posttoday
สงครามสนามสอบ

สงครามสนามสอบ

10 พฤษภาคม 2557

หากกวาดสายตาไปยังย่านแฟชั่น ย่านการค้าชั้นนำของกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ทั่วประเทศในช่วงนี้

โดย...เจษฎา จี้สละ/ธเนศน์ นุ่นมัน

หากกวาดสายตาไปยังย่านแฟชั่น ย่านการค้าชั้นนำของกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ทั่วประเทศในช่วงนี้ ต่างคลาคล่ำด้วยเหล่าวัยทีนมารวมตัวกัน ส่วนใหญ่เป็นบรรดานักเรียนมัธยมที่มาพบปะพูดคุยตามประสา เป็นกิจกรรมปกติช่วงปิดเทอม หลายคนมาเที่ยวหรือจับจ่ายซื้อของเพื่อให้รางวัลตัวเอง จากที่ผ่านมาช่วงเวลาสำคัญปลายภาคเรียน ซึ่งก็คือการสอบที่ต้องเผชิญอยู่ทุกภาคเรียน บางคนที่จบ ม.6 ปีนี้ก็กำลังอยู่ในระหว่างรอลุ้นผลแอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัยที่หมายมั่นไว้ หลายคนบอกว่านี่คือช่วงเวลาผ่อนคลายจากความตึงเครียด

ภาระการสอบในการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มีมากมายแค่ไหนกัน สามารถสร้างความตึงเครียดเป็นภาระให้บรรดานักเรียนต้องแบกได้เลยเชียวหรือ

ประวิต เอราวรรณ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในฐานะประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา ระบุ ว่า โดยปกติแล้วการสอบของนักเรียนในชั้นเรียนหรือการประเมินผลการเรียน มีขึ้นทั้งระหว่างเรียนและสิ้นสุดภาคเรียน แต่ละรายวิชาใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ต้องสอบ 2 ครั้ง เป็นการสอบแต่ละเทอม จึงต้องสอบหลักๆ หรือการสอบเพื่อตัดเกรด ยังไม่นับถึงเรื่องของการสอบย่อยๆ ซึ่งแต่ละชั้นเรียนตั้งแต่ ป.1 แต่ละวิชามีไม่เหมือนกันอีก แต่ละวิชาอาจจะมีการสอบหลังจบบทเรียนหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ครูผู้สอนกำหนด

สงครามสนามสอบ

 

อึ้งเด็กประถมสอบ 576 ครั้ง

โพลชี้เรียนหนักสุดในโลก

“จากหลักๆ ที่บอกได้ว่าแต่ละปีเด็กประถมจะสอบประมาณ 16 ครั้ง ยังไม่นับการสอบย่อยๆ ซึ่งเป็นภาระที่คูณเข้าไปอีก โรงเรียนบางแห่งเรียน 16 รายวิชา คูณ 2 ก็เท่ากับสอบปีละ 32 ครั้ง โดยหลักสูตรแล้วการเรียนในแต่ละภาคเรียนจะเรียนกันประมาณ 16 สัปดาห์ เฉลี่ยแล้วจึงเท่ากับเด็กประถมต้องสอบทุกสัปดาห์ และอาจจะมากกว่า 1ครั้ง หรือคิดตัวเลขง่ายๆ ตัวเลขการสอบระดับประถม ป.1-6 คือ 12 คูณ 24 หรือ 288 ครั้ง เข้าเรียนระดับมัธยม ก็คูณ 2 เข้าไปคือ 576 ครั้ง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะเห็นเด็กเบื่อภาระการสอบ” ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา กล่าว

ภาระการสอบยังไม่จบลงแค่ที่กล่าวมา นับตั้งแต่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเมื่อปี 2550 มีมติเห็นชอบให้มีการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ในการสอบความรู้รวบยอดปลายช่วงชั้น 6 ภาคเรียน โอเน็ตก็กลายเป็นอีกหนึ่งภาระการสอบ ที่แยกเพิ่มมาจากตัวเลขการสอบในชั้นเรียนปกติที่กล่าวมา

สงครามสนามสอบ

 

เดือน ก.พ.-มี.ค.ของทุกๆ ปี นักเรียนทั้งประถมและมัธยมทั่วประเทศต่างทราบดีว่าเป็นช่วงฤดูที่การสอบโอเน็ตเวียนมาถึง

สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา นักเรียนเริ่มมีโอเน็ตเป็นภาระการสอบที่เพิ่มเข้ามาให้ต้องสอบทุกรอบ 3 ปี คือ ระดับชั้น ป.3 ป.6 ม.3 และ ม.6 เป็นการสอบใน 8 กลุ่มสาระเช่นกัน ยังไม่นับรวมการสอบเอ็นที ที่ย่อมาจากคำว่า National Test แปลว่า การทดสอบระดับชาติ ซึ่งเป็นการวัดความรู้ของนักเรียนในแต่ละระดับชั้น ซึ่งต้องสอบตอน ป.5 กับ ม.2 และ ม.5 ว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถระดับใด เป็นการเตรียมพร้อมก่อนที่จะได้มาสอบโอเน็ต ขณะที่ทุกๆ 3 ปี จะต้องเจอกับการสอบพิซ่า หรือข้อสอบของโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ Programme for International Student Assessment (เรียกย่อๆ ว่า PISA)

สงครามสนามสอบ

 

อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ เล่าว่า นั่นคือการสอบที่บังคับสอบ ซึ่งจากที่มอนิเตอร์เรื่องนี้ยังพบอีกว่า การสอบยังไม่รวมถึงการสอบที่เด็กหรือผู้ปกครองอาสาขอเข้าสอบเอง อย่างการสอบวัดความถนัดเฉพาะด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ที่จัดสอบโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

“แต่หากมองการสอบโอเน็ตของเราเปรียบกับบางประเทศอย่างอังกฤษ พบว่าการสอบโอเน็ตของเรายังไม่หนัก เพราะไม่ได้มีคะแนนขั้นต่ำบังคับ จบ ม.6 ที่อังกฤษนั้นบังคับว่าต้องสอบโอเน็ต 11 วิชา หากสอบไม่ผ่านอย่างน้อย 5 วิชา โดยบังคับเด็ดขาดว่าต้องผ่านคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิชาสังคมศึกษา อีกสองวิชาคือวิชาอะไรก็ได้ หากผ่านไม่ครบเกณฑ์ และกำลังเพิ่มเป็น 7 วิชา ก็ไม่จบการศึกษา ของไทยแค่ 8 วิชาจากกลุ่มสาระและไม่บังคับในหลักสูตร แต่นั่นคือคือระบบที่เชื่อมันในตัวผู้สอน ซึ่งต่างจากประเทศเราที่จัดสอบโอเน็ตโดยไม่เชื่อมั่นในตัวผู้สอนเลย จึงไม่กำหนดให้มีผลผูกพันกับโรงเรียน แต่ให้ผูกพันกับการใช้เรียนต่อในสถาบันอื่นๆ หรือระดับที่สูงขึ้นไป เช่น ใช้ในสัดส่วนแอดมิชชั่น และที่ผ่านมาเมื่อไม่มีการใช้บังคับใช้คะแนนโอเน็ตเป็นเกณฑ์การจบการศึกษา จึงทำให้เด็กจำนวนมากไม่ตั้งใจสอบ” สธน ระบุ

สงครามสนามสอบ

 

ผลสอบโอเน็ตระดับ ม.6 วันที่ 15-16 ก.พ.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียน 4 แสนคน ต่ำกว่าครึ่งแทบทุกวิชา ประกอบด้วย สังคมศึกษา 33.02 คะแนน ภาษาอังกฤษ 25.35 คะแนน คณิตศาสตร์ 20.48 คะแนน วิทยาศาสตร์ 30.48 คะแนนศิลปะ 29 คะแนน การงานอาชีพฯ 49.98 คะแนน โดยมีสุขศึกษาวิชาเดียวที่คะแนนเกินครึ่ง คือ 62.03 คะแนน

นอกเหนือจากการสอบที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการสอบแกตและแพต ซึ่ง GAT หรือ General Aptitude Test หมายถึง แบบทดสอบความถนัดทั่วไป จัดสอบเพื่อวัดศักยภาพด้านการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ แก้โจทย์ปัญหา รวมทั้งความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ และ PAT หรือ Professional and Academic Aptitude Test หรือแบบทดสอบความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ มีทั้งหมด 7 วิชา แต่ไม่จำเป็นต้องสอบทุกวิชา สามารถเลือกสอบในรายวิชาที่ต้องนำคะแนนไปใช้ยื่นเพื่อเข้ารับการคัดเลือกศึกษาต่อได้

สงครามสนามสอบ

 

กล่าวคือ แพต 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ แพต 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ แพต 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ แพต 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ แพต 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู แพต 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ แพต 7 ความถนัดทางภาษาต่างประเทศ แพต 7.1 ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส แพต 7.2 ความถนัดทางภาษาเยอรมัน แพต 7.3 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น แพต 7.4 ความถนัดทางภาษาจีน แพต 7.5 ความถนัดทางภาษาอาหรับ แพต 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี การสอบนี้จัดสอบปีละ 2 ครั้ง คือ ในเดือน ต.ค. และ มี.ค. ผู้สอบสามารถเลือกใช้คะแนนครั้งที่ดีที่สุดได้

แน่นอนที่สุด ผู้สอบก็คือนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.6 หรือเทียบเท่า หรือสูงกว่า ม.6 ขึ้นไป และต้องการคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระบบแอดมิชชั่น หรือรับตรง ขึ้นอยู่กับสัดส่วนคะแนนที่แต่ละสถาบันประกาศรับ นักเรียนต้องนำผลคะแนนที่ได้จากการสอบไปเป็นส่วนประกอบ เช่น คณะวิชาหรือมหาวิทยาลัยบางแห่งอาจจะกำหนดว่าต้องใช้คะแนนสะสมจากการเรียนใน ม.ปลาย 6 ภาคเรียน 30% (ประกอบด้วยคะแนนเฉลี่ยทุกวิชา 10% และคะแนนเฉลี่ยในรายวิชาสาระพื้นฐาน สังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ 20%) คะแนนจากการสอบข้อสอบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือโอเน็ต 3570% คะแนนจากการสอบแกต/แพต 0-35%

สงครามสนามสอบ

 

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า หากพิจารณาจากผลสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ล่าสุด เด็กไทยในปัจจุบันต้องรับภาระจากการเรียนและการสอบมากเกินไป โดยจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าตกใจ ซึ่งบ่งชี้ว่าเด็กไทยเรียนหนักมากที่สุดในโลก มีความสุขในการเรียนน้อย อีกทั้งยังนำความรู้จากการเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าระบบการศึกษายังไม่เกิดประสิทธิผล การเพิ่มเนื้อหาหรือการสอบ เป็นการเพิ่มความเครียดและความกดดันให้เด็ก จนอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในด้านอื่นๆ เพราะเด็กอาจเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนหรือต่อต้านจากภาวะความเครียด

“ดูจากผลโพลที่ออกมาไม่กี่วันนี้ บอกแล้วว่าเด็กไทยเรียนมาก แล้วจบด้วยการสอบ พูดง่ายๆ คือเรียนเพื่อจำแล้วนำไปสอบ การวัดผลด้วยข้อสอบพวกนี้ มันไม่ได้เพิ่มคุณค่าหรือคุณประโยชน์ของการศึกษา สำหรับผมเห็นว่าไม่ควรเพิ่มการสอบ เด็กไทยเรียนเยอะและสอบเยอะมากเกินไปแล้ว ตรงนี้เห็นว่าควรลด ควรมีการวางแผนจำกัดเรื่องนี้ ควรกลับไปทบทวนหาเครื่องมือชี้วัดที่มีความสอดคล้องกับผู้เรียนและความแตกต่างของสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่ เพราะที่ผ่านมาเครื่องมือที่ใช้วัดผลยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลการประเมินที่ผ่านมาเป็นไปในทิศทางลบ ที่สำคัญคือผลลัพธ์ที่ได้จะไม่สอดคล้องกับสภาพการศึกษาที่แท้จริง” อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ กล่าว

ภัณฑิรา วาณิชย์เจริญ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสวนกุหลาบ เล่าว่า ต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบอย่างหนัก ต้องกวดวิชาโดยเลือกเรียนหลักสูตรสำหรับเตรียมสอบโอเน็ต แกต/แพต ในสถาบันกวดวิชาชั้นนำถึง 4 แห่ง ซึ่งเป็นการเรียนกับวิดีโอ ผู้เรียนสามารถเลือกลงเวลาได้ตามต้องการ

ภัณฑิรา อธิบายว่า ได้ทุ่มความสนใจในการเรียนกับการกวดวิชามากกว่าการเรียนในชั้นเรียน เนื่องจากสามารถเลือกฟังคำอธิบายซ้ำจากวิดีโอหรือกดหยุดเพื่อพักผ่อน ทำธุระส่วนตัว หรือคุยกับเพื่อน ซึ่งในกรณีนี้การเรียนในชั้นเรียนไม่สามารถตอบสนองได้ กอปรกับวิธีคิดในการทำข้อสอบของสถาบันกวดวิชามีกลยุทธ์ในการสอนที่กระชับและง่ายต่อความเข้าใจ ไม่ซับซ้อนหรือละเอียดจนเกินไป จึงสนใจการเรียนในกวดวิชาเป็นหลัก หากไม่เข้าใจจะกลับไปศึกษาเพิ่มเติมจากชั้นเรียนซึ่งมีรายละเอียดมากกว่า

นิรุต หัตถะพะสุ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 และประธานสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า ทั้งนักเรียนและนักศึกษาต่างต้องผ่านการทดสอบหลายประเภท เช่น การศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งนอกจากจะต้องทดสอบกลางภาค/ปลายภาคเรียน ยังต้องเตรียมตัวในการสอบระดับชาติ เช่น โอเน็ต แกต/แพต ซึ่งการทดสอบบางส่วนนั้นเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เช่น แพตที่มีการแยกตามความถนัด เป็นการเพิ่มทางเลือกในการทดสอบให้แก่ผู้เรียน

นิรุต ระบุอีกว่า นอกจากภาระการสอบที่กล่าวมา ยังมีความพยายามผลักดันให้เกิดการจัดสอบการทดสอบระดับชาติระดับอุดมศึกษา หรือ ยูเน็ต ซึ่งเห็นว่าการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย แต่ละคณะ/สาขาวิชามีความจำเป็นต้องทดสอบอยู่แล้ว รวมถึงการสอบวัดความรู้ต่างๆ เช่น ก.พ. โทอิค โทเฟล ไอเอล ซึ่งจะต้องใช้เป็นคะแนนในการเข้าสมัครงาน อีกทั้งองค์กรส่วนใหญ่มักมีแบบทดสอบของตัวเองอยู่แล้วการเพิ่มยูเน็ตยิ่งเป็นการเพิ่มภาระ ส่วนตัวคิดว่าการใช้แฟ้มผลงาน (Portfolio) ประวัติส่วนตัว (Resume) การสัมภาษณ์ น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการสมัครงาน

เรียนในห้องไม่เกิดปัญญา

เอื้อเสียเงินกวดวิชา

เช่นเดียวกับ ศักรินทร์ ไกรสิทธิ์ นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ระบุว่า เด็กไทยต้องประสบปัญหาการทดสอบในทุกระดับชั้นมาตั้งแต่ระดับประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย เข้ามหาวิทยาลัย แม้แต่จะเข้าทำงานยังมีระบบมาทดสอบ ประเมินผล ล่าสุดกรณียูเน็ต

“ตั้งแต่ตอนผมเรียนชั้นมัธยมต้น พี่ชายซึ่งห่างกัน 5 ปี ตอนนั้นต้องสอบโอเน็ตเข้ามหาวิทยาลัย แล้วก็เป็นปีที่ข้อสอบมีปัญหาจนต้องสอบใหม่ พอถึงตัวเองเป็นการสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัย แต่เจอข้อสอบแกต/แพต ซึ่งเป็นข้อสอบเชิงวิเคราะห์ มีปัญหาเรื่องความกำกวม และตีความได้หลากหลาย ไม่รู้ว่าสามารถใช้ประเมินผลได้เป็นมาตรฐานหรือไม่” ศักรินทร์ เล่าถึงประสบการณ์จากการสอบ

ศักรินทร์ ให้ความเห็นอีกว่า ระบบวัดผลการศึกษาของไทยมีปัญหามาก อย่างข้อสอบโอเน็ตพบว่ามีปัญหาทุกปี คำถามบางเรื่องไม่สามารถตอบว่าเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด เพราะเป็นมุมมองที่เด็กถูกหล่อหลอมมาให้คิดเห็นแตกต่างกันได้ กรณีนี้ก็ไม่ควรใช้เป็นข้อสอบเกณฑ์มาตรฐานวัดคุณภาพของคน

“เด็กไทยทุกวันนี้ต้องเผชิญกับแบบทดสอบเยอะมาก โดยที่เราไม่รู้ว่ามันสามารถวัดผลได้จริงหรือไม่ และเป็นมาตรฐานที่ยอมรับหรือเปล่า ขณะที่ระบบการศึกษาไทย ไม่ตอบสนองประสิทธิภาพของเด็กไทย ทำให้ต้องหันไปพึ่งสถาบันกวดวิชา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับเด็กด้วยซ้ำเพราะฉะนั้นทำอย่างไรให้การศึกษาในระบบเท่าทันสถาบันกวดวิชาก่อนเป็นอันดับแรก” นายกองค์การนักศึกษา มธ.กล่าว

อภิชชญา โตวิวิชญ์ นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 3 ให้ความเห็นว่า เด็กไทยขาดโอกาสในการค้นหาตัวเอง เพราะระบบการศึกษาที่วางให้ทุกคนเรียนเหมือนกันในการศึกษาภาคบังคับ แล้วค่อยมาแยกสายตอนเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแนวทางที่ดำเนินการช้าเกินไป ทำให้การเข้ามหาวิทยาลัยกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง และการเรียนในชั้นเรียนไม่สามารถตอบสนองเรื่องนี้ได้ เหมือนสอบกับการเรียนแยกขาดออกจากกัน ไม่ว่าเด็กจะเรียนในชั้นเรียนได้ดีเพียงไร ก็ยังจำเป็นต้องพึ่งโรงเรียนกวดวิชา เพื่อติวเอาแนวข้อสอบ เคล็ดลับต่างๆ ซึ่งหาไม่ได้ในห้องเรียน การเรียนในห้องกลายเป็นการเรียนเพื่อรักษาเกรดเฉลี่ยที่ต้องใช้เป็นองค์ประกอบแอดมิชชั่นเท่านั้น

อภิชชญา เล่าอีกว่า ตัวเธอต้องรับภาระหนักในการเรียนรวม 7 สาระ ในช่วง 2 ปีแรก (หลักสูตร 4 ปี) ซึ่งเป็นการเน้นภาคทฤษฎีเป็นหลัก ส่งผลให้สูญเสียเวลาในการฝึกความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สนใจ ซึ่งทางคณะกำหนดให้เลือกสาขาตามความสนใจในชั้นปีที่ 3 ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ช้าเกินไป และเห็นว่าการวัดผลต่างๆ ที่ผ่านมาไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง โดยเฉพาะการสอบในระบบแอดมิชชั่น เช่น ต้องใช้แพต 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ ประกอบในการยื่นแอดมิชชั่นเข้าคณะนิเทศศาสตร์ มีการกำหนดให้คะแนนแพต 1 ค่อนข้างสูง แต่กลับไม่ได้ใช้ทักษะดังกล่าวในเชิงนิเทศศาสตร์มากนัก ระบบการคัดเลือกดังกล่าวจึงไม่สามารถคัดเลือกผู้เรียนที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับคณะ/สาขาที่เรียนได้อย่างแท้จริง ซึ่งบางมหาวิทยาลัยหลีกเลี่ยงระบบดังกล่าว ด้วยการเปิดรับตรงแต่ผลลัพธ์กลับยิ่งเป็นการเพิ่มภาระในการสอบให้กับผู้เรียน

ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานไหนรวบรวมตัวเลขภาระการสอบที่ชัดเจน ตั้งแต่ระดับประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย เนื่องจากมีข้อแตกต่างปลีกย่อยเรื่องจำนวนการสอบของแต่ละสถาบันการศึกษา แน่นอนที่สุดตัวเลขที่ได้ อาจจะเป็นจำนวนที่น่าตกใจ อย่างไรก็ดี หากรวมตัวเลข การสอบปกติ ป.1-ม.6 จำนวน 576 ครั้ง กับโอเน็ต4 ครั้ง เอ็นที 4 ครั้ง พิซ่าอีก 4 ครั้ง สุดท้ายก็คือ แกต/แพตอีก 4 ครั้ง โดยสมมติว่าทั้งหมดคือสมรภูมิการสอบที่เด็กต้องเผชิญตลอดการศึกษาภาคบังคับ ย่อมพบว่า พวกเขาผ่านสมรภูมินี้ถึง 592 ครั้ง ในรอบ 12 ปี ทั้งหมดอาจนับเป็นการต่อสู้ที่ทรหดไม่น้อยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69