posttoday
อ่านหนังสือปีละ 1,000 เล่ม

อ่านหนังสือปีละ 1,000 เล่ม

12 มีนาคม 2557

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

หนูดีอ่านหนังสือทุกวัน วันละ 24 เล่มเป็นอย่างน้อย อ่านทั้งหนังสือที่อ่านไปแล้วและหนังสือใหม่ๆ ที่ออกมาในตลาด ล่าสุดหนูดีป่วยเป็นไข้ เข้าโรงพยาบาลไปถึง 4 คืนเต็มๆ บอกตัวเองว่าหนนี้ คอยดูนะ จะไม่เอาคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปและหนังสือไปโรงพยาบาลด้วย เพราะจะได้พักเต็มที่ แต่ในที่สุดก็ไม่วายหยิบหนังสือติดมือไปหลายเล่ม เผื่อเวลานอนไม่หลับตอนกลางวันจะได้อ่านด้วย

เวลาปิดเทอมใกล้เข้ามาแล้ว หนูดีคิดว่าปิดเทอมนี้ไม่มีอะไรที่เราจะมอบเป็นของขวัญสร้างสมองให้ลูกได้ดีไปกว่าหนังสือดีๆ รวมถึงสำหรับตัวเราเองที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังคงไม่มีกิจกรรมอะไรสำหรับสมองที่เจ๋งไปกว่าการอ่านหนังสือดีๆ อยู่นั่นเอง

หนูดีเองลองทำมาหลายอย่างในชีวิต สารพัดกิจกรรม แต่ก็พบว่า “การอ่านหนังสือดีๆ” ก็ยังคงเป็นกิจกรรมโปรดอันดับ 1 อยู่ไม่มีเสื่อมคลาย

เล่มล่าสุดที่หนูดีกำลังอินคือ “สลิม สวย สมดุล ด้วยสูตร พลังแห่งขิง” ของหมอ ยูมิ อิชิฮะระ อ่านจนจบตอนอยู่ในโรงพยาบาลค่ะ เลยได้สูตรชาขิงสูตรใหม่มาลองทำ หมออิชิฮะระ บอกว่า เน้นเรื่องการเพิ่มความร้อนในร่างกาย ทำให้ลดความอ้วนโดยไม่ต้องบีบคั้นเรื่องอาหารอีกด้วย หนูดีพบว่า แม้จะอ่านหนังสือมาไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่มแล้ว แต่ก็ยังคงมีเรื่องใหม่ๆ ให้หนูดีตื่นเต้นได้เสมอในโลกของหนังสือ เช่น เรื่องนี้ หมอได้ทดลองให้คนไข้ทานชาขิงสูตร “ชาฝรั่งบวกขิงสดบด บวกน้ำตาลทรายแดง” ซึ่งทั้งหมดเป็นอาหารฤทธิ์ร้อน พบว่า น้ำหนักลงไปถึง 3 กิโลกรัมในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แต่เมื่อคนไข้ลองคิดเองว่า “งั้นยิ่งไม่ใส่น้ำตาลคงยิ่งลดใหญ่เลยน่ะสิ” และลองกินเป็นชาขิงเปล่าๆ พบว่า นอกจากน้ำหนักไม่ลดลงเลยแล้ว ยังกระหายน้ำตาลตลอดทั้งอาทิตย์

เรื่องที่ ซตพ. ซึ่งต้องพิสูจน์เหล่านี้ เป็นอาหารชั้นดีของหนูดีเลยค่ะ เพราะด้วยวิญญาณนักวิทยาศาสตร์ที่ติดตัวมาสมัยเรียน และความเป็นนักวิจัยที่ถูกฝึกมาด้วย ยิ่งทำให้สนุกที่จะนำมาลองทำและดูผลกับร่างกายตัวเอง

การอ่านทำให้โลกของหนูดีเปิดกว้างมาก ทำให้รู้จักแนวคิดสารพัดที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ระดับโลก หรือศาสตร์ที่คนได้บันทึกไว้นานแล้ว แต่เราเองเพิ่งมีโอกาสได้อ่านพบ หนูดีคิดว่าการอ่านเป็นสิ่งที่สร้างสมองหนูดีให้เป็นได้อย่างทุกวันนี้ นึกภาพไม่ออกเลยว่าชีวิตจะไม่มีแก่นขนาดไหนหากเราอ่านหนังสือไม่ออก หรือเป็นคนที่อ่านออก แต่ไม่รักการอ่าน

เรื่องที่น่าเสียดายที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกก็คือ การที่คนคนหนึ่งเป็นคนอ่านหนังสือออก แต่ไม่รักการอ่านหนังสือ ...เป็นเรื่องการสูญเปล่าของทักษะที่สำคัญที่สุดทักษะหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

กว่าที่โลกเราจะมีอักษร มีการบันทึก มีการแบ่งปันความรู้ผ่านหนังสือ เป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของมนุษยชาติจริงๆ และทำให้เราก้าวหน้าทางวิทยาการได้ขนาดนี้ เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ต้องลองผิดลองถูก แต่สามารถต่อยอดจากความรู้ของคนรุ่นก่อนได้เลย

เนื่องจากเห็นความสำคัญถึงระดับนี้ โรงเรียนวนิษาของหนูดีจึงรณรงค์ให้เด็กๆ ของโรงเรียนอ่านหนังสือกันชนิดที่เรียกว่า “เต็มที่” เพราะเริ่มตั้งแต่ชั้นประถม 2 เด็กๆ ก็ต้องอ่านหนังสือกันถึงเทอมละ 500 เล่ม รวมๆ แล้วปีหนึ่งก็ถึง 1,000 เล่มเลยทีเดียว

ตอนแรกทางโรงเรียนก็เกรงว่าเด็กๆ จะรับไม่ไหว ผู้ปกครองจะไม่พอใจหาว่าโรงเรียนกดดันเด็กเกินไปหรือเปล่า แต่โรงเรียนเองเพียงแนะนำ ไม่ได้บังคับ

ผลก็คือ 1 เทอมผ่านไป เด็กๆ รับได้และสนุกสนานมีความสุขกับการอ่านหนังสือมากระดับนี้ ยิ่ง 2 เทอมผ่านไป เราพบว่าเด็กหลักแหลมมากขึ้น พ่อแม่เริ่มบอกว่า ลูกพูดจาฉลาดและมีคำคมฉลาดๆ มาจากหนังสือที่อ่านมาแลกเปลี่ยนในบทสนทนา และผลที่หนูดีมองเห็นก็คือ เด็ก “ไม่กลัวหนังสือ”

เพราะล่าสุด โรงเรียนเพิ่งจัดงาน “วันสัปดาห์หนังสือ” เชิญสำนักพิมพ์ต่างๆ กว่า 12 สำนักพิมพ์มาออกบูธ มีการเสวนา มีการอ่านนิทาน รวมแล้วมีหนังสือกว่า 2,000 หน้าปก สิ่งที่หนูดีพบก็คือเด็กๆ ได้งบประมาณจากพ่อแม่แล้วก็พุ่งไปที่บูธหนังสือ ทั้งยืนเลือก นั่งเลือก มีการประชุมปรึกษากันกับเพื่อนด้วยหากอยากได้หนังสือป๊อปอัพแล้วงบไม่พอ มีการหารกันแล้วแบ่งกันอ่าน ฯลฯ แต่ทุกคนพุ่งเข้าหาหนังสือเหมือนพุ่งเข้าหาขนม จากนั้นมีบูธอาหารขายในเต็นท์ใหญ่ เด็กๆ ก็เอาหนังสือที่ซื้อมาไปนั่งอ่านแบบใจจดจ่อ บางคนอ่านไปทานไป เสร็จแล้วมานั่งฟังนิทาน พ่อแม่ไปนั่งฟังเสวนาเรื่องการอ่าน

บรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้ หากเด็กๆ ไม่ได้ถูกหล่อหลอมให้รักการอ่าน เป็นรากฐานที่ดีมากสำหรับชีวิตในก้าวต่อๆ ไป ทั้งในด้านการเรียนที่จะทำให้พวกเขาไม่กลัวหนังสือเรียน และในชีวิตส่วนตัว ที่หนูดีพบว่า คนที่รักการอ่านจะไม่ค่อยออกไปทำกิจกรรมที่หาเรื่องใส่ตัวเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มักรักสงบและรักการอยู่บ้าน อีกทั้งทำให้เป็นคนช่างคิด คิดแล้วคิดอีกก่อนทำอะไรหรือพูดอะไร จึงมักไม่ค่อยมีเรื่องเดือดร้อนเข้ามาในชีวิตสักเท่าไหร่

เคยอ่านนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน บอกว่า คนเราในช่วงวัยมหาวิทยาลัย ควรอ่านอัตชีวประวัติคนดังให้ได้ 500 เล่ม หรือไม่เช่นนั้นก็ควรอ่านนวนิยายชั้นดีให้ได้เกิน 500 เล่ม จึงจะทำให้ได้เห็นชีวิตของคนเป็นตัวอย่างมากพอที่จะเห็นแพทเทิร์นการตัดสินใจที่ดีและล้มเหลวได้ จนนำมาคิดได้เหมาะสมกับชีวิตของตัวเอง

ตอนแรก หนูดีคิดว่า 500 เล่มต่อ 4 ปี ในมหาวิทยาลัยดูโหดไปนะสำหรับนักศึกษา แต่พอมองย้อนมาดูเจ้าตัวเล็กๆ ที่โรงเรียนวนิษาแล้วเห็นว่า อ่านกันเทอมละ 500 ก็พบว่ามันทำได้นี่นา จนตอนนี้พ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มบ่นว่า “ลูกอ่านหนังสือเร็วม้าากกก ซื้อให้เล่มละ 300 อ่านคืนเดียวจบ พี่บอกลูกว่า อ่านเร็วอย่างนี้แม่หาเงินให้ไม่ทันนะคะ” อืม แบบนี้คงต้องไปทำสมาชิกห้องสมุดแล้วค่ะ

การอ่านให้แต่สิ่งดีๆ เสมอ ผู้ใหญ่อย่างเรายิ่งโตยิ่งต้องอ่านค่ะ กิจกรรมแบบนี้ ดีกับสมองทุกช่วงชีวิตของมนุษย์เลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม