
บ้าน คือวิมานของสมองเด็ก
....หนูดี-วนิษา เรซ
บ้านอาจเป็นวิมานของใครหลายๆ คน แต่อาจไม่ใช่วิมานของสมองเราก็เป็นได้ การสร้างหรือออกแบบบ้านให้เป็นมิตรกับสมองของทุกคนที่อาศัยอยู่ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งยวด
น่าเสียดายที่บ้านของคนส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่เป็นศัตรูกับสมอง มากกว่าที่จะเป็นมิตรและสนับสนุนให้สมองทำงานได้ดีที่สุด เต็มศักยภาพของเขา
บ้านของเราบางครั้งก็รก เต็มไปด้วยข้าวของเกะกะ จะหาอะไรก็ไม่เจอ บางครั้งไม่มีมุมนั่งพักสบายๆ ให้สมองปลอดโปร่ง บางครั้งอากาศไม่ดี หายใจได้ไม่เต็มปอด บางครั้งมีเครื่องพักผ่อนหย่อนใจมากไป ทั้งเกม วิดีโอ โทรทัศน์ ดีวีดีหนังที่ซื้อมามากมาย แต่ไม่มีที่ทางให้สมองได้พักและคิดสร้างสรรค์เองโดยไม่มีใครมาชี้นำ ไม่มีใครมาแอบขายโฆษณาแฝงในการพักผ่อนของเรา
ที่สำคัญ สมองของเราโหยหาระเบียบแบบแผน ชอบเรื่องราวน่าตื่นเต้นที่จะมากระตุ้นความคิด และต้องการเวลาแห่งการพักจากเรื่องวุ่นๆ รวมถึงความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ไม่ต้องหวาดระแวง หวาดกลัวใดๆ จึงเป็นหน้าที่ของเราในการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมให้ถูกใจสมองก้อนนี้
สมองเด็กเล็กๆ ไม่ต่างจากสมองผู้ใหญ่สักเท่าไร ทุกสิ่งที่เขาเรียนรู้วันนี้ จะกลายเป็นแบบแผนการทำงานของสมองตลอดทั้งชีวิต ในวัยนี้
“บ้าน” จึงเป็นมากกว่าแค่ที่อยู่อาศัยสำหรับเด็ก แต่เป็นโรงงานขนาดย่อมที่จะสร้างสรรค์สมองก้อนน้อยบ้านจะเป็น
“วิมานของสมอง” หรือไม่ ก็อยู่ที่การจัดการของผู้ใหญ่ในบ้าน สมองเด็กๆ จะเติบโตแจ่มใสในบ้านที่...n เด็กรู้สึกว่า
“ถูกรัก” ซึ่งการกอด การหอม คำชม คำหวาน รอยยิ้ม และสายตาอบอุ่นเป็นการกระทำที่สมองจะตีความออกมาง่ายๆ ว่าเรากำลังถูกรักอยู่ (และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ได้ผลไม่ใช่เฉพาะกับเด็ก แต่กับผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในบ้านเช่นเดียวกันค่ะ)n เด็กรู้สึกว่าได้รับการให้เกียรติ มีคนรับฟังความคิด และคิดว่าความคิดและความรู้สึกของเราเป็นของมีค่า
n เด็กรู้สึกว่าคนที่อยู่ด้วยชอบอยู่กับเขาด้วยใจจริง อยากใช้เวลากับเรามากกว่า อยากทำสิ่งอื่นๆ ถ้าเลือกได้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนในบ้านต้องเกาะติดกัน 24 ชั่วโมง แต่หมายความว่า หากเลือกได้ เราก็คงอยากอยู่ด้วยกันมากกว่าแยกกัน
ทุกคนในครอบครัว คือ สภาพแวดล้อมในบ้านสำหรับสมองซึ่งกันและกัน สิ่งหนึ่งที่น่ากลัวเกี่ยวกับสมองคือ เขาเป็น
“นักเสพติด” หากได้เสพอะไรมากๆ เข้า เขาจะ “ติด” สิ่งนั้น และเมื่อไม่มี เขาก็จะหามาเสพจนได้ ลองสังเกตคนที่ติดบุหรี่ หรือติดเหล้าสิคะ หายากแค่ไหน หรือแพงแค่ไหน ก็ต้องไปหาซื้อมาจนได้ที่น่ากลัวคือ
“การเสพติดนิสัย” ของคนในครอบครัว ที่สมองเด็กๆ จะเสพทุกสิ่งที่เห็นและสัมผัส หากเด็กคนหนึ่งโตขึ้นมาด้วยความไม่เอาใจใส่ของพ่อแม่ ความไม่มีระบบระเบียบ ความรก ความไม่ตรงต่อเวลา เชื่อเถอะค่ะว่าวันหนึ่งที่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว แต่สมองของลูกก็จะยังคง “แบบแผน” นี้ไว้ในชีวิตส่วนตัวของเขาไปอีกนานสังเกตผู้หญิงบางคนที่มีแฟนหรือสามีที่ทำร้ายเธอแล้ว ทำร้ายเธออีก บางครั้งแค่ทำร้ายด้วยวาจา แต่บางครั้งก็ทำร้ายทั้งการทุบตี หรือแย่งชิงเงินทอง บางคนลามไปทำร้ายลูกๆ อีกด้วย แต่พอเลิกกับคนหนึ่งได้ พอจะต้องมีแฟนหรือสามีอีกครั้งหนึ่ง ก็ไปหามาได้เหมือนคนเดิมเปี๊ยบ เปลี่ยนแต่หน้าตากับชื่อเท่านั้นเอง
เมื่อเรามองลึกไปถึงสภาพแวดล้อมที่สมองของคนเหล่านี้เติบโตมา ก็มักได้พบว่าเมื่ออยู่ในวัยเด็ก เขามักถูกทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นเด็กน่ารำคาญ ไม่มีคุณค่า บางคนพ่อแม่ทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวเสียมาก หรือถูกดุว่าแรงๆ ไม่สมเหตุสมผล บางคนถูกกระทำทารุณมาตั้งแต่เด็ก
เมื่อสมองของเขา
“ชิน” กับความรู้สึกไร้ค่า ไม่มีความหมาย หรือเห็นการทำร้ายร่างกายกันเป็นเรื่องปกติ ยอมรับได้แน่นอนว่า สมองก็จะส่งคำสั่งลึกๆ ออกมา ลึกขนาดที่เราไม่รู้ตัวเพราะมันถูกฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกว่า ให้หาคนที่จะมาสร้างสภาพแวดล้อมเหมือนที่เราเจอมาเมื่อเด็กๆ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่สมองเสพจนชิน และก็จะต้องหามาเสพใหม่เรื่อยไปให้เหมือนเดิม น่าเสียดายสมองที่มีค่าก้อนหนึ่งต้องสูญเสียไป เพราะได้เสพติดพฤติกรรมอันตราย มาจากบ้านตัวเองตั้งแต่วัยเด็กแต่การทำให้สมองรู้สึกดีในบ้าน ก็ไม่ใช่การตามใจสมองเสียจนเคยตัว เพราะสมองก็นิสัยเสียได้นะคะ โดยเฉพาะสมองเด็ก มาดูกันว่าสมองเด็กนั้นต้องการอะไรบ้างเพื่อให้เจริญได้ดีในบ้านหลังหนึ่ง
n สมองเด็กอยากให้ผู้ใหญ่คอยดูแลในเรื่องความต้องการพื้นฐาน เช่น อาหารที่มีคุณค่าอาหารดีๆ การได้ทำความสะอาดร่างกายเป็นเวลา การได้เรียนรู้และพักผ่อนอย่างเหมาะสม
n สมองเด็กอยากรู้ว่าผู้ใหญ่ต้องการอะไรจากเขา ดังนั้นเรื่องของ
“การตั้งกฎ” ที่เหมาะสม จะเข้ามามีบทบาทกับสมองมากตอนนี้เองค่ะ กฎไม่ได้จำกัดเด็ก แต่กฎนั้นให้อิสระกับสมองต่างหาก เมื่อเรารู้ว่า “อะไรทำไม่ได้” ก็เหลือที่ว่างมากมายให้กับ “สิ่งที่ทำได้” โดยสมองไม่ต้องเสียเวลาไปค้นหาว่า อะไรไม่ควรทำ เพราะผู้ใหญ่ได้บอกไว้ชัดเจนแล้วn สมองชอบ
“กิจวัตรประจำวัน” มาก ยิ่งเราทำเรื่องที่ต้องทำทุกวัน เช่น การอาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหารเช้า รับประทานอาหารเย็น การออกกำลัง การเก็บของให้เป็นระเบียบทุกวัน ให้กลายเป็น “กิจวัตรอัตโนมัติ” ได้เท่าไร ยิ่งทำให้สมองเหลือเวลาออกมาคิดสร้างสรรค์ หรือคิดงานหนักในเรื่องที่จำเป็นได้มากเท่านั้นลองนึกภาพเช้าวันหนึ่งสิคะ หากเราไม่กำหนดกิจวัตรยามเช้าไว้ชัดเจนแล้ว ก็คงมีความโกลาหลเกิดขึ้นมากมาย จะอาบน้ำก่อนหรือกินอาหารก่อน และยิ่งหากมีเด็กเล็กๆ เช้าอันสดใสแทบจะกลายเป็นนรกบนดินได้ หากลูกร้องอาละวาดไม่ยอมอาบน้ำก่อนไปโรงเรียน
บ้านจะเป็นวิมานของสมองได้ไม่ยากเย็นเกินไป หากเราวางแผนดีและมีพฤติกรรมดีๆ ที่ช่วยให้สมองเสพติดสิ่งดีๆ ในทุกๆ วันค่ะ







