
ไอธรรมนำไอที(6)
ตะแกรงร่อนทอง ปราชญ์แต่โบราณท่านสอนกันมาว่า ถ้าอยากรู้ว่าคนที่เราต้องการพิสูจน์เป็นตัวจริงเสียงจริงหรือไม่ ให้โยน 3 สิ่งไปสู่ชีวิตของคนคนนั้น
ตะแกรงร่อนทอง ปราชญ์แต่โบราณท่านสอนกันมาว่า ถ้าอยากรู้ว่าคนที่เราต้องการพิสูจน์เป็นตัวจริงเสียงจริงหรือไม่ ให้โยน 3 สิ่งไปสู่ชีวิตของคนคนนั้น
1.เงิน โยนเงินให้เยอะๆ อย่าโยนให้น้อยๆ เพราะโยนให้น้อยๆ ทาสแท้ยังไม่ออกมา
2.อำนาจ โยนอำนาจให้เยอะๆ โยนให้น้อยๆ ทาสแท้ก็ยังไม่แสดงออกมา
3.ผู้หญิง ต้องน่ารักและเซ็กซี่จริงๆ
ถ้าสอบผ่าน 3 ด่านนี้ได้ ตัวจริงเสียงจริง แต่โดยมากนะ จะสอบตกตั้งแต่เห็นเงินแล้ว นี่แหละเป็นวิธีทดสอบคนจริง ถ้าเจอ 3 สิ่งนี้แล้ว เข็มไมล์หัวใจไม่กระดิก เป็นตัวจริงเสียงจริง เห็นหรือยัง
เพราะฉะนั้น เราอยู่ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสารที่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริงมากมายถ้าเราไม่มีสติ ไม่มีปัญญามาทำหน้าที่ดังหนึ่งตะแกรงร่อนทอง วันหนึ่งๆ เราจะถูกขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสารมันมอมเมาสักเท่าไหร่
ถ้าทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้มีโทรศัพท์ คิดสะระตะสิว่า ทุกต้นชั่วโมงจะมีข้อมูลส่งมาถึงเราใช่มั้ย เดี๋ยวก็ดัง แล้วบางครั้งตอนเทศน์อยู่ โยมที่นั่งฟังเทศน์ก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาดู ไม่เกรงใจพระ บางครั้งพระอยากจะลงจากธรรมมาสน์เพื่อมาขอดูด้วย
เราเทศน์อยู่ไม่สน ยกโทรศัพท์ขึ้นมาส่อง อยากจะเดินลงจากธรรมมาสน์แล้วไปสุมหัวดูด้วยกัน ดูเสร็จเดี๋ยวค่อยเทศน์ ต้องใช้ตะแกรงมาร่อนเอา เหมือนคนสมัยก่อนเขาไปหาทอง แล้วเอาตะแกรงมาร่อนทอง จนได้ทองจริงๆ แยกทองออกจากหิน แยกหินออกจากทอง ต้องทำถึงขนาดนั้น
อะไรคือตะแกรงร่อนทองของพวกเรา คำตอบก็คือ สติและปัญญา
สติและปัญญาจะทำหน้าที่เป็นดังหนึ่งตะแกรงร่อนทอง ที่จะทำให้เราบริโภคข่าวสารข้อมูลอย่างเป็นนาย ไม่ใช่เป็นทาส คนจำนวนมากบริโภคข่าวสารข้อมูลอย่างเป็นทาส เขาส่งข้อมูลอะไรมา เขาแชร์ข้อมูลอะไรมา เขาฟอร์เวิร์ดข้อมูลอะไรมา เชื่อหมด ทำดังหนึ่ง หัวนี่ใช้สวมหมวกเท่านั้น ความคิดมีไม่ใช้
หัวเป็นที่อยู่ของอะไร สมอง ต้องใช้สมองบ้าง สมองของเรา ปัญญาของเรา ใช้ให้คุ้มสักหน่อย อย่าเชื่อง่ายเชื่อดาย พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสว่า เราสอนให้เธอเชื่อ พระพุทธองค์ตรัสว่า เราสอนให้เธอรู้ พระองค์บอกว่า ที่เราสอนทั้งหมดนั้น เธอต้องปฏิบัติจนมีความรู้
ฉะนั้น พุทธศาสนาจริงๆ จะไม่เน้นความเชื่อมากมายนัก ความเชื่อเป็นเพียงต้นทางแห่งปัญญา แล้วเราจะตัดสินข้อเท็จจริงกันด้วยปัญญา พระองค์ตรัสว่า ฉันตรัสรู้สัจธรรมนั้นแล้ว จึงนำเอาสัจธรรมนั้นมาชี้แจง แสดง เปิดเผย บัญญัติ ตั้งเป็นหลักและตรัสว่าเธอจงมาดูสิ
พระพุทธองค์บอกว่า เธอจงมาเชื่อสิ เคยได้ยินมั้ย ไม่มีนะ เอหิปัสสิโก แปลว่า come come come come แล้วไง and see come and see เรียกมา แล้วดูด้วยตัวเอง ดูด้วยปัญญาตัวเอง พิสูจน์ด้วยตัวเอง จากนั้นจะเชื่อ ไม่เชื่อ เรื่องของเธอ นี่คือพุทธศาสนาแท้
ถ้าเราบอกตัวเองว่า เราเป็นชาวพุทธ ต้องไปให้ถึงปัญญา อย่ามาติดอยู่แค่ศรัทธา อย่ามาติดแค่ครูบาอาจารย์ ไปให้ถึงปัญญาด้วยตัวของตัวเอง นั่นแหละพุทธแท้
คาถาหน้า 3 หลัง 3
ทีนี้เราจะมีวิธีอะไรมาสร้างตะแกรงร่อนทองทางปัญญา อาตมภาพขอตอบด้วยนิทานพุทธปรัชญาอีกเรื่องหนึ่ง
มีนักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งประสบความสำเร็จมาก พอประสบความสำเร็จมากๆ ก็หวั่นเกรงอยู่ว่าวันหนึ่ง ตัวเองจะถูกทำลายสถิติโดยนักธุรกิจรุ่นน้อง จึงอยากแสวงหาของดี ไปผูกดวง ปรับดวงชะตาราศีให้มีความมั่นคงทางธุรกิจ ทางการเงิน
วันหนึ่งก็มีคนมากระซิบว่า ถ้าคุณอยากมั่นคงตลอดชีวิต อยากเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกตลอดไป คุณต้องไปหาหลวงพ่อที่วัดแห่งหนึ่ง รับรองว่าท่านมีของดี
นักธุรกิจคนนั้น เตรียมสังฆทาน 5 ถัง เงินอีก 1 ฟ่อน เป็นธนบัตรใหม่ทั้งหมด เขาขับรถตรงดิ่งไปที่วัดเพื่อไปกราบหลวงพ่อ
“หลวงพ่อครับ ลูกมาขอของดีครับ”
“จะเอาไปทำไม”
“ลูกอยากได้ของดีเอาไว้เป็นหลักประกันว่า ลูกจะรุ่งโรจน์ตลอดไปครับ”
หลวงพ่อท่านเป็นพระที่เทศน์ตรง สอนตรง ท่านกล่าวว่า
“โยม ของดีอาตมาไม่มีนะ แต่ถ้าธรรมะดีๆ ละก็ อาตมามีให้”
“แต่คนเขาลือกันว่า หลวงพ่อมีของดีนี่ครับ”
“นั่นมันเรื่องของคนอื่น เรื่องของอาตมาคือ อาตมามีแต่ธรรมะจะให้ จะเอามั้ย”
“แต่หลวงพ่อครับ ไหนๆ ผมก็เดินทางมาแล้ว ไหนล่ะธรรมะดีๆ ของหลวงพ่อ”
หลวงพ่อบอกว่า “โยม ฟังให้ดีนะ ทุกๆ ครั้งที่โยมจะตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจก็ตาม ทางชีวิตของโยมก็ตาม ทุกๆ ครั้ง เมื่อชีวิตของโยมเข้าตาจน กำลังต้องการการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพที่สุด ให้โยมเดินไปข้างหน้าช้าๆ 3 ก้าว ถอยหลังช้าๆ อีก 3 ก้าว ทำอย่างนี้ หน้า 3 หลัง 3 ให้โยมทำทุกครั้งที่ชีวิตกำลังมาถึงทางตัน
ถ้าโยมทำอย่างนี้แล้ว โยมจะไม่ร่วงลงมาเลย โยมจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไปตลอดกาล”
เมื่อเขาฟังแล้ว เขาก็เกาหัวแกรกๆ พลางคิดว่า “เอ๊ะ มันเกี่ยวกับความสำเร็จ เกี่ยวกับความมั่นคงของผมยังไง”
ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกเสียดายสังฆทานขึ้นมา เขาเตรียมมา 5 ถัง เขาประเคนไปแค่ 3 ถังอีก 2 ถังเขาเอากลับบ้าน เงินที่เตรียมมาเป็นฟ่อนหญ้า ดึงออกครึ่งหนึ่ง ถวายเพียงแค่ครึ่งเดียว แล้วก็ลากลับ (อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







