
@ Life
โดย...กันย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...กันย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
อันตรายจากการจมน้ำ
ช่วงปิดเทอมหน้าร้อนทุกปี ถือเป็นช่วงที่เด็กๆ ได้รับอันตรายหรือเสียชีวิตจากการจมน้ำตายวันละ 4 คน อายุ 7-15 ปี ปีละหลายๆ สิบคนทั่วประเทศ และมักจะเพิ่มขึ้นทุกปีจนน่าเป็นห่วง เพราะยิ่งอากาศร้อนมากเพียงใด เด็กๆ ก็อยากจะเล่นน้ำคลายร้อนยิ่งขึ้นเท่านั้น
ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องใส่ใจดูแลใกล้ชิดเพื่อป้องกันภัยไม่ให้ลูกหลานต้องเสียชีวิตจากการจมน้ำ นอกจากฝึกให้เด็กว่ายน้ำเป็นแล้วยังควรจะให้ความรู้แก่เด็กๆ ในการป้องกันตัวเองจากภัยทางน้ำดังนี้ คือ
1.การป้องกันการจมน้ำเวลาเล่นน้ำ
ไม่ควรเล่นน้ำภายหลังกินอาหารอย่างน้อยกว่า 1 ชั่วโมง
ไม่ควรเล่นน้ำเมื่อรู้สึกมึนเมา แม้แต่จะมีอาการเพียงเล็กน้อย (ในประเทศอังกฤษพบว่าคนจมน้ำ 51 คน จากทั้งหมด 771 คน มีสาเหตุมาจากการดื่มเหล้า)
ไม่ควรเล่นน้ำตามลำพังหรือดำน้ำลึกๆ ในที่หรือฝั่งน้ำซึ่งไม่คุ้นกัน ถึงแม้จะว่ายน้ำได้ ก็ไม่ควรไปเล่นน้ำในที่ลึกๆ ถ้าร่างกายไม่สมบูรณ์หรือเป็นตะคริวง่าย
ควรจะว่ายน้ำขนานไปกับฝั่ง ปลอดภัยดีกว่าว่ายออกจากฝั่ง ขณะที่ว่ายขนานไปกับฝั่ง ควรดูฝั่งเป็นครั้งคราว เพราะผู้ว่ายน้ำอาจถูกกระแสน้ำพัดออกนอกฝั่งได้
ถ้าจะว่ายน้ำออกจากฝั่ง ควรมีเพื่อนร่วมไปด้วย และดีที่สุดคือมีเรือตามไปด้วย
ถ้าจะว่ายข้ามแม่น้ำหรือว่ายไปยังเรือที่จอด ให้ระมัดระวังให้มาก เพราะเรือที่จอดหรือฝั่งตรงข้ามจะอยู่ไกลกว่าที่คิดหรือที่มองเห็น โดยเฉพาะในน้ำที่ค่อนข้างเย็น ผู้ว่ายจะเหนื่อยง่ายขึ้น
2.การป้องกันการจมน้ำภายหลังตกน้ำ
ควรจะว่ายน้ำให้เป็น โดยเฉพาะรู้จักใช้วิธีลอยตัวในน้ำโดยไม่ต้องออกกำลัง ถึงแม้ว่าจะว่ายน้ำเป็นหรือไม่ก็ตาม โดยยึดหลักที่ว่าสัตว์ส่วนใหญ่จะสามารถลอยน้ำได้ ถ้าในปอดมีอากาศ (ประมาณ 10% ของสัตว์จะจมน้ำจืด และเพียง 2% ที่จะจมน้ำทะเล)
การลอยตัวเป็นเฉยๆ ก็ไม่ช่วยในการหายใจ ควรจะเรียนรู้การลอยตัวในท่าชูคอขึ้น และรู้จักจังหวะหายใจ เมื่อจมูกและปากอยู่เหนือพื้นน้ำมีเทคนิคง่ายๆ ซึ่งใครก็สามารถทำได้ คือ เมื่อรู้สึกว่าจะจมน้ำ พร้อมกับที่ขาเริ่มหมดแรงและไขว้กัน ควรพยายามงอเท้าข้างใดข้างหนึ่งให้แนบอกและยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ เมื่อศีรษะลอยสูงขึ้นก็สามารถหายใจผ่านทางจมูกได้ ต่อจากนั้นเอามือลงและถีบเท้าทั้งสองข้าง ปากก็จะพ้นน้ำ ทำให้หายใจเข้าทางปากได้อีกด้วย
3.การช่วยคนจมน้ำ คือ การปฐมพยาบาลก่อนส่งแพทย์
รีบนำเด็กขึ้นจากน้ำให้เร็วที่สุด
แจ้ง 1669 หรือหน่วยพยาบาลใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด
ห้ามนำเด็กวิ่งอุ้มพาดบ่า เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้น้ำในปอดไหลออกมาแล้ว ยังทำให้การช่วยชีวิตเด็กช้าลงไปอีก เพราะผู้ป่วยอาจสำลักหรือขาดออกซิเจน หัวใจหยุดเต้นตายไปเสียก่อน
วางเด็กลงบนพื้นแห้ง แข็ง ถอดเสื้อที่เปียกออก เช็ดตัวเด็กให้แห้ง
หากเด็กไม่รู้สึกตัว ให้คลำชีพจรบริเวณคอ (เด็กโต) หรือบริเวณข้อศอก (เด็กเล็ก)
หากไม่พบว่ามีชีพจร หรือไม่แน่ใจว่ามีชีพจร ให้เริ่มนวดหัวใจ โดยวางสันมือบริเวณกลางหน้าอกต่ำกว่าราวนมเล็กน้อย
กดหน้าอกให้ยุบลงไปประมาณ 1 ใน 3 ของความหนาของหน้าอก ด้วยอัตราอย่างน้อย 100 ครั้ง/นาที ทำติดต่อกัน 30 ครั้ง
จากนั้นบีบจมูกและเป่าปากพอให้หน้าอกยกขึ้น 2 ครั้ง และรีบนวดหัวใจต่อ ทำสลับกันในอัตราส่วน 30:2 ติดต่อกัน 5 ชุด (ประมาณ 2 นาที)
เมื่อครบ 2 นาทีแล้ว ให้ตรวจคลำชีพจรอีกครั้ง หากมีชีพจรหรือเริ่มหายใจได้เอง ให้หยุดนวดหัวใจ จัดท่านอนตะแคงเพื่อเปิดทางเดินหายใจ และรีบนำส่งโรงพยาบาล
หากยังไม่มีชีพจร หลังครบ 2 นาที ให้นวดหัวใจ สลับเป่าปากต่อไปเรื่อยๆ และตรวจชีพจรซ้ำอีกครั้ง เมื่อครบ 2 นาที ทำซ้ำไปจนกว่าจะมีทีมแพทย์มาช่วยเหลือ หรือจนกว่าเด็กจะเริ่มรู้สึกตัว
จับศีรษะให้หงายขึ้นให้มากที่สุด ถ้าเห็นอกไม่ขยาย ให้ใช้มือยกขากรรไกรขึ้นและจับศีรษะให้หงายขึ้น แล้วเป่าลมเข้าไปใหม่
ใช้ส้นมือวางบนกระดูกหน้าอก และเอามืออีกข้างหนึ่งวางช้อนลงไป ถ้ามีคนช่วย 2 คน ให้เป่าปาก 1 คน นวดหัวใจ 1 คน
สำหรับเด็กเล็ก เวลาเป่าปากต้องใช้ริมฝีปากของเราครอบทั้งปากและจมูกของเด็กแล้วเป่าลมเข้าไปทั้งปากและจมูกของเด็ก
เวลาเป่าปากก็ต้องระวังอย่าเป่าแรงไป ถ้าเป่าแรงไปอาจทำให้ปอดของหนูน้อยขยายพองมากไปจนทำให้ถุงลมแตกได้
สมดุลจากภายในสู่ภายนอก
ไม่ว่าจะหญิงหรือชายต่างปรารถนาให้ตัวเองดูดี ความสวยและดูดีที่แท้จริงจะต้องสวยหล่อผุดผ่องออกมาจากข้างใน แต่ถ้าเป็นไปได้ก็สวยทั้งข้างในและข้างนอกไปพร้อมๆ กันดีกว่า ออริจินส์จึงได้พาเหล่าเซเลบริตี้มาทำกิจกรรม เป็นเรื่องพื้นฐานง่ายๆ เริ่มตั้งแต่การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามหลักธาตุเจ้าเรือน เป็นการรับประทานอาหารให้เหมาะกับธาตุของแต่ละบุคคล เพื่อเสริมสร้างความสมดุลในร่างกาย
เริ่มด้วยการเรียนรู้ อาหารธรรมชาติบำบัดเพื่อสุขภาพที่ดีกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือน โดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป แพทย์ธรรมชาติบำบัดแห่ง Healthy Flavor Clinic Restaurant ได้อธิบายว่า ธาตุเจ้าเรือนตามทฤษฎีการแพทย์ไทย หมายถึงคนเราเกิดมาในร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งในแต่ละคนจะมีธาตุหลักเป็นธาตุประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน” ซึ่งจะเป็นไปตาม วัน เดือน ปีเกิด
1.ธาตุดิน (Earth) คือคนที่เกิดวันที่ 16 ก.ย.15 ธ.ค.
ลักษณะรูปร่าง : สูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ กระดูกใหญ่ ข้อกระดูกแข็งแรง น้ำหนักตัวมาก ล่ำสัน เสียงดังหนักแน่น
ควรรับประทานอาหาร : รสฝาด หวาน มัน และเค็ม
2.ธาตุน้ำ (Water) คือคนที่เกิดวันที่ 16 มิ.ย.15 ก.ย.
ลักษณะรูปร่าง : สมบูรณ์ สมส่วน ผิวพรรณสดใส เต่งตึง ตาหวาน น้ำในตามาก ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำงาม ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงโปร่ง อากัปกิริยามักเฉื่อย และค่อนข้างเกียจคร้าน
ควรรับประทานอาหาร : รสเปรี้ยวและขม
3.ธาตุลม (Wind) คือคนที่เกิดวันที่ 16 มี.ค.15 มิ.ย.
ลักษณะรูปร่าง : ผิวหนังแท้หยาบกร้าน รูปร่างโปร่ง ผอมบาง ข้อกระดูกมักลั่นเมื่อเคลื่อนไหว ทนหนาวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ชัดเจน
ควรรับประทานอาหาร : รสเผ็ดร้อน
4.ธาตุไฟ (Fire) คือคนที่เกิดวันที่ 16 ธ.ค.15 มี.ค.
ลักษณะรูปร่าง : มักขี้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยได้ หิวบ่อย กินเก่ง ผมหงอกเร็ว มักหัวล้าน ผิวหนังย่น ผม ขน และหนวดอ่อนนิ่ม ไม่ค่อยอดทน ใจร้อน ข้อกระดูกหลวม มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง
ควรรับประทานอาหาร : รสขม เย็น และจืด
ประกายความคิด
“การสั่งสอนที่ดีที่สุด และเห็นผลเร็วที่สุด ก็คือการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง”
พระธรรมกิตติวงศ์







