
กดไลค์เขาทำไม
โดย...โยโมทาโร่
โดย...โยโมทาโร่
สถานการณ์ แป้งพาย เด็กสาวมัธยมปลายโรงเรียนหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า เธอไม่อยากคุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่รู้จักกันตั้งแต่ประถม เพราะเหตุที่เพื่อนเธอคนนั้นไปกดไลค์ข้อความของเพื่อนร่วมห้องเรียนที่เธอไม่ชอบหน้าในเฟซบุ๊ก อันที่จริงข้อความนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวกับเธอหรอก แต่แป้งพายรู้สึกว่าถูกเพื่อนรักปันใจไปให้ศัตรูก็แค่นั้น วันต่อมาแป้งพายก็ไม่ยอมพูดคุยกับเพื่อนของเธอ ทำให้เพื่อนงุนงงว่าอยู่ดีๆ แป้งพายก็เปลี่ยนไป
ทางออก อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้แป้งพายก็ทำไม่ถูกต้องเสียทีเดียวที่ทำเมินเฉยกับเพื่อน ทั้งที่จริงแล้วเพื่อนก็ไม่ได้ทำอะไรผิดไปมากมายเกินกว่าที่เธอจะมโนไปเกินเหตุ
ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า สาเหตุที่เราจะกดไลค์ในเฟซบุ๊กหรือแสดงความชอบในโซเชียลมีเดียนั้น ประกอบไปด้วยเหตุผลมากมาย เช่น กดไลค์เพราะชอบเรื่องราวนั้นๆ กดไลค์เพราะความเห็นตรงจริตของเรา กดไลค์เพราะเนื้อหานั้นตอบโจทย์ความต้องการหรือช่วยแก้ปัญหาบางอย่าง และสุดท้ายกดไลค์เพราะชอบที่ตัวบุคคล จึงตามกดไลค์ทุกสเตตัสที่บุคคลนั้นแชร์
ในกรณีเพื่อนของแป้งพาย เราก็ต้องมาดูว่าเนื้อหาที่เพื่อนกดไลค์ไปนั้นเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับอะไร ซึ่งอาจจะเป็นความชอบส่วนตัว เช่น กีฬา สัตว์เลี้ยง ทัศนคติเกี่ยวกับบางเรื่องราวที่มีความชอบร่วมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนจะชอบฝ่ายตรงข้ามของแป้งพายเสียทีเดียว เพียงแต่เพื่อนอาจจะไม่ได้รู้ว่าแป้งพายไม่ชอบเพื่อนร่วมห้องคนนั้น จึงกดไปโดยไม่ได้คิดอะไร
ถ้าแป้งพายลองเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง เพื่อนของแป้งพายก็อาจจะไม่กดไลค์สเตตัสของคนคนนั้นก็เป็นไปได้ แต่แป้งพายเองก็ควรตระหนักไว้อย่างหนึ่งว่า เพื่อนเราเองก็มีสิทธิที่จะพูดคุยกับคนที่แป้งพายไม่ชอบหน้า เพราะเขาคนนั้นอาจจะดีกับเพื่อนในทางใดทางหนึ่ง
ลองนึกในทางกลับกัน ถ้ามีเพื่อนที่แป้งพายเคยพูดคุยด้วยดี วันหนึ่งกลับเมินใส่ เพราะแป้งพายไม่ถูกกับเพื่อนสนิทอีกคนของเขา แป้งพายจะรู้สึกอย่างไร เรื่องความสัมพันธ์บางครั้งก็ซับซ้อนไปด้วยเหตุผล ถ้าเราเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง เราอาจจะเสียเพื่อนที่ดีไปตลอดกาลด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง
Ask the expert
Q : เพื่อนร่วมงานอันเฟรนด์เราในเฟซบุ๊ก ทำให้ไม่เห็นข้อความสั่งงานกันในกลุ่ม แต่ไปฟ้องเจ้านายว่าเราอันเฟรนด์และบล็อกข้อความของเขาก่อน แถมส่งข้อความมาบอกให้เราปลดบล็อก แล้วตัวเขาก็ปลดบล็อกเอง โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย เราควรจะทำอย่างไร
Q: สันติ พิจิตรธรรม ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ บริษัท เจนมีเดีย ให้คำแนะนำว่า ในเรื่องนี้อาจจะเรียกได้ว่าปัญหาหลักอยู่ที่เพื่อนร่วมงานมากกว่าปัญหาการใช้งานของเฟซบุ๊ก และดูเหมือนว่าการที่เราจะหาหลักฐานว่าใครอันเฟรนด์ใครก่อน ก็ดูจะป่วยการที่จะไปโต้เถียงกับเพื่อนร่วมงานที่มีนิสัยเช่นนี้ เพราะเขาจะเข้าถึงตัวเจ้านายก่อนที่เราจะคิด แล้วปัญหาจะบานปลายเกินเหตุ
กลับมาที่เรื่องการอันเฟรนด์เฟซบุ๊ก การอันเฟรนด์นั้นทำให้เราไม่เห็นข้อความของอีกฝ่ายอย่างถาวร แต่อันที่จริงแล้วการอันเฟรนด์เพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะคนที่อยู่ทีมเดียวกันนั้น เป็นการกระทำที่คิดสั้นที่สุด ไม่ว่าจะทะเลาะกันด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
ดังนั้น เราจึงไม่อันเฟรนด์เพื่อนร่วมทีมด้วยประการทั้งปวง ตราบเท่าที่มีงานร่วมกันอยู่ ซึ่งในเฟซบุ๊กสามารถตั้งค่ากลุ่ม โดยเราอาจจะตั้งค่าเป็นกลุ่มเฉพาะเพื่อนที่ทำงาน แล้วเลือกแชร์สเตตัสให้เขาเห็นหรือไม่เห็นก็ได้ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวแทนการอันเฟรนด์ และสิ่งที่คุณทำได้ในเวลานี้ คือ อยู่เฉยๆ แล้วรับผิดชอบงานของตัวเองให้ดีก็เพียงพอ
03 He Said / She Said
โมทย์พนักงานบริษัท
“ผมชอบสาวๆ ที่ใส่ใจกับสิ่งรอบข้าง และมองอย่างเข้าใจ เปิดโอกาสให้คนอื่น และมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองทำก็พอแล้วครับ”
คนเล็กพนักงานบริษัท
“ชอบหนุ่มที่เข้าใจในความเป็นตัวเรา ขยันบ้าง ชิลบ้าง ไม่ต้องจริงจังกับการใช้ชีวิตทั้งหมด และมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองทำค่ะ”
Quote
“คิดๆ ไปมันก็ตลกดีนะ ตอนที่คุณยังเด็กๆ อย่างอายุ 18 หรือ 21 อะไรเทือกๆ นั้น คุณรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเชื่องช้าจริง อยากให้เวลาผ่านไปเร็วๆ กระทั่งเมื่ออายุเข้าวัยเลข 3 แล้วกลับรู้สึกว่าวันเวลาเดินเร็วมาก วันหนึ่งอย่างกับชั่วโมงเดียว แป๊บก็ผ่านไปแล้ว ยิ่งอายุมากขึ้นไปถึงเลข 4 เวลายิ่งเดินเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ เลย”
มาร์ก วอห์ลเบิร์ก นักแสดงฮอลลีวู้ด







