
มังกร ทิมกุล ผู้มี (เสียง) ดนตรีในหัวใจ
หนุ่มมาดเท่อัธยาศัยดีคนนี้ เขาคือ “มังกร ทิมกุล” ดีเจชื่อดังระดับแถวหน้าของเมืองไทย
โดย...วรธาร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
หนุ่มมาดเท่อัธยาศัยดีคนนี้ เขาคือ “มังกร ทิมกุล” ดีเจชื่อดังระดับแถวหน้าของเมืองไทย ทายาทของครูเล็ก “ภัทราวดี มีชูธน” แห่งภัทราวดีเธียเตอร์ ที่ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของนักแสดงมีชื่อเสียง และยังเป็นจุดกำเนิดของความฝันของหนุ่มสาวเพื่อก้าวสู่วงการบันเทิงหลายต่อหลายคนนั่นเอง
เขาเป็นผู้ชายอารมณ์ศิลปินที่หลงรักในเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็กกระทั่งปัจจุบันเสียงดนตรียังอยู่ในใจเขาตลอด ขนาดไหนน่ะเหรอ...เอาเป็นว่า “มังกร” เป็นดีเจเปิดเพลงสร้างความสุขให้คนฟังสนุกเพลิดเพลิน ส่ายสะโพกโยกเอว ตั้งแต่อายุ 13 ปี ขณะใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศแคนาดานั่นเลยจนบัดนี้
อดีตเขาเคยเป็นครูสอนมิกซ์เพลงที่โรงเรียนเอสเออี สคูล ออฟ ออดิโอ เอนจิเนียริ่ง ตรงแยกราชประสงค์ กว่า 10 ปี ก่อนที่ต่อมาจะลาออกมาทำเพลงของตัวเอง เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงดนตรีต่างๆ ควบคู่กับรับงานดีเจบางครั้งคราว แต่ถ้าย้อนไปช่วงที่เดินทางกลับจากแคนาดามาถึงเมืองไทย วันแรกเขาก็เริ่มงานดีเจแล้ว และทำเกือบทุกวันเสาร์มาตลอด
โดยจะเปิดเพลงในไนต์คลับที่ไม่ต้องพูดอะไรมากเหมือนดีเจวิทยุทั่วไป แต่จะมิกซ์เพลงให้คนฟังได้รับรู้ในอรรถรสเสียงอย่างเดียว สำหรับเพลงที่เปิดก็หลากแนว ทั้งฮิปฮอป ดรัม แอนด์ เบส อันเดอร์กราวด์ และอื่นๆ
ที่มาของการสะสมแผ่นเสียง
ถามถึงของสะสมของเขาก็ไม่นอกเหนือจากดนตรีและเสียงเพลง สิ่งนั้นก็คือ “แผ่นเสียง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการบันทึกเสียงรูปแบบหนึ่งที่เคยได้รับความนิยมเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว แต่ปัจจุบันกลายเป็นปุราณนวัตกรรม หรือจะบอกว่า “ล้าสมัย” แล้วคงไม่ผิด จึงพลอยทำให้ผู้คนค่อยๆ หมดความนิยมไปด้วย
จะมีก็แต่คนที่รักเสียงดนตรีจริงๆ เท่านั้นที่เห็นคุณค่าและเสน่ห์ของวัสดุที่ทำให้เกิดเสียงประเภทนี้ และเขาคือหนึ่งผู้รักในเสียงดนตรีมิเคยเสื่อมคลาย โดยมังกรเล่าว่า ตนเองเริ่มสะสมแผ่นเสียงมาตั้งแต่ทำหน้าที่ดีเจ คือตั้งแต่อายุ 13 ปี (ขณะนั้นใช้ชีวิตอยู่ประเทศแคนาดา) และสะสมมาเรื่อยๆ ถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันทุกครั้งที่เปิดเพลงจะใช้แผ่นเสียงอย่างเดียวตลอด
“ถามว่าที่เก็บเยอะไหม เอาเป็นว่ารอบๆ ห้องผมมีแต่แผ่นเสียงนะ ไม่เคยนับเลย (ยิ้ม) คิดว่าหลักพัน มีทุกแนวเพลงทุกสไตล์ ทั้งของไทยและต่างชาติ มีทั้งแบบอัลบั้มและซิงเกิล เหตุผลที่สะสม หนึ่ง เพราะคุณภาพเสียงดี แม้ว่าจะไม่ชัดเท่าซีดีหรือเอ็มพี 3 แต่เสียงนุ่มและแน่นกว่า สอง การบันทึกเสียงลงแผ่นนั้นไม่ง่าย เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใช้ความสามารถจริงๆ คือเวลาจะปั๊มแผ่นเสียงต้องมีแม่พิมพ์จึงปั๊มได้ ปัจจุบันโรงงานปั๊มพอมี แต่บริษัทที่ทำแม่พิมพ์ทราบว่ามีแค่ 2 บริษัทเท่านั้น คิดว่าต่อไปจะยิ่งหายากมากขึ้น”
หนึ่งคำประกาศที่ดีเจชื่อดังให้คำมั่นแก่ตนเองเกี่ยวกับของสะสมแผ่นกลมๆ ที่ทำให้เกิดเสียงในอาณาจักรของเขานั้น คือ ของเหล่านี้...ไม่ได้มีไว้ขาย และไม่เคยคิดที่จะขาย แต่อยากเก็บให้ลูกหลานได้ดู เพราะมองว่าในอนาคตไม่ไกลนี้ นวัตกรรมด้านดนตรีในรูปแบบนี้จะไม่มีให้เห็น และนับวันยิ่งจะหายาก
“เรื่องขายแผ่นเนี่ยไม่มีในหัว ผมเก็บเพราะชอบจริงๆ ไม่ได้เก็บเพื่อทำกำไร ทุกวันนี้นอกเหนือจากนำไปเปิดในงานที่ได้รับเชิญ ผมยังนำออกมาเปิดฟังตลอดเลยนะ นอกจากเพื่อความเพลิดเพลินแล้วยังทำให้ได้ไอเดียใหม่ๆ ในการทำงานเพลงในปัจจุบันของผมด้วย
แต่ที่ผมอยากบอก คือ สิ่งที่อยู่ในแผ่นเสียงนอกจากเสียงเพลง เสียงดนตรีที่สร้างความสุขให้กับมนุษยชาติแล้ว ผมว่ามันเป็นมรดกวัฒนธรรมทางดนตรีที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษาและการอนุรักษ์สำหรับคนรุ่นหลัง เพราะแผ่นเสียงแต่ละยุคก็จะมีเสน่ห์ที่ให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นภาพปก เพลง หรือจังหวะดนตรี ต้องสัมผัสจึงจะรู้”
หนึ่งในจำนวนพันแผ่นเสียง
น่าเสียดายที่ครั้งนี้เราไม่ได้ไปเก็บภาพแผ่นเสียงที่ห้องของเขา เนื่องจากว่าห้องกำลังปรับปรุงตกแต่งใหม่ ไม่งั้นคงจะได้เห็นสตูดิโออันเป็นห้องทำเพลงของเขาด้วย แต่แม้จะไม่ได้เห็นมวลมหาแผ่นเสียงที่เขาสะสมทั้งหมด ทว่าที่เขานำมาให้ชมวันนี้ล้วนตื่นตาตื่นใจมาก บอกตามตรงฟังเขาเล่าแล้วก็อยากฟัง ขอยกมาอธิบายคร่าวๆ บางแผ่น
แผ่นแรก : เป็นอัลบั้มเพลงไทยยุค 1970 ของค่ายสุดแรงม้า (ZudRangMa) แนวดนตรีเป็นไทยพังก์ซึ่งออกแนวดิสโก้ ดิ้นมันๆ ได้มาจากค่ายเพลงสุดแรงม้า ซึ่งเขาไม่คิดว่าเพลงไทยจะมีแนวนี้ เพราะเท่าที่ได้ยินจะเป็นไทยสากลมากกว่า
แผ่นที่ 2 : จากค่ายสุดแรงม้าเหมือนกัน ปกอาจไม่สวย แต่เพลงสุดยอดมาก ที่น่าสนใจคือค่ายสุดแรงม้าจะมีงานทุกเดือน ชื่องาน “พาราไดซ์แบงค็อก” เพลงที่ทำออกมาเป็นหมอลำยุค 1970 ที่ออกฟังกี้ แนวดิสโก้ มันๆ สนุกๆ นักร้องก็มี เช่น ไกรศักดิ์ สว่างวงศ์ เป็นต้น
แผ่นที่ 3 : หน้าปก Graciela Susana นักร้องสาวชื่อดังจากอเมริกาใต้ ที่ทางญี่ปุ่นจ้างเธอไปออกอัลบั้มร้องเพลงภาษาญี่ปุ่นในสไตล์ลาติน ซึ่งร้องได้เพราะและดังมากในญี่ปุ่นในยุค 1970
แผ่นที่ 4 : เป็นเพลงสไตล์นิวเอจ ศิลปินคือ Edgar Froese ชาวเยอรมันที่ดังในแนวเพลงนิวเอจ เป็นอัลบั้มยุค 1980 ทั้งหมด 6 เพลง
แผ่นที่ 5 : คือ โอเพ่น เดอะ ฟิวเจอร์ เป็นโปรเจกต์ที่เขาภูมิใจมาก เพราะเป็นโปรดิวเซอร์เองร่วมกับเพื่อนโปรดิวเซอร์ซึ่งเป็นดีเจชาวญี่ปุ่นที่ดังมากชื่อดีเจยาร์ด ทำขึ้นในปี 2007 ทั้งหมด 5 เพลง และเป็นการนำดนตรีไทยมามิกซ์กับฮิปฮอปอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
แผ่นที่ 6 : ผลงานของดีเจ krush ซึ่งเป็นดีเจที่เขาชื่นชอบและเป็นแฟนเพลงมาตั้งแต่อายุ 14 ดังที่สุดในเกาะญี่ปุ่นและดังทั่วยุโรปและอเมริกาถึงปัจจุบัน ดีเจผู้นี้เขาเคยพามาเล่นที่ประเทศไทยในปี 2012 โดยไม่เคยคิดว่าจะพามาเล่นได้ ซึ่งแผ่นนี้ดีเจ krush ได้มอบให้เขาพร้อมลายเซ็นในวันที่เดินทางมาแสดงที่ไทยด้วย
การดูแลรักษา
เวลาที่เปิดเพลงถ้ามีเสียงดังแกรกๆๆ แสดงว่าบนแผ่นมีฝุ่นเกาะอยู่ และฝุ่นนั้นก็ไปเกาะที่หัวเข็มของเครื่องเล่น ทำให้เกิดเสียงดังกล่าว ดังนั้น ทุกครั้งก่อนเปิดเพลงควรเช็ดฝุ่นทุกครั้ง โดยใช้ผ้าสำหรับเช็ดแผ่นเสียงเช็ดออก
หากสังเกตว่าบนแผ่นเสียงสกปรก มีฝุ่นเกาะมากๆ หรือปรากฏมีรอยนิ้วอยู่บนแผ่นหลายที่หลายจุด ให้ใช้ผ้าชุบน้ำยาล้างแผ่นเสียงเช็ดทำความสะอาด
เวลาเก็บต้องใส่ในซองใส่แผ่นเสียงทุกครั้ง และควรต้องระวังความชื้น เพราะปกแผ่นเสียงส่วนใหญ่เป็นกระดาษ อาจใช้ซองพลาสติกสวมทับอีกทีก็ได้







