช่นที่วัดยงมุนซามีค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 4 หมื่นวอน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,200 บาท กับโปรแกรมการปฏิบัติธรรม 2 วัน 1 คืน ซึ่งก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในประเทศนี้ ที่สำคัญคือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับวัด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต้องพึ่งพาตนเองและได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่จำกัดจากรัฐบาล
หากคุณผู้ชมมีเวลาท่องเที่ยวอย่างจำกัด แต่อยากจะเดินทางไปทำบุญที่วัดในเกาหลีใต้ วัดวาวูจองซาที่เมืองยองอิน ทางตอนล่างของจังหวัดเกียงกิโดก็มีความน่าสนใจ เพราะใช้ระยะเวลาเดินทางด้วยรถยนต์จากกรุงโซลประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น วัดแห่งนี้ไม่มีการจำกัดทางด้านนิกาย จึงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจากหลายประเทศกว่า 3,000 องค์ ไม่ว่าจะมาจากจีน อินเดีย เนปาล ศรีลังกา และรวมถึงจากประเทศไทย ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของวัดนี้ นั่นก็คือการเป็นที่ประดิษฐานของเศียรพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้ ที่รับรองจากกินเนสบุ๊กเวิลด์เรกคอร์ดว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์หรือพระนอนที่แกะสลักจากไม้สนจีน ซึ่งประเทศอินเดียถวายให้วัดเพื่อเป็นพุทธบูชา
ในความเป็นจริงแล้ว พระพุทธศาสนาในประเทศเกาหลีใต้ยังคงถูกท้าทายมากระทั่งถึงปัจจุบัน เนื่องด้วยเป็นนิกายมหายาน ซึ่งไม่ได้เคร่งครัดเหมือนหินยานหรือเถรวาท จึงต้องเผชิญกับโลกยุคปัจจุบันที่มนุษย์บางส่วนให้ค่ากับวัตถุนิยมมากกว่าศรัทธานิยม นับจากนี้ไปพระพุทธศาสนาในดินแดนนี้จะคงอยู่หรือสูญหายไปนั้น คำตอบก็คงขึ้นอยู่กับการเห็นคุณค่าและการทำนุบำรุงในวันนี้







