
แรงงานไทยกับตลาด AEC
วันแรงงานแห่งชาติเพิ่งจะล่วงเลยไปไม่กี่วันมานี้เอง ผู้เขียนขอส่งความปรารถนาดีมายังผู้ใช้แรงงานทุกท่านให้มีสุขภาพแข็งแรง
โดย...รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันแรงงานแห่งชาติเพิ่งจะล่วงเลยไปไม่กี่วันมานี้เอง ผู้เขียนขอส่งความปรารถนาดีมายังผู้ใช้แรงงานทุกท่านให้มีสุขภาพแข็งแรง มีสติปัญญาความสามารถที่จะประกอบหน้าที่การงานให้รุ่งเรืองสืบต่อไป ขอให้ท่านมีงานดีๆ ทำได้นานๆ แบบยั่งยืน อีกไม่ถึงปีเราก็จะก้าวสู่สังคมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ที่เราเรียกย่อๆ ว่า AEC กันแล้ว และแม้ว่าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งจะมีการประโคมข่าวประชาสัมพันธ์เรื่อง AEC ในแง่มุมต่างๆ เช่น เศรษฐกิจในภาพรวม สังคมในภาพรวม การค้า การลงทุน การศึกษา ฯลฯ แต่คนไทยเราที่เป็นมนุษย์เงินเดือนหลายคนก็ยังนึกภาพไม่ค่อยออกอยู่ดีว่าพอเป็น AEC แล้วชีวิตของเราในที่ทำงานมันจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะคนที่ทำงานในองค์กรที่มีธุรกิจเฉพาะในประเทศไทย เจ้าของกิจการเป็นคนไทย เพื่อนร่วมงานก็เป็นคนไทย แบบนี้ก็ลำบากหน่อย แต่ถ้าเป็นพนักงานของบริษัทต่างชาติ ต้องทำงานกับชาวต่างชาติ เคยถูกส่งไปทำงานนอกประเทศ แบบนี้ก็จะพอเข้าใจว่าการทำงานในสิ่งแวดล้อมที่เป็นนานาชาตินั้นเป็นอย่างไร มีอะไรต้องปรับตัวบ้างจึงจะดำเนินชีวิตกลมกลืนกับคนชาติอื่นได้ สามารถทำงานในมาตรฐานนานาชาติได้
ขณะนี้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศไทยต่างประสบปัญหาด้านแรงงานร่วมกันอยู่ประเด็นหนึ่ง คือ การขาดแคลนแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในทุกระดับ และเมื่อเรามาดูตัวเลขอัตราคนว่างงานของไทย เราก็พบว่าอัตราคนว่างงานของเราต่ำมาก ไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำไป ในขณะที่อัตราคนว่างงานของประเทศในกลุ่มอาเซียนนั้นอยู่ที่ประมาณ 4.2% ซึ่งก็เป็นอัตราที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกเล็กน้อย เห็นตัวเลขนี้แล้วอย่าเพิ่งดีอกดีใจว่าไทยเราแน่จริงๆ ที่มีการจ้างงานเกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งๆ ที่การเมืองของเราร้อนแรงมาหลายปีแล้ว และมีผลทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและถดถอย ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกลงไปก็จะทราบว่าหลายปีที่ผ่านบริษัทห้างร้านขนาดเล็กมีการปิดกิจการกันไป หรือไม่ก็มีการลดจำนวนพนักงาน ในส่วนของการปิดกิจการนั้น ตัวเลขของเดือน ก.พ.ปีนี้ ระบุว่า มีผู้ที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนจากกรมแรงงานเนื่องจากสาเหตุนายจ้างปิดกิจการมากถึง 39.42% บรรดาผู้ที่เคยทำงานกับองค์กรต่างๆ เหล่านี้ได้มีการดิ้นรนช่วยตัวเองอยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น ทำงานรับจ้างกับร้านค้าหรือร้านอาหารเล็กๆ บ้างก็เปิดกิจการค้าขายเล็กๆน้อยๆกับครอบครัว บ้างก็กลับถิ่นฐานบ้านเกิดในต่างจังหวัดเพื่อทำสวนทำไร่เนื่องจากรัฐบาลให้ราคาผลผลิตดีขึ้น นี่เราพูดถึงแรงงานที่เคยอยู่ในตลาดแรงงานแล้วนะคะ
ทีนี้หันมามองดูทางด้านผู้จบการศึกษาในระดับต่างๆบ้างว่าว่างงานกันมากน้อยอย่างไร ปรากฏว่าผู้ที่จบปริญญาตรีมีอัตราว่างงานมากกว่าผู้ที่จบปวช. ปวส. และประถมศึกษาเสียอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบก็คือผู้ที่จบการศึกษาสายอาชีพมีทักษะที่ตรงกับงานมากกว่า เพราะในขณะนี้ประเทศในกลุ่มอาเซียนและทั่วโลกขาดช่างฝีมือสาขาต่างๆมากมาย ดังนั้นช่างฝีมือของไทยเราจึงถูกกว้านตัวไปทำงานกับประเทศที่จ่ายค่าแรงดีกว่าไทยเรามานานหลายปีแล้ว คนไทยในประเทศเราจึงต้องหันไปจ้างช่างที่มีฝีมือน้อยหรือบางทีก็ไม่มีฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงานก่อสร้าง งานในโรงงาน งานแม่บ้าน งานเสิร์ฟและงานบริการอื่นๆแทน ส่วนเรื่องของบัณฑิตจบปริญญาตรีนั้น เรามีบัณฑิตที่จบสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ประมาณกว่า 70% ในขณะที่สายวิทยาศาสตร์และเทโนโลยีมีคนเรียนเพียง 24% ซึ่งเป็นสายที่นายจ้างต้องการ อันได้แก่ แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ บัญชี การเงิน การตลาด และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ดังนั้นบัณฑิตสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จึงหางานทำยาก หนทางแก้ปัญหาก็คือ เรียนต่อเพื่อประทังเวลาหางานไว้ก่อน หรือไม่ก็รับจ้างงานในตำแหน่งเล็กๆชั่วคราวในธุรกิจสายบริการ หรือไม่ก็ทำกิจการค้าขายเล็กๆน้อยๆกับครอบครัว ดังนั้นทางออกของผู้ที่ถูกปลดจากงานและบัณฑิตจบใหม่จึงลงเอยคล้ายๆกันตรงที่ต้องมารับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ กับองค์กรและร้านค้าเล็กๆ หรือไม่ก็ทำกิจการเล็กๆ ของตนเอง อาชีพเหล่านี้จัดอยู่ในภาคงานแบบไม่เป็นทางการ (Informal Sector) ซึ่งก็ถือว่าเป็นทางออกที่ดีพอใช้สำหรับคนที่ยังหางานที่มั่นคงกว่าไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อด้อยของการทำงานในภาคส่วนนี้ คือการที่ลูกจ้างมักจะไม่ได้รับการพัฒนาฝึกอบรมฝีมือแรงงานเหมือนกับการทำงานกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่กว่า นอกจากนี้ ก็ยังเสียเปรียบในเรื่องสวัสดิการอื่นๆ อีกด้วย
ในขณะนี้มีบัณฑิตจบใหม่ที่อยู่ใน Informal Sector นี้มากถึงประมาณ 30% ของบัณฑิตทั้งหมดที่มีงานทำแล้ว อย่างไรก็ตาม นายจ้างก็ยังบ่นว่าบัณฑิตที่ตนรับเข้ามาทำงานในปัจจุบันนั้นมีคุณสมบัติไม่ตรงกับที่ต้องการ ทำให้ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการฝึกอบรมโดยไม่น่าจะเป็น ปรากฏการณ์นี้ทำให้ The World Economic Forum (WEF) จัดอันดับคุณภาพความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยอยู่ที่อันดับ 66 ในขณะที่มาเลเซียได้อันดับที่ 46 และสิงคโปร์ได้อันดับที่ 2 นอกจากนี้ การที่บัณฑิตต้องมาทำงานต่ำกว่าวุฒิที่มีก็ถือว่าบัณฑิตไม่สามารถสร้างผลิตภาพได้เหมาะสมกับคุณสมบัติที่ตนมี ทำให้ผลิตภาพของแรงงานไทยตกต่ำลง
อีกปัญหาหนึ่งที่แรงงานไทยวิตกกันมานานแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้สักทีก็คือ ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษที่ไทยเราก็ยังด้อยกว่าสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ดังนั้น เมื่อมองภาพทิศทางแรงงานของไทยและอาเซียนในปีหน้าที่จะเป็น AEC นี้ แนวโน้มน่าจะเป็นว่าบรรดาแรงงานมีฝีมือทุกระดับที่ใช้ภาษาอังกฤษได้น่าจะเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่ให้ค่าแรงที่ดีตามลำดับดังนี้ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ทั้งนี้ สายธุรกิจที่แรงงานชั้นดีน่าจะสนใจไปสิงคโปร์ คือสายการเงิน การธนาคารและโลจิสติกส์ ส่วนมาเลเซียคือสายอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนไทยนั้นน่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์และการแปรรูปอาหาร
สรุปโดยรวมแล้ว ดูเหมือนว่าในแง่โอกาสของการสรรหาคัดเลือกพนักงาน สิงคโปร์และมาเลเซียน่าจะมีโอกาสดึงดูดแรงงานเกรดเอได้มากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน รองลงมาก็คือไทยเราซึ่งก็คงได้พนักงานเกรดรองลงมา ลำดับต่อไปคือเรื่องของการพัฒนาฝีมือแรงงาน เช่นกันที่สิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งมีคุณภาพการศึกษาและระบบการพัฒนาฝีมือแรงงานที่ดีกว่าไทย ก็จะนำหน้าเราในการพัฒนาแรงงานให้สร้างผลิตภาพได้สูงกว่าเรา และถ้าวันนี้ไทยไม่ปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาของชาติให้มีทิศทางเชื่อมโยงกับทิศทางเศรษฐกิจ ไม่มีการวางแผนการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงานระหว่างรัฐบาล องค์กรเอกชนที่เป็นนายจ้าง และสถาบันการศึกษาในทุกระดับ ก็น่าหวั่นเกรงว่าคุณภาพแรงงานไทยจะไม่ได้อยู่ในอันดับกลางๆ ของตลาดแรงงาน AEC อย่างเช่นในปัจจุบัน แต่อาจจะร่วงหล่นลงไปอย่างรวดเร็ว ได้เวลาปฏิวัติพัฒนาแรงงานไทยมานานแล้วใช่ไหมคะ?







