posttoday
การรู้คุณ ทางลัดสู่ความร่าเริงเบิกบาน

การรู้คุณ ทางลัดสู่ความร่าเริงเบิกบาน

30 เมษายน 2557

เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเทคนิคขั้นสุดท้ายของอาจารย์เฉินเซียงเหวิน ผู้อำนวยการฝ่ายจีนของมหาวิทยาลัยภาษาศาสตร์ปักกิ่ง

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเทคนิคขั้นสุดท้ายของอาจารย์เฉินเซียงเหวิน ผู้อำนวยการฝ่ายจีนของมหาวิทยาลัยภาษาศาสตร์ปักกิ่ง สาขามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เมื่อได้มาประจำการที่ประเทศไทย ก็ได้ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับ จึงได้ถูกส่งกลับไปรักษาตัวที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และเมื่อผ่านการผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็งตับไปสองครั้ง รวมถึงทำคีโมและฉายรังสีแกมมา ผลที่ได้ ไม่ดีเท่าที่ควร แพทย์ถึงสองโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงปักกิ่งไม่แนะนำให้ผ่าตัดหรือทำการรักษาต่อ แต่ให้กลับไป “สงบใจ” ที่บ้าน

ด้วยสภาพร่างกายที่บอบช้ำ อาจารย์เฉินได้อ่านพบบทความในวารสารสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง พบว่า ที่หมู่บ้านตงหวาง มีการสอน “ทำจิตใจให้ร่าเริงเพื่อรักษาสุขภาพ” จึงได้ทดลองไปฝึก หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งปี ค่าดัชนีเลือดเริ่มกลับมาเป็นปกติ ทุกวันนี้ เวลาผ่านไปเก้าปีเต็มแล้ว อาจารย์เฉินหายขาดจากมะเร็งตับ สุขภาพแข็งแรง จิตใจร่าเริงแจ่มใส จึงได้เขียนบทความขนาดยาวเพื่อแชร์ประสบการณ์ จนคุณหมอไพร (ไพรเวชคลินิก) ที่เป็นคุณหมอฝังเข็มของหนูดีได้ไปอ่านพบเข้า จึงขอแปลมาเป็นภาษาไทย ทำเป็นหนังสือขนาดเล็กแจกฟรีให้ผู้ที่สนใจ ชื่อ “ปาฏิหาริย์แห่งความร่าเริงเบิกบาน” หนูดีไปนั่งรอฝังเข็มที่คลินิกคุณหมอ ไปเห็นเข้า อ่านแล้วประทับใจ จึงขอนำมาสรุปย่อให้แฟนคอลัมน์ได้อ่าน เพราะเนื้อหาวิธีการ ดีจริงๆ ค่ะ หนูดีลองเอามาใช้หลายเทคนิค บอกได้เลยว่า ได้ผลดีจริง

หนูดีนำมาแชร์สองสัปดาห์ติดกันแล้ว หากท่านใดสนใจ สามารถหาอ่านย้อนหลังได้นะคะ

อาจารย์เฉินเองบอกว่า ทั้งก่อนและช่วงเป็นมะเร็ง ท่านเป็นคนค่อนข้างหงุดหงิดง่าย แต่เมื่อเป็นมะเร็ง และจะทดลองรักษาด้วยการฝึกจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน ทำได้ยากมาก เพราะไม่ใช่พื้นฐานนิสัยดั้งเดิมของตน ยิ่งมาป่วยใกล้ตาย จิตใจยิ่งหนักหน่วง แต่ได้ฝืนตนเองด้วยการคิดว่า “ทำไมนัดผ่าตัด นัดคีโม นัดฉายรังสี เจ็บแสนเจ็บ ทรมานร่างกาย เรายังไม่เคยผิดนัด” ทั้งนี้ ก็เพราะอยากหายจากมะเร็ง แล้วถ้าการยิ้ม การมีจิตใจร่าเริง มันทำให้เราหายจากมะเร็งได้เช่นกันล่ะ เราจะไม่ทดลองยิ้มเหรอ เราจะไม่ทดลองหัวเราะเหรอ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เสียอะไรเลย เงินก็ไม่เสีย เจ็บก็ไม่เจ็บ

ด้วยการคิดโต้ตอบกับตนเองประมาณนี้ ทำให้อาจารย์เฉินเริ่มฝึกจิตจนร่าเริง และเทคนิคต่อไปนี้ทำให้อาจารย์เฉินค่อยๆ ก้าวจากจิตใจที่หงุดหงิด มาเป็นจิตร่าเริงได้อย่างเป็นรูปธรรมค่ะ

การรู้คุณ เป็นทางลัดสู่ความร่าเริงเบิกบาน

ในหนังสือเขียนไว้ว่า

“การที่เราขาดจิตใจรู้คุณ เพราะเราแบกรับบุญคุณไว้มากเกินไป

เราเหมือนเด็กที่ได้รับการโปรดปราน ได้รับของขวัญมากมายเหลือเกิน จนค่อยๆ เกิดความเบื่อ จนไม่รู้สึกหวงแหน ทะนุถนอม

เราได้รับแสงแดดมากมายเหลือเกิน ไม่เคยสำนึกบุญคุณ ไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งขาดแสงแดดแล้วจะเป็นอย่างไร

เรารับบุญคุณจากคนอื่นมากมายเหลือเกิน ไม่เคยสำนึกบุญคุณ ไม่เคยคิดเลยว่า เมื่อถึงวันไม่ได้รับบุญคุณจากคนอื่น เราจะเป็นอย่างไร

เมื่อใดที่ท่านเกิดจิตใจที่สำนึกบุญคุณ ท่านก็จะตระหนักถึงสัจธรรมข้อหนึ่งว่า

แท้จริง สิ่งที่ท่านมีอยู่ทั้งหมด ล้วนมาจากคนอื่นทั้งสิ้น

ชีวิตของท่านมาจากพ่อแม่ และมาจากพ่อแม่ของพ่อแม่ เมื่อสืบสาวจนถึงต้นตอ ล้วนมาจากคนอื่นที่ท่านไม่รู้จักมาก่อนทั้งสิ้น

ความรู้ของท่านมาจากอาจารย์ ซึ่งมาจากอาจารย์ของอาจารย์ ซึ่งเมื่อสืบสาวไปแล้ว ล้วนมาจากคนอื่นที่ท่านไม่รู้จักทั้งสิ้น

เซลล์ทุกเซลล์ของร่างกายท่าน ล้วนต้องพึ่งพาการเลี้ยงดูจากคนอื่นทั้งนั้น

(และอีก ฯลฯ ขอสรุปโดยย่อนะคะ)

ด้วยเหตุนี้ บุคคลทั้งปวงล้วนมีบุญคุณต่อท่าน โลกธรรมชาติทั้งหมดล้วนมีบุญคุณต่อท่าน ซึ่งท่านจะขาดไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว ซึ่งท่านจะสำนึกบุญคุณอย่างไร แค่ไหนก็ไม่ถือว่าเกินเลย

ท่านยังมีเหตุผลอะไรที่จะไม่สำนึกบุญคุณอีกหรือ

การสำนึกบุญคุณเป็นทางลัดสู่ความร่าเริงเบิกบาน

การสำนึกบุญคุณ ผู้ได้รับผลประโยชน์มิใช่ใครอื่น หากเป็นตัวท่านเอง”

ดังนั้น เทคนิคที่สุดยอดที่สุด ก็คือ การระลึกนึกถึงบุญคุณของผู้คนต่างๆ รวมถึงสรรพสิ่งที่แวดล้อมตัวเรานั่นเอง

ทำเป็นประจำทุกๆ วัน เราจะพบว่า โลกนี้ช่างดูแลเราเหมือนเด็กน้อยๆ ที่น่าทะนุถนอม และเราเองจะรู้สึกอบอุ่นในใจ จนการขอบคุณนั้น มันกลั่นออกมาจากใจเองอย่างเป็นธรรมชาติ

ด้วยเทคนิคนี้ของอาจารย์เฉิน หนูดีลองนำมาคิด นำมาทำ ซึ่งเป็นเทคนิคที่สอดคล้องกับคำสอนของพุทธเซน ตามแนวของหมู่บ้านพลัม ที่สอนให้เราระลึกรู้บุญคุณของสรรพสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ เวลาดื่มชา ก็ให้นึกถึงคนปลูกชา ให้นึกถึงฟ้า ฝน อากาศดีๆ ที่ทำให้ต้นชาสามารถเติบโตได้ จนมาถึงแก้วชาของเราในวันนี้ หากเราพิจารณาแม้เพียงชาแก้วเดียว เราก็จะเห็นทะลุ แทงตลอดว่า โลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาล ดำรงอยู่ตรงนี้เพื่อเรา

ตัวเรา ที่เราคิดว่า เป็นของเรานั้น ไม่สามารถดำรงอยู่ได้เลยโดยปราศจากโลกนี้ ปราศจากจักรวาลนี้ และเราจะเห็นได้ในแวบเดียวว่า ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกัน และเราเป็นฝุ่นธุลีเล็กๆ ของห่วงโซ่อันยิ่งใหญ่ไพศาลนี้ เราดำรงอยู่ไม่ได้หากสิ่งต่างๆ ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของเราได้หายไป

และนี่เอง คือ ที่มาของการฝึกสำนึกรู้บุญคุณสิ่งต่างๆ รอบตัว เพราะมันคือความจริง และเป็นความจริงที่ทำให้เรารู้สึกตัวกระจ้อยร่อยและยิ่งใหญ่ไปพร้อมๆ กัน

กระจ้อยร่อย เพราะรู้ว่า ตัวเราอยู่ตรงนี้ด้วยตัวเองไม่ได้จริงๆ

และยิ่งใหญ่ เพราะพบว่า จักรวาลทั้งจักรวาลกำลังหล่อเลี้ยงเราอยู่

มันเป็นการค้นพบที่น่ามหัศจรรย์ และเมื่อเราคิดถึงสิ่งนี้บ่อยๆ กับทุกๆ สถานการณ์รอบตัวเราในทุกๆ วัน เราจะพบมุมมองใหม่ เป็นมุมมองที่ทำให้เรามียิ้มมุมปาก ซึ่งเมื่อทำจนชิน...ยิ้มมุมปากจะกลายเป็นยิ้มจริงๆ จังๆ จนเรามียิ้มกว้างได้ในทุกๆ วันค่ะ

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม