‘ดาวดิน’ นักสู้ภูหลวง
“ดาวดิน” คือการรวมตัวของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดยเฉพาะนักศึกษาในคณะนิติศาสตร์
โดย...เจษฎา จี้สละ
“ดาวดิน” คือการรวมตัวของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดยเฉพาะนักศึกษาในคณะนิติศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนมิติปัญหาทางสังคมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโรงงานแป้งมันสำปะหลัง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น การวางท่อก๊าชธรรมชาติรุกระบบนิเวศของชุมชน อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะกรณีเหมืองแร่ทองคำ อ.วังสะพุง จ.เลย ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหลวง ซึ่งปัญหาทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ระบบนิเวศที่ถูกทำลาย สุขภาพของชาวบ้านถดถอยจากสารพิษตกค้างในร่างกาย รวมถึงถูกคุกคามจากกลุ่มคนร้ายเพียงเพื่อลำเลียงแร่ทองคำออกจากเหมือง แต่ “ดาวดิน” ไม่เคยทอดทิ้งให้คนทุกข์ยากต้องต่อสู้อย่างลำพัง
แทนที่พวกเขาจะมุ่งขวนขวายความรู้จากตำรา แต่กลับเห็นคุณค่าของการเผชิญโลกแห่งความจริง หลักกฎหมายตามมาตราจึงเป็นเพียงเกณฑ์วัดคุณค่าของมนุษย์เพียงด้านหนึ่ง หาใช่หลักสากลที่ใช้ประเมินชีวิตคนในทุกด้าน
รัฐศาสตร์ บาทชารี อายุ 22 ปี คณะนิติศาสตร์ มข. ชั้นปีที่ 1 ก้าวเข้าสู่กลุ่มดาวดิน หวังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะชุมชนรากหญ้าในท้องถิ่น ทั้งยังเชื่อว่าประชาชนเป็นรากฐานของการพัฒนา ไม่ใช่อำนาจที่มาจากชนชั้นนำของประเทศ
“วัฒนธรรมของชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ มันไม่ใช่เพียงอัตลักษณ์ แต่สามารถเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม อย่างที่วังสะพุง ชาวบ้านมีภูมิปัญญาด้านศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เคารพธรรมชาติ เช่น การสืบชะตาภูเขา สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยเลยและความผูกพันที่มีต่อผืนป่า”
เมื่อกลุ่มทุนเหมืองรุกคืบธรรมชาติของท้องถิ่น สร้างปัญหาฝุ่นควันและเสียงระเบิดหิน ซ้ำร้ายสารไซยาไนด์ในกระบวนการถลุงแร่ยังตกค้างในร่างกายของชาวบ้าน วิถีชีวิตคนพื้นถิ่นจำต้องปรับเปลี่ยน ภูที่ชาวบ้านเคยใช้เป็นแหล่งเสาะหาอาหาร กลับกลายเป็นบ่อดินซากเหมือง แทนที่ รัฐศาสตร์ จะย่ำอยู่กับความเจ็บช้ำ เขากลับเปลี่ยนเป็นพลังในการหยัดอยู่
“เหมืองเข้ามา วิถีชีวิตดั้งเดิมถูกทำลาย ระบบราชการต่างๆ เอื้อพวกเขามาก แต่กับชาวบ้านกระบวนการชักช้า หรือไม่มีการตอบรับปัญหาที่ชาวบ้านเรียกร้อง เช่น เรื่องสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ไม่มีใครมาแก้ไข บอกว่าอย่าใช้น้ำในห้วย เอาน้ำมาส่ง 1 เดือน แล้วหายไป แต่ชาวบ้านไม่รู้ทำยังไงต่อ”
“พวกเราสนับสนุนความคิดของคนในชุมชน หยิบความต้องการของเขาขึ้นมาแล้วผลักดัน ไม่ใช่คิดแทนชาวบ้าน”
กระบวนการที่รัฐศาสตร์มีส่วนร่วมเด่นชัด ได้แก่ การระดมความคิดสร้างระบบปกป้องตนเองให้กับชาวบ้าน โดยการสร้างจุดตรวจ 3 จุด ที่เรียกว่า ว.1 ว.2 และ ว.3 ตามเส้นทางหลักที่จะเข้าสู่เหมืองทองบนภูทับฟ้า เพื่อตรวจคนเข้าออกในชุมชน ป้องกันตนเองจากการคุกคามของเหมือง รวมถึงการสื่อสารไปยังสังคมภายนอกให้ได้รับรู้ถึงศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น
นับวันปัญหาที่เกิดขึ้นในภูหลวงยิ่งซับซ้อน แม้เหมืองบนภูทับฟ้า (หนึ่งในเหมืองทองคำที่ดำเนินการในภูหลวง) จะยุติการดำเนินงานชั่วคราว เพราะเสียงทัดทานของชาวบ้าน แต่ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติยังไม่ได้รับการฟื้นฟู ซ้ำร้ายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ยังมีกลุ่มคนร้ายในโม่งดำเคลื่อนขบวนขนแร่ออกจากเหมือง พร้อมข่มขู่และทำร้ายชาวบ้าน หยดน้ำตาของคนวังสะพุง ใช่เพียงสะท้อนถึงความเจ็บปวดที่พวกเขาได้รับ แต่สะเทือนถึงจิตใจของรัฐศาสตร์อย่างร้าวลึก
“ปัญหาเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ พี่น้องไปแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจก็เฉย อย่างตอนไปสู้คดีที่ศาล ศาลด่าชาวบ้านไม่มีการศึกษา ถามเราว่าทำไมต้องมากันเยอะ พี่น้องพูดเขาไม่ฟัง แต่พอฝ่ายกฎหมายของเหมืองพูด ศาลปล่อยให้อธิบายยืดยาว ความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน ทำให้ผมเสื่อมศรัทธากับความรู้ที่ร่ำเรียนมา”
ความเหนื่อยกายไม่ได้ทำให้จิตใจของรัฐศาสตร์ท้อถอย สำนึกยังคงเรียกร้องถึงการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้น พลังภายในที่คอยขับเคลื่อนให้เขาเดินต่อไป คือความหวังที่อยากจะเห็นประชาชนในท้องถิ่นกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติดังเดิม “พี่น้อง” คือคำที่เขาเรียกแทนชาวบ้าน ไม่ได้มองเป็นชนชายขอบหรืออื่นใด เช่นดั่งสายตาของนายทุนที่ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย
“ทุกคนมีสิทธิของความเป็นมนุษย์ ผมอยากเห็นความเป็นธรรม ‘อำนาจเป็นของประชาชน’ ผมอยากเห็นปากเสียงของพี่น้องมีความหมาย แม้พวกเราจะต้องเจ็บบ้าง แต่ความรัก ความอบอุ่นของพี่น้องในชุมชน จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราก้าวต่อไป”
จตุภัทร์ มุญภัทรรักษา อายุ 22 ปี คณะนิติศาสตร์ มข. ชั้นปีที่ 4 ก้าวเข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัย ด้วยภาพฝันบรรยากาศของสถาบันอุดมศึกษาที่เปี่ยมไปด้วยอิสรภาพและการผจญภัย แต่สิ่งที่เขาได้สัมผัสกลับตรงกันข้าม กิจกรรมรับน้อง เกม และความบันเทิง กลายเป็นสาระหลักที่เขาได้รับ ความเฉื่อยเนือยของสภาวะแวดล้อมที่ไร้ซึ่งการแยแสสังคมภายนอก ส่งผลให้จตุภัทร์แสวงหาหนทางที่จะทำให้เขาก้าวไปในหนทางแห่งชีวิตจริง
“รุ่นพี่ที่คณะชวนผมไปลงพื้นที่ เดินทางด้วยการโบกรถ มันสนุก เหมือนได้ผจญภัยเรียนรู้โลก”
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อจตุภัทร์ได้สัมผัสกับมิติปัญหาของสังคมมากขึ้น ครั้งแรกที่เขาเข้าไปในพื้นที่ภูหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ส่งผลให้เขาตั้งคำถามกับตนเองว่า “มันเกิดอะไรกับสังคม” พื้นที่ชีวิตที่ผู้คนถูกเอารัดเอาเปรียบ ต่างจากสังคมมหาวิทยาลัยอย่างลิบลับ วาทกรรม “ความเหลื่อมล้ำ” ปรากฏชัดในมโนสำนึกของจตุภัทร์
“เริ่มแรกลงพื้นที่มันสนุก แต่พอรู้ปัญหาของพี่น้อง เรานึกแต่สนุกไม่ได้แล้ว ตอนนั้นเลยศึกษาปัญหาจริงจัง ยิ่งรู้ลึก ยิ่งเห็นความไม่ยุติธรรม เห็นความเดือดร้อน น้ำตา มันยิ่งกระตุ้น มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตคน”
จตุภัทร์มองปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความสัมพันธ์ทางโครงสร้าง เริ่มจากรากฐานแบบนายทุนที่ยึดหลักการต้นทุนต่ำผลผลิตสูง เช่นเดียวกับนายทุนที่กอบโกยหินแร่จากภูเขา แต่ไม่ยอมควักเงินเยียวยาระบบนิเวศที่เสื่อมสูญ อำนาจรัฐยิ่งเสริมพลังทุน ด้วยกลไกและระบบราชการที่ชาวบ้านเข้าไม่ถึง
“การเมืองไทยรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ส่วนกลางหมด อยู่ที่ กทม. หน่วยงานราชการในต่างจังหวัดไม่มีอำนาจตัดสินใจ เลยต้องพาชาวบ้านไปประท้วงที่ กทม. เพราะอำนาจสั่งการมันอยู่ที่ กทม. ที่ผ่านมารัฐไม่เคยมองว่าทรัพยากรท้องถิ่นควรให้ชุมชนจัดการ แต่รัฐคิดว่าเป็นของรัฐ จัดการเอง สุดท้ายคนที่เดือดร้อนคือชาวบ้าน”
สิ่งที่ทำให้จตุภัทร์ยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาให้กับชุมชน ไม่ใช่เพราะความหวังอยากสร้างชื่อให้แก่ตน แต่เป็นความกล้าที่ก้าวผ่านความกลัวเบื้องลึกของจิตใจ พิสูจน์จากเหตุการณ์ชายโม่งดำเข้ามาคุกคามทำร้ายชาวบ้าน จตุภัทร์ไม่เคยคลาดสายตาจากพี่น้องของเขา ร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไม่ลดละ ภาพชาวบ้านถูกทำร้าย ในขณะที่เขาถูกมัดมือไพล่หลัง ฝังตรึงสำนึก ยิ่งตอกย้ำอุดมการณ์ความเหลื่อมล้ำที่เขาตระหนัก
“ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่น้ำตาไหล เราสู้ด้วยสันติวิธี แต่เขากลับใช้วิธีการสกปรก มันเป็นตัวชี้วัดว่า อำนาจทุนสามารถทำอะไรก็ได้ ไม่มองถึงความเป็นคน”
ยุทธการแห่งอหิงสาอันเป็นแนวทางหลักที่ดาวดินใช้นำทางการต่อสู้มาตลอด ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นน้ำมันซ้ำเพลิงไฟแห่งความอยุติธรรม ย้อนแย้งหลักการอย่างเหลือเชื่อ แต่หาได้ลบเลือนผลาญเผาอุดมการณ์ของพวกเขา
“เราบอกกับพี่น้องชาวบ้านตลอด ‘เขาเป็นคนเหมือนกันกับเรา’ แต่ที่เขาทำกับชาวบ้านเหมือนไม่ใช่คน”
พลังขับเคลื่อนที่ผลักดันให้จตุภัทร์ก้าวไปต่อ คือความคิดที่ไม่ได้มองชีวิตอย่างปัจเจก สังคมคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ปัญหาของชาวบ้านที่ใครอื่นอาจมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่เขาเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนรวมที่ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข หยัดยืนเคียงข้างประชาชนรากหญ้า ปกป้องทรัพยากรทางธรรมชาติและผืนป่า แสวงหาวิธีการพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต
“ชาวบ้านเป็นคนตัวเล็ก คนตัวใหญ่คือรัฐและทุน ความเป็นกลางมันไม่มี ผมจึงเลือกอยู่ข้างชาวบ้าน เพราะอย่างน้อยเขาไม่โดดเดี่ยว บางทีเราอาจจะเสมอ หรือจะเป็นอย่างอื่นก็แล้วไป”
จุฑามาส ศรีหัตถพดุงจิต อายุ 20 ปี คณะนิติศาสตร์ มข. ชั้นปีที่ 2 เริ่มแรกด้วยการลงพื้นที่ใน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น หลังการต่อสู้ของชาวบ้าน เพื่อยับยั้งการตั้งโรงงานแป้งมันสำปะหลัง กลายเป็นสนามชีวิตที่เป็นบทเรียนชี้นำให้จุฑามาสก้าวไปในเส้นทางของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน
“ลงพื้นที่ครั้งแรกแล้วช็อก เราไม่เคยรู้ข่าวสาร ไม่รู้ว่ามีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นในสังคมจริงๆ”
ก้าวย่างล่วงผ่านสู้สนามถัดไปในพื้นที่ภูหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เธอได้เรียนรู้ถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าชาวบ้านจะดิ้นรน เพื่อทัดทานอำนาจทุน ผ่านหน่วยงานรัฐหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไร้ความคืบหน้า
“ทีแรกเราก็คิดว่าทำไมต้องม็อบ ยื่นหนังสือหรือเจรจาต่อรองไม่ได้หรือ ลงพื้นที่จึงรู้ว่าพี่น้องทำมาหมดแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจ หนูเลยร่วมม็อบกับเขา ไปตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กรุงเทพฯ เมื่อราว 2 ปีก่อน”
“ความไม่เท่าเทียม” คำนามธรรมทางวิชาการที่อาจารย์พร่ำสอนในมหาวิทยาลัย จุฑามาสเข้าใจอย่างแจ่มชัดในเวลานี้ เมื่อเธอเผชิญกับกระบวนการรัฐที่ล้มเหลว หน่วยงานราชการในท้องที่และกฎหมายต่างเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน แต่ใครเล่าที่เลือกยืนสู้ข้างประชาชน
“เปรียบคน 2 คนทะเลาะกัน คนหนึ่งตัวใหญ่ คนหนึ่งตัวเล็ก แต่ต้องมาสู้กัน คุณจะเลือกช่วยหรือจะอยู่เฉยๆ ทำตัวเป็นกลาง หรือจะเลือกช่วยคนตัวเล็ก แต่มันก็กลายเป็นสองรุมหนึ่งนะ ซึ่งเอาเข้าจริงหนูเลือกช่วยคนตัวเล็ก แม้เราจะเป็นฝ่ายรุมคนตัวใหญ่ แต่บริบททางสังคม มันเอื้อให้กับคนตัวใหญ่ มองดูให้ดีว่าฝ่ายที่ถูกเอาเปรียบ คือฝ่ายไหนกันแน่”
ใช่เพียงทิศทางขับเคลื่อนภาคประชาสังคม อีกด้านหนึ่งจุฑามาสมุ่งเปลี่ยนแปลงระบอบนิติธรรมของรัฐ ผ่านการวิพากษ์กฎหมาย วิชาอันเป็นแกนกลางพื้นฐานหลักคิดของเธอ“ชนชั้นใดออกกฎหมาย ก็ออกเพื่อชนชั้นนั้น” นี่คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เธอเข้าคลุกวงฝุ่นหินทรายในท้องถิ่น เพื่อที่สักวันจะสามารถผลักดันให้ชาวบ้านเป็นรากฐานของกฎเกณฑ์ต่างๆ ในระดับประเทศ
“ถ้าคนที่ออกกฎหมายเข้าใจสิทธิมนุษยชนจะช่วยชาวบ้านแต่ตอนนี้ชาวบ้านไม่มีที่พึ่ง เหมืองอ้างทำตามกฎหมาย รัฐบอกว่าเหมืองถูกต้องตามกฎหมาย มี EHIA อ้างอิง ทุกอย่างมันเอื้อต่อเขา”
(EHIA คือรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ประกอบกิจการต้องเสียค่าใช้จ่ายแก่บริษัทที่เข้าศึกษาเอง)
วันหนึ่งในภายภาคหน้า ไม่อาจคาดเดาได้ว่า “ดาวดิน” แต่ละคนจะเติบโตไปอยู่ในสถานะไหน อาจเป็นผู้พิพากษา อัยการ หรือนักกฎหมายผู้ทรงภูมิ แต่ประสบการณ์ของชีวิตจากการลงพื้นที่ คงทำให้พวกเขาจดจำในวิธีคิดและวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี กาลเวลาได้กล่อมเกลาพวกเขาให้เป็นดาวจรัสแสงส่องทางให้กับปวงชน กรวดหินดินแร่จากเหมือง ที่กดทับสิทธิชุมชน จนต้องเสียเลือดเนื้อและน้ำตา คงเป็นบทบันทึกคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์
“ผู้พิพากษา อัยการ หรือนักกฎหมาย ก่อนเราจะวิพากษ์ใครเราต้องรู้ปัญหาที่แท้จริง กฎหมายจะดูที่ตัวอักษรอย่างเดียวไม่ได้ต้องดูบริบทและปัญหาที่เกิดขึ้น หลายครั้งกฎหมาย กลายเป็นสิ่งที่กดทับสิทธิของคนตัวเล็ก” จุฑามาส กล่าวทิ้งท้าย
“แล้วทุกอย่างก็กลับสู่เรื่อง ‘ความอยุติธรรม’” ---


