
เฟินบลูเฟินนกยูงในป่าไทย
แทบไม่เชื่อสายตาเมื่อเราเดินลัดเลาะเข้าไปในสวนยางพาราแห่งหนึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานี
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
แทบไม่เชื่อสายตาเมื่อเราเดินลัดเลาะเข้าไปในสวนยางพาราแห่งหนึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานี บางตอนเป็นโขดหินแกรนิตเตี้ยๆ ซึ่งปกคลุมด้วยเฟินอิงอาศัยหลายชนิด แต่ที่สะดุดตาคือพื้นดินหลายตอนถูกปกคลุมด้วยพืชชนิดหนึ่งมีใบแบนแผ่ปกคลุมผิวดิน ใบของมันมีสีเขียวอมฟ้า คล้ายสีของปีกแมลงทับ พวกเราจำมันได้ทันที เพราะชาวบ้านทางภาคใต้เรียกมันว่า เฟินปีกแมลงทับใหญ่ ลำต้นของมันทอดยาวเลื้อยไปได้ ดูเหมือนพืชใกล้ชิด เฟินชนิดนี้ชอบความชุ่มชื้นและร่มเงารำไร ชาวบ้านในสวนยางยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า พืชชนิดนี้ทนทานต่อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้งกรัมม็อกโซน (Gramoxone) และราวด์อั้พหรือไกลโฟเซต (Glyphosate) โดยมากหลังฉีดมันอาจผุแห้งไหม้ไปบ้าง แต่หลังจากได้ฝน มักระบัดขึ้นมาได้ใหม่ ราวพืชคืนชีพกระนั้น
ป่าแถบริมห้วยบนภูเขาอุดมไปด้วยเฟินปีกแมลงทับ (Cyclopeltis semicordata) ซึ่งดูสวยงามเข้ากับสภาพแวดล้อม ทั้งชุ่มชื้นและเยือกเย็นเกือบตลอดปีด้วยหมู่ไม้ใหญ่น้อยและสายน้ำจากห้วยหลายสายซึ่งไหลลงมาจากเทือกเขาใหญ่ ช่วยให้อากาศชุ่มฉ่ำเหมาะกับเฟินทั้งเฟินอิงอาศัย และเฟินปีกแมลงทับใหญ่ หรือรังไก่ (Seleginella willdenowii) ซึ่งขึ้นเป็นดงและญาติใกล้ชิดของเฟินชนิดนี้มีลำต้นทอดเลื้อยไปตามลำไม้ไม้อื่นได้ระดับหนึ่งด้วย ชื่อสามัญของพืชชนิดนี้คือ peacock fern เนื่องจากมีสีคล้ายแพนหางของนกยูง ซึ่งมีสีเขียวอมน้ำเงินเป็นมันราวสนิมเหล็ก (electric blue) หรือที่เรียกกันว่าเฟินประกายรุ้ง (iridescent fern)
เฟินปีกแมลงทับเล็ก (Selaginella uncinata) เรียกกันในชื่อสามัญว่า Blue Spike moss บ้าง peacock plant บ้าง บางคนเรียก rainbow moss เข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. ใด ไม่ปรากฏ แต่ได้แพร่หลายตามสวนเฟินบางแห่งในกรุงเทพฯ รวมทั้งมีการปลูกเลี้ยงโดยนักสะสมเฟินทั่วไป นับเป็นพืชใกล้ชิดของเฟินจนเรียกชื่อกันว่าเฟินแผงบ้าง รังไก่บ้าง แต่ในที่นี้ผู้เขียนรวมเรียกมันว่าเฟินปีกแมลงทับเล็กดังที่เรียกกันในวงการค้าไม้ประดับของไทยเป็นเวลานานนับสิบปีมาแล้ว ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ทางจีนตอนใต้ แต่ต่อมาแพร่เข้าไปกลายเป็นพืชท้องถิ่นทางรัฐด้านตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา (Hoshizaki and Robbin C. Moran 2001)
เราต้องให้เครดิตกับเอิร์ส สตาลห์ (Ernst Stahl) นักสัณฐานวิทยาชาวเยอรมัน ซึ่งสมัยนั้น (ปี 1896) เขาทำงานอยู่ที่สวนพฤกษศาสตร์โบกอร์ เกาะชวา อินโดนีเซีย เขาตัดเอาใบเฟินปีกแมลงทับใหญ่หรือเฟินหางนกยูง (Selaginella willdenowii) มาตรวจ และกล่าวว่าม่านสีน้ำเงินคล้ายสนิมเหล็กนั้นเกิดจากเม็ดสีที่ฝังตัวอยู่ในผิวของคิวตินชั้นบนสะท้อนแสงออกมา ชั้นคิวตินนี้เป็นชั้นไขที่ปราศจากชีวิตและปกคลุมผนังเซลล์บุผิวนอกของใบพืช
ดีนีส ฟอกซ์ (Denis Fox) และเจมส์ เวลส์ (James Wells) สองนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์แครนบรูด ในรัฐมิชิแกน ได้ตรวจซ้ำเฟินสีประกายรุ้งอีกครั้ง พวกเขาให้ข้อสังเกตว่าเมื่อใบเปียกน้ำหรือแอลกอฮอล์และปล่อยให้เหี่ยว คุณลักษณะของสีประกายรุ้งหรือหางนกยูงจะหายไป และในทางกลับกัน หากทำใบให้เปียกอีกครั้งลักษณะสีประกายรุ้งจะกลับคืนมา ดังนั้นเขาจึงสรุปว่าสีประกายรุ้งต้องเกิดจากสภาพการมองเห็นของสายตามากกว่าจะเกิดจากตัวของเม็ดสีของพืช
ในปี 1970 เดวิด ลี (David Lee) นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการทำปฏิกิริยาระหว่างใบไม้กับแสงชี้แจงว่าเฟินปีกแมลงทับใหญ่ไม่มีเม็ดสีที่เรียกว่าสีปีกแมลงทับอยู่อย่างแน่นอน ทั้งนี้จากการสกัดด้วยตัวทำละลายสารอินทรีย์ และเม็ดสีที่เราเคยคิดว่ามีอยู่นั้น ยังไม่เคยพบเลย ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ และผลจากการศึกษาต่อมาด้วยกล้องจุลทรรศน์ก็ไม่พบเม็ดสีดังกล่าวในชั้นไขเคลือบผิวใบเลย
มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า การสะท้อนแสงสีฟ้าครามในเฟินปีกแมลงทับอาจสะท้อนแสงสีบลูได้มากกว่าและดูดซับคลื่นแสงสีแดงได้มากเช่นกัน ดังนั้นใบจึงออกสีน้ำเงินดังที่ตาเราเห็น
ต่อมามีการศึกษาภาพการตัดขวางของแผ่นใบเครือญาติเฟินปีกแมลงทับ 2 ชนิด คือ ปีกแมลงทับเล็กและปีกแมลงทับใหญ่ (Selaginella uncinata และ S. willdenowii) โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ อิเล็กตรอน และพบการวางตัวคู่ขนานกันของชั้นบางๆ สองชั้นในส่วนของเซลล์บุผิวชั้นนอกของใบ การจัดเรียงตัวแบบนี้ทำให้เกิดการขยายความเข้มของสีเขียวปนน้ำเงินที่ปรากฏในพืชและแมลง ชั้นบางๆ ดังกล่าวนี้จะไม่ปรากฏในใบไม้ปกติหรือแม้ในใบเฟินปีกแมลงทับที่นำไปปลูกให้อยู่ในที่แสงจัด
นอกเหนือจากความสวยงามและความทนทานต่อสารกำจัดหญ้า ญาติเฟินชนิดนี้ถูกค้นพบว่าเป็นแหล่งของไบโอฟลาโวนอยด์ 4 ชนิด ซึ่งมีผลลดภาวการณ์ขาดออกซิเจนในเนื้อเยื่อร่างกาย นอกเหนือจากนั้นยังพบสารฟลาโวนอยด์อื่นๆ เช่น Amentoflavone ซึ่งมีศักยภาพต่อต้านไวรัสหลอดลม (respiratory syncytial virus RSV) และพบตัวยานี้ในรังไก่ (Selaginella) อีก 9 ชนิด (Biological & Pharmaceutical Bulletin Vol.24 (2001) No.3311)







