posttoday
เกียงจูพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงแห่งเกาหลีใต้

เกียงจูพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงแห่งเกาหลีใต้

24 พฤษภาคม 2557

ภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้ นอกจากจะมีความน่าสนใจในเชิงของการค้าการลงทุน

ภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้ นอกจากจะมีความน่าสนใจในเชิงของการค้าการลงทุน จากการเป็นที่ตั้งของท่าเรือขนาดใหญ่ในเมืองปูซาน และนิคมอุตสาหกรรมหลักในเมืองอุลซานแล้ว การท่องเที่ยวก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของภูมิภาคนี้เช่นกัน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในเมืองเกียงจู ซึ่งในอดีตเมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองในสมัยอาณาจักร 3 ก๊กเกาหลี ประกอบไปด้วยอาณาจักรโกรกูรยอ อาณาจักรแพกเจและอาณาจักรชิลลา ที่ปัจจุบันมีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งไร้กำแพงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ ระบุว่า อาณาจักรชิลลาครองความแข็งแกร่งจนสามารถรวบรวมอาณาจักรอื่นๆ ให้เป็นปึกแผ่นเดียวกัน ภายใต้ชื่อ “อาณาจักรรวมชิลลา” ในยุคนั้นศาสนาพุทธเข้ามามีอิทธิพลสูง เพราะกษัตริย์ทุกๆ พระองค์เป็นองค์ศาสนูปถัมภ์ จนทำให้เกียงจูเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งในปัจจุบันก็มีศาสนสถานโบราณหลงเหลืออยู่หลายแห่ง

เกียงจูพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงแห่งเกาหลีใต้

 

วัดพุลกุกซาเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญ ที่นักโบราณคดีได้มีการสำรวจและเก็บหลักฐานจนสรุปได้ว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นราวค.ศ. 500700 จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือฐานรากของวัด สร้างขึ้นโดยการนำหินภูเขาไฟมาเรียงซ้อน ด้วยหลักการทางวิศวกรรมที่ยังไม่มีใครในยุคนั้นทำได้ ส่วนอาคารไม้บูรณะขึ้นภายหลังในสมัยโชซอน หลังจากโดนเผาทำลายในช่วงสงคราม ปัจจุบันวัดแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ในปี 1995 ในฐานะของโบราณสถานที่ยังคงเอกลักษณ์ศิลปะในสมัยชิลลา ที่ยังคงมีความสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้

อีกหนึ่งโบราณสถานที่สำคัญในสมัยชิลลา นั่นก็คือกลุ่มสุสานโบราณแทลึงวอน (Daereungwon Tomb Complex) ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ทงบู (Dongbu Historic complex) ที่ประกอบไปด้วยหลุมศพโบราณกว่า 23 หลุม ซึ่งทางรัฐบาลอนุญาตให้มีการขุดค้นเพียงหลุมที่มีขนาดใหญ่สุด นั่นก็คือหลุมศพชอนมาชอง (Cheonmachong) ภายในพบโครงกระดูก สันนิษฐานว่าเป็นของพระราชาและพระราชินี เพราะรอบๆ โลงศพ พบเครื่องประดับบุรุษและสตรีทำจากทองคำ รวมถึงศาสตราวุธชั้นสูง และหลักฐานชิ้นเอกคือภาพวาดม้าทองคำโบราณที่มีชื่อว่า “ชอนมาโด” (Cheonmado) แปลว่า “อาชาแห่งสรวงสวรรค์” ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ระบุได้ว่า เป็นหลุมศพของชนชั้นปกครองในสมัยชิลลา เพราะในสมัยนั้นม้ามีบทบาทสูงในฐานะราชพาหนะสำหรับกษัตริย์ ทั้งในด้านการเดินทางและทางการทหาร ปัจจุบันภาพวาดนี้ถูกเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกรุงโซล

เกียงจูพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงแห่งเกาหลีใต้

 

เมื่อเข้าสู่ยุคโชซอน คาบสมุทรเกาหลียังวนเวียนอยู่กับการทำศึกสงคราม ผลก็คือความย่อยยับของบ้านเมือง แต่หมู่บ้านยางดง (Yangdong village) เป็นหนึ่งในไม่มีกี่ชุมชนที่รอดพ้นจากสงคราม เพราะรายล้อมด้วยภูเขาโซลชังซานที่สูงชัน เปรียบได้กับป้อมปราการ ผู้คนที่นี่จึงปักหลักอาศัยตั้งแต่ยุคโชซอนมาจนถึงปัจจุบันไม่เคลื่อนย้ายไปไหน ลักษณะการสร้างบ้านเรือนที่นี่ ก็ยังบ่งบอกถึงความเป็นโชซอน นั่นก็คือบ้านขุนนางจะอยู่บนสุดของภูเขา สร้างด้วยไม้ชั้นดี มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ส่วนสามัญชนสร้างบ้านบนเชิงเขาติดกับไร่นา เพื่อทำการเกษตรส่งราชสำนัก ปัจจุบันมีผู้คนอาศัยอยู่ราว 150 หลังคาเรือน บ้านบางหลังมีอายุมากถึง 160 ปีไปจนถึง 500 ปี แต่การประดับตกแต่งภายในเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ใครมาเที่ยวที่นี่ต้องเคารพกฎสำคัญคือ ห้ามเข้าภายในรั้วบ้าน และภายในบ้านเด็ดขาด ห้ามหยิบจับสิ่งของเครื่องใช้ และไม่ส่งเสียงดัง เพราะที่นี่ชาวบ้านเขาอาศัยอยู่จริงๆ

รอบๆ เมืองเกียงจูยังมีโบราณสถานหลายแห่งที่กำลังฟื้นฟู เช่น ที่วัดโกกูลซา (Gogulsa Temple) ในอดีตเคยเป็นวัดสำคัญในสมัยชิลลา แต่ถูกทำลายย่อยยับในสงคราม เหลือเพียงพระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาหิน เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พระ JeogUn Seol เข้ามาบูรณะจนปัจจุบันกลายเป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนชาวเกาหลีนิยมมาปฏิบัติธรรม ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมของการมาปฏิบัติธรรมที่นี่ คือการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้เรียกว่า “ซันมูโด” ที่ผสมผสานการร่ายรำและการทำสมาธิ

เกียงจูพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงแห่งเกาหลีใต้

 

ไม่ว่าจะมองไปทางไหนของเมืองเกียงจู ก็จะรายล้อมไปด้วยแหล่งโบราณคดีชั้นเลิศ ที่เปรียบได้กับพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงกลางแจ้ง ที่บอกเล่าถึงความรุ่งเรืองในอดีตของที่นี่ได้อย่างดี มากไปกว่านั้น ด้วยความที่เกียงจูเป็นเมืองมรดกโลก จึงไม่อนุญาตให้ก่อสร้างตึกสูง ดังนั้นธรรมชาติที่อยู่รายล้อม ไม่ถูกบดบังด้วยสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ ซึ่งในฤดูใบไม้ผลิเป็นที่ช่วงเวลาหนึ่งที่เมืองนี้แน่นขนัดด้วยผู้คน ที่ออกมาชื่นชมความงามของดอกเชอร์รีบลอสซั่ม โดยเฉพาะที่ทะเลสาบบูมุน (Bomun lake) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ตกกลางคืนที่นี่ก็มีการแสดงทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ นั่นก็คือการแสดง “ชันกิพารังกา” (Changiparangga) นำเสนอเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันจะเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรชิลลา เสร็จจากการแสดงก็สามารถมาปิดท้ายด้วยการชื่นชมความสวยงามของสระอนับจิ (Anapji pond) ที่ในอดีตเคยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของกษัตริย์ในอาณาจักรชิลลา

ที่ผ่านมาทางตอนเหนือของประเทศเกาหลีใต้ อันเป็นที่ตั้งของกรุงโซลและจังหวัดใกล้เคียง ช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ไปในหลายๆประเทศ ส่วนการท่องเที่ยวทางตอนใต้ อาจไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก เพราะมุ่งพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ จากการเป็นที่ตั้งท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่การลงพื้นที่สำรวจของโลก 360 องศาครั้งนี้ ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวในสามเมืองหลัก คือปูซาน อุลซานและเกียงจู พบว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นปูซาน เมืองท่าที่มีสีสันและความทันสมัย จะเป็นรองก็เพียงแค่กรุงโซลเท่านั้น ส่วนเมืองอุลซานก็เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เที่ยวได้ เพราะการบริหารจัดการที่มุ่งสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปิดท้ายด้วยเมืองเกียงจู เมืองโบราณที่ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ได้ในเชิงลึก ซึ่งทั้ง 3 เมืองที่ว่านี้ มีระยะทางห่างกันไม่มาก เดินทางสะดวก มีโรงแรมที่พักหลายระดับ และมีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสมเหตุสมผล จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยว ที่พัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีประจำประเทศไทย และอย่าลืมชมเนื้อหาแบบเต็มๆ ของเกียงจูได้ในรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์ เวลา 21.30 น. ทาง ททบ.5 รวมถึงกดไลค์รับข้อมูลผ่านทางแฟนเพจ “โลก360องศาtv” อีกด้วย

เกียงจูพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงแห่งเกาหลีใต้

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69