
สิ่งแวดล้อมโลกเป็นพิษ?
...วิกรม กรมดิษฐ์
ผมว่าวันนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกนั้นกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจังแล้ว ประเทศไทยของเราก็เกิดภาวะผิดปกติหลายอย่าง ซึ่งล้วนส่งผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่สาเหตุส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากน้ำมือมนุษย์แทบทั้งสิ้น
สองสัปดาห์ที่ผ่านมา อุณหภูมิอากาศในประเทศไทยร้อนมากไม่แพ้อุณหภูมิการเมืองที่ร้อนแรงยิ่งกว่า ช่วงเดือน มี.ค. ที่เขาใหญ่ก็ประสบปัญหาภัยแล้งแล้ว จากผืนป่าแผ่นใหญ่ที่เคยเขียวขจีเริ่มกลายมาเป็นผืนป่าที่มีสีเหลืองเข้ามาปกคลุม ในตอนนั้นผมดูข้อมูลหลายๆ อย่างประกอบกันแล้วจึงพอสรุปอนุมานได้ว่าน่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญขึ้นในแถบภูมิภาคนี้เป็นแน่ เรื่องนี้ผมได้เคยพูดให้กับช่อง TNN ในรายการ People Talk ไปเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์เอลนินโญจะทำให้ภูมิภาคนี้ร้อนและแห้งแล้งขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำทะเลในเขตมหาสมุทรแปซิฟิกจะอุ่นขึ้น และความร้อนของโลกก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดความแห้งแล้งเป็นวงกว้าง หากเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นโดยที่เดือน เม.ย. และ พ.ค.นี้ ไม่มีฝนตกในประเทศไทยเลย ผมเชื่อว่าอุณหภูมิของประเทศไทยจะสูงถึง 45 องศาเซลเซียส ซึ่งด้วยความร้อนที่สูงขนาดนี้อาจทำให้คนไทยต้องเสียชีวิตจากอาการ Heat Stroke เหมือนกับคนอินเดียหรือคนยุโรปบางส่วน
นับเป็นโชคดีที่มีฝนตกในประเทศไทยก่อนที่อุณหภูมิจะพุ่งขึ้นสูงมากจนกลายเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทยไป ถึงแม้ว่าฝนจะตกลงมา อุณหภูมิกลับไม่ได้ลดลงมากมายนักอย่างที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกลงมาสามารถเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนที่กำลังมีปริมาณอยู่ในขั้นวิกฤตได้ดีทีเดียว นอกจากนี้ตามแม่น้ำที่เคยแห้งขอดก็พอจะมีน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ในการอุปโภคบริโภคได้บ้าง ไม่เช่นนั้นปัญหาภัยแล้งอาจเป็นต้นเหตุลุกลามให้เกิดความขัดแย้งกันในหมู่คนไทยอีกปัญหาเพียงเพราะแก่งแย่งแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศที่ถูกขนานนามว่า
“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” อย่างเช่นประเทศไทยของเราประเทศไทยเรานั้นเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำสมบูรณ์ที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เพราะเรามีพื้นที่ขนาดใหญ่สามารถรองรับน้ำฝนด้วยพื้นที่กว่า 5.1 แสนตารางกิโลเมตร และมีน้ำฝนตกในประเทศไทยราว 8 แสนล้านลูกบาศก์เมตร ถือเป็นจำนวนมากมายมหาศาล แต่ประเทศไทยกลับมีเขื่อนที่สามารถเก็บกักน้ำฝนได้เพียงประมาณกว่า 10% เท่านั้น น้ำฝนจำนวนที่เหลือกลับถูกปล่อยให้ไหลลงสู่แม่น้ำ ท้ายที่สุดถูกปล่อยลงไปสู่ทะเล แทนที่เราจะสามารถเก็บน้ำเหล่านี้ไว้ใช้ประโยชน์ให้ได้มากกว่านี้ แต่เรากลับทำได้เพียงนั่งมองและปล่อยให้ไหลผ่านหน้าไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น
จริงอยู่ที่ในช่วงหน้าฝนนั้นประเทศไทยเราอุดมสมบูรณ์และชุ่มชื้นไปด้วยน้ำฝน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใด ภูมิภาคใด แต่พอย่างก้าวเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวก่อนที่จะเข้าไปเป็นหน้าร้อน ปริมาณน้ำที่เคยมีอยู่มากมายมหาศาลกลับลดลงเรื่อยๆ อย่างน่าใจหาย แม่น้ำที่เคยมีน้ำไหลปริ่มกลับแห้งขอดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเราไม่มีอะไรเก็บน้ำไว้
ผมขอยกตัวอย่างที่ จ.กาญจนบุรี นั้นไม่มีปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วม เพราะมีเขื่อนหลักขนาดใหญ่อยู่ 2 เขื่อน และมีเขื่อนเล็กอีก 2 เขื่อนที่คอยช่วยเก็บกักน้ำ ชะลอการไหลของน้ำ ดังนั้นเมื่อมีฝนตกน้ำก็จะถูกเก็บไว้บนเขื่อน จึงไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมในบริเวณเมืองกาญจน์ น้ำฝนที่ตกบริเวณใต้เขื่อนจึงเป็นน้ำที่ไหลไปตามแม่น้ำตามฤดู ผมจำได้ว่าช่วงที่ผมเป็นเด็กนั้น บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลองนั้นประสบปัญหาน้ำท่วมไม่เว้นแต่ละปี แต่เมื่อสร้างเขื่อนเสร็จแล้วหน้าฝนน้ำไม่ท่วมอีก มิหนำซ้ำหน้าแล้งคนเมืองกาญจน์กลับมีน้ำใช้ตลอด ปัญหาน้ำท่วม
–น้ำแล้งของคนไทยผมว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วอยู่ที่บ้านเราไม่สร้างเขื่อน พอหน้าแล้งก็บ่นทุกปีว่าน้ำไม่พอใช้ หน้าฝนทุกปีก็มีปัญหาน้ำท่วมเสมอหากเมื่อโลกร้อนมากขึ้น และปริมาณน้ำไม่พอใช้ วิธีการแก้ปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติเราสามารถแก้ได้ด้วยการสร้างเขื่อน บริเวณใดก็ตามหากจะสร้างเขื่อนต้องมีการสำรวจก่อนว่าพื้นที่ที่สามารถสร้างเขื่อนได้นั้นยังเป็นพื้นที่ที่มีป่าสมบูรณ์อยู่หรือไม่ ถ้ายังมีสมบูรณ์อยู่เราควรพยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่สีเขียวเหล่านั้น
เราต้องยอมรับว่าพื้นที่ป่าของประเทศไทยนั้นเหลือน้อยมาก เรียกได้ว่ากลายเป็นภูเขาหัวโล้นไปแล้วในหลายพื้นที่ ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับราบเรียบเป็นหน้ากลอง ดังนั้นพื้นที่สำหรับการสร้างเขื่อนจึงมีอยู่เป็นจำนวนมาก และหลังจากสร้างเขื่อนเสร็จแล้วควรมีการปลูกต้นไม้ตามเข้าไป เพราะต้นไม้เป็นตัวสร้างความชุ่มชื้นที่แท้จริงให้กับโลกของเรา
การจะปลูกต้นไม้ได้นั้นจะต้องมีแหล่งน้ำ เขื่อนจะเป็นแหล่งน้ำชั้นดีให้ต้นไม้ได้เจริญเติบโตขึ้นมา ในขณะเดียวกันต้นไม้จะช่วยสร้างความชุ่มชื้น ช่วยลดความร้อน เพราะเมื่อแดดส่องมายังโลกกระทบกับพื้นดิน หิน ความร้อนจะถูกสะท้อนออกมา ทำให้บริเวณนั้นร้อนเป็นวงกว้าง แต่หากแสงแดดกระทบถูกกับต้นไม้ ใบไม้ แสงเหล่านี้จะถูกดูดเข้าไปพร้อมๆ กับความร้อน เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ เราจะรู้สึกได้เลยว่าหากเราไปยืนใต้ต้นไม้ในตอนที่แดดร้อนๆ เราจะรู้สึกไม่ร้อนมาก
โชคดีที่ภาคอีสานของเราในตอนนี้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น เนื่องจากในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา มีการนำเอากล้ายางพาราไปปลูกทั่วบริเวณภาคอีสาน เพราะรัฐให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ทุกวันนี้กล้ายางเหล่านั้นเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ กลายเป็นผืนป่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ถือเป็นการแก้ปัญหาโลกร้อนในระยะยาวที่ผมว่ารัฐบาลของเราทำถูกทางแล้ว และควรส่งเสริมต่อไป







