
อาหารและเครื่องดื่มในช่วงฤดูร้อน
ประเทศไทยกับอากาศร้อนเป็นของคู่กัน ดังที่กล่าวกันว่า “เมืองไทยเมืองร้อน”
โดย...แพทย์จีน ประทุมพร ว่องวิษณุพงศ์ (เขียน) / แพทย์จีนเชน ปรีชาวณิชวงศ์ (เรียบเรียง) คลินิกหัวเฉียวไทยจีน
ประเทศไทยกับอากาศร้อนเป็นของคู่กัน ดังที่กล่าวกันว่า “เมืองไทยเมืองร้อน” การหาอาหารหรือเครื่องดื่มดับร้อนจึงเป็นวิธีหนึ่งที่คนส่วนใหญ่คิดว่าสามารถช่วยระบายและทำให้ร่างกายผ่อนคลายจากความร้อนได้ ซึ่งตามศาสตร์แผนจีนเองก็มีทฤษฎีนี้ระบุในคัมภีร์รักษาโรค “โรคร้อนดับด้วยยาเย็น โรคเย็นอุ่นด้วยยาร้อน” จากทฤษฎีนี้ทำให้หลายๆ คนพยายามแสวงหาวัตถุดิบหรือวิธีต่างๆ มาช่วยในการดับร้อนในฤดูร้อนนั่นเอง
แต่Iฤดูร้อนในไทยร้อนจริงหรือ?
หากดูจากอุณหภูมิสูงสุดในช่วงปี ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิที่ 3542 องศาเซลเซียส ซึ่งเทียบกับอุณหภูมิประเทศจีนที่ 2240 องศาเซลเซียส จะเห็นว่าอุณหภูมิของฤดูร้อนในประเทศไทยต่างกับอุณหภูมิในฤดูร้อนของประเทศจีนเพียงไม่กี่องศาเซลเซียส แต่ร้านอาหารในประเทศจีนก็ยังไม่มีบริการเสิร์ฟน้ำแข็งให้แก่ลูกค้าเพื่อดับร้อนแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นคนจีนยังชอบดื่มชาร้อนตลอดปี
ความหมายของทฤษฎีหยินหยาง หากจะพูดให้เข้าใจง่ายจะหมายถึง ความสมดุล หากเปรียบหยินเป็นความเย็น หยางเป็นความร้อน หยินหยางตามศาสตร์แผนจีนจึงหมายถึง “ร้อนเย็นสมดุล” นั่นคือ ร้อนแต่ไม่ร้อนเกินไป เย็นแต่ไม่เย็นเกินไป แต่ต้องมีทั้งความร้อนและความเย็นที่สมดุลร่างกายจึงจะมีสุขภาพที่แข็งแรงได้
เมืองไทยเมืองร้อน คนไทยจึงมักมีนิสัยติดการดื่มน้ำเย็น มิหนำซ้ำน้ำเย็นยังใส่น้ำแข็งลงไปอีก คนไทยชอบอยู่ที่เย็น สังเกตจากบ้านเรือนหรือที่ทำงานมักติดเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้คนไทยยังชอบรับประทานอาหารและผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น
หากร่างกายได้รับความเย็นมากเกินไปจะเกิดผลอย่างไร?
ตามทฤษฎีของศาสตร์แผนจีนมองว่าถ้าเย็นเกินไปหยินหยางก็จะขาดสมดุล นั่นคือ ความเย็นมากเกินไปความร้อนก็จะถดถอย ก่อให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า “หยางพร่อง” เช่น กลัวหนาวกลัวลม มือเท้าเย็น ไม่มีความกระตือรือร้น เป็นต้น
นอกจากนี้ “ม้าม” ตามศาสตร์แผนจีนซึ่งหมายถึงระบบย่อยและดูดซึมอาหารทั้งหมด ม้ามต้องอาศัยลมปราณหยางเพื่อเป็นพลังงานในการทำงาน หากเกิดภาวะหยางพร่อง ม้ามก็ไม่สามารถทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหารได้ตามปกติ ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ทางระบบย่อยอาหารตามมา เช่น ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอบ่อย เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย ถ่ายเหลว เป็นต้น
ดังนั้น การดับร้อนจึงควรอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล
1.การดื่มน้ำทดแทนการเสียเหงื่อ
เมื่ออากาศภายนอกร้อนก็จะทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นด้วย ร่างกายของคนเราก็จะมีวิธีการระบายความร้อนออกมาทางเหงื่อ ดังนั้นการจิบน้ำตลอดวันในวันที่อากาศร้อนเพื่อทดแทนเหงื่อที่เสียไปก็นับเป็นการดับร้อนที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพื่อไม่ให้ลมปราณหยางถูกทำลาย ทางที่ดีที่สุดจึงควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำที่อุณหภูมิห้อง
2.สมุนไพรจีนดับร้อน
2.1 ดอกเก็กฮวย Fสรรพคุณช่วยขับลมร้อน ขับพิษร้อน รักษาอาการร้อนใน แก้กระหายน้ำ ยังช่วยรักษาอาการนัยน์ตาแห้ง ช่วยปรับสมดุล และลดความดันโลหิตในร่างกาย ชาวจีนนิยมนำมาทำชา
ส่วนผสม เก็กฮวย 2-4 ดอก น้ำ 1 แก้ว
วิธีทำ 1.นำเก็กฮวยตากแห้งมาล้างให้สะอาด
2.นำเก็กฮวยที่ล้างแล้วมาชงเป็นชา โดยเติมน้ำร้อนเรื่อยๆ จิบตลอดวันจนกว่ารสชาติจะจาง
2.2 หล่อฮั่งก้วย F นอกจากจะแก้ร้อนในได้ดีแล้ว หล่อฮั่งก้วยยังมีสรรพคุณขับเสมหะ ช่วยให้ชุ่มคอ ช่วยบรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระและป้องกันการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย
ส่วนผสม – หล่อฮั่งก้วย 1-2 ผล น้ำ 8-10 แก้ว เก็กฮวย 10 ดอก
วิธีทำ 1.นำหล่อฮั่งก้วยมาล้างให้สะอาดแล้วบิดผลให้แตก
2.นำหล่อฮั่งก้วยที่บิแตกแล้วมาแช่ในน้ำ 8-10 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที
3.นำขึ้นตั้งไฟต้ม 30 นาที อาจใส่เก็กฮวยลงไปตามชอบ จะได้น้ำหล่อฮั่งก้วยที่มีรสหวานโดยไม่ต้องใส่น้ำตาลเลย
2.3 ถั่วเขียว F นอกจากช่วยแก้ร้อนในและขับพิษร้อนในร่างกายแล้ว ถั่วเขียวซึ่งมีแป้งปริมาณสูง ไขมันต่ำ โปรตีนสูง นักมังสวิรัติจึงมักเลือกถั่วเขียวเป็นแหล่งโปรตีน นอกจากนี้แป้งจากถั่วเขียวจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ช้ากว่าแป้งชนิดอื่น จึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน (ควรทานในปริมาณที่พอดี) อีกทั้งยังช่วยลดความดันและไขมันในเลือด
ส่วนผสม-ถั่วเขียวดิบ ถ้วย น้ำตาลทรายแดง ถ้วย เกลือป่น 1/8 ช้อนชา น้ำเปล่า 4 ถ้วย
วิธีทำ 1.ล้างถั่วเขียวให้สะอาดแล้วน้ำถั่วเขียวไปแช่น้ำประมาณ 4 ชั่วโมง หรือค้างคืนไว้ เทน้ำทิ้ง
2.ใช้ไฟปานกลางต้มถั่วเขียวกับน้ำ 3 ถ้วย
3.เมื่อน้ำเดือดให้ลดไฟลงเหลือไฟอ่อน ต้มไปเรื่อยๆ จนถั่วเขียวสุกนุ่ม หมั่นคนเป็นระยะ
4.เมื่อถั่วเขียวบานออกแล้วให้ใส่น้ำตาลทรายแดงและเกลือป่นลงไป คนให้ละลายแล้วต้มต่อไปอีก 5 นาที
5.จากนั้นใส่น้ำลงไปอีก 1 ถ้วย เพื่อให้น้ำใสขึ้น รอจนน้ำเดือดอีกครั้ง ปิดเตาและยกลงได้
2.4 เห็ดหูหนูขาว F สรรพคุณเสริมบำรุงสารน้ำของปอดเพิ่มความชุ่มชื้น แก้อาการไอที่เกิดจากปอดแห้ง เช่น การไอจากวัณโรคปอด การไอแห้งๆ มีเลือดปน นอกจากนี้เห็ดหูหนูขาวยังช่วยบำรุงหัวใจและสมอง และช่วยให้นอนหลับ
ส่วนผสม-เห็ดหูหนูขาว 1ดอก น้ำ 1 ลิตร น้ำตาลกรวด 1 ช้อนโต๊ะ แปะก๊วย 1 ถ้วย
วิธีทำ 1.นำเห็ดหูหนูขาวมาล้างให้สะอาดและแช่น้ำทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เทน้ำทิ้ง
2.นำเห็ดหูหนูขาวที่แช่น้ำไว้มาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ
3.ตั้งไฟ นำเห็ดหูหนูขาวลงต้ม เมื่อน้ำเดือดให้ลดไฟลงเหลือไฟอ่อน
4.ใส่น้ำตาลกรวดและแปะก๊วยตามชอบ ตุ๋นต่อประมาณ 1 ชั่วโมง และยกลงได้







