
ทิศทางการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 2557 (จบ)
ขอเท้าความเดิมสักเล็กน้อยว่า สัปดาห์ที่แล้วคุยกันไว้ว่าวารสาร University World News
โดย...รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขอเท้าความเดิมสักเล็กน้อยว่า สัปดาห์ที่แล้วคุยกันไว้ว่าวารสาร University World News ฉบับวันที่ 10 ม.ค.ของปีนี้ Sarah King ได้สัมภาษณ์ผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 3 ท่าน เกี่ยวกับเรื่องแนวโน้มการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในทวีปอเมริกาเหนือของปี 2014 บุคคลที่เธอได้สัมภาษณ์ คือ ลำดับแรก Henry E. Brady คณบดีคณะ Goldman School of Public Policy แห่ง University of California, Berkeley ลำดับที่สอง คือ Cheryl Reghr รองอธิการบดีของ University of Toronto และลำดับที่สาม คือ Elizabeth J. Stroble กับ Julian Z. Schuster อธิการบดีและผู้บริหารอาวุโสฝ่ายวิชาการของ Webster University, Missouri
ผู้บริหารทั้งสามสถาบันมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ในอนาคตต่อจากนี้ไปองค์กรทั้งหลายทั่วโลกต่างมีความต้องการพนักงานที่มีวุฒิระดับปริญญาตรีขึ้นไปมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะพิสูจน์ทราบกันแล้วว่าผู้ที่มีปริญญานั้นมีความสามารถทำงานฝ่าคลื่นลมในช่วงเศรษฐกิจถดถอยได้ดีกว่าผู้ที่มีวุฒิต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยท้าทายอยู่ที่ว่ารายได้ของประชากรมันไม่ค่อยจะเติบโตขึ้นในขณะที่ค่าเล่าเรียนแพงขึ้นเร็วกว่า จึงเป็นประเด็นว่า มหาวิทยาลัยคงจะต้องทำงานเชิงรุกช่วยนักศึกษาหาแหล่งเงินทุนมาเรียนให้มากขึ้น จะมามัวรอลูกค้าให้หาสตางค์มาเรียนเองอย่างเดียวคงจะไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องความแพร่หลายก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ที่ทำให้การศึกษาออนไลน์เป็นที่นิยมมากขึ้น อีกทั้งตัวนักศึกษาคนรุ่นใหม่เองก็มีความต้องการเฉพาะตัวและมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบทำให้การออกแบบหลักสูตรการศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องคำนึงถึงบริบทของสังคมและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) อย่างจริงจัง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีนี้ คือ นายจ้าง พ่อแม่ผู้ปกครองผู้ส่งเสียค่าเรียนของบุตร และตัวของนิสิตนักศึกษาเอง เป็นต้น ซึ่งเราจะได้เจาะคุยกันถึงเรื่องลักษณะและความต้องการของนักศึกษาในยุคนี้และในอนาคตว่าเป็นอย่างไร
“Entrepreneurial Students” – นักศึกษาแบบเถ้าแก่ พวกเราคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “เถ้าแก่” ซึ่งเป็นคำที่มีรากเหง้ามาจากภาษาจีน หมายถึงเจ้าของกิจการ โดยทั่วไปคนที่เป็นเจ้าของกิจการจะมีลักษณะของการทำงานและความมุ่งมั่นจดจ่อในงานผิดแผกแตกต่างไปจากคนที่เป็นลูกจ้าง เพราะเจ้าของกิจการต้องคำนึงถึงต้นทุนกำไรทุกลมหายใจเข้าออก ขอให้ทำกำไรได้ก็จะทำงานแบบไม่ต้องดูเวลา เพราะทำได้ยิ่งมากเท่าไร ก็มีรายได้มากขึ้นเท่านั้น ต่างจากลูกจ้างโดยมากที่มีเงินเดือนจำกัด ทำได้มากก็อาจจะได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องทำงานมากๆ ไปทำไม สำหรับ Sarah King นั้น เมื่อเธอได้ฟังผู้บริหารการศึกษาทั้งสามสถาบันบรรยายถึงนักศึกษาในปัจจุบันที่เริ่มมีความต้องการศึกษาหาความรู้ด้วยจุดมุ่งหมายที่เฉพาะเจาะจงลงไปว่า “ความรู้ที่เรียนจากชั้นเรียนจะสามารถสร้างหรือเพิ่มโอกาสให้เขาสามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง” หรือถ้าบางคนมีอาชีพอยู่แล้วก็จะคาดหวังว่า “เรื่องที่เรียนในชั้นเรียนจะช่วยให้เขาสร้างนวัตกรรมในงานที่ทำอยู่เพื่อก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร” เหตุที่นักศึกษามีจุดมุ่งหมายที่เจาะจงเช่นนี้ ก็เพราะนายจ้างก็มีความคาดหวังจากพวกเขาที่ชัดเจนเจาะจงมากขึ้น นักศึกษาจึงไม่ได้มาเรียนเพราะรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามเท่านั้น หลายคนเริ่มมีวิสัยทัศน์เรื่องหน้าที่การงานตั้งแต่ก่อนเข้ารั้วมหาวิทยาลัย พวกเขามีการวางแผนอาชีพและชีวิตที่ชัดเจนกว่าคนรุ่นก่อน เปรียบเหมือนกับเถ้าแก่ที่แม้มีกิจการเล็กๆ แต่ก็เป็นกิจการที่เขาเป็นเจ้าของ นักศึกษาก็มีชีวิตน้อยๆ ที่เขาเป็นเจ้าของและเป็นผู้ถือหางเสือชีวิตของตนเอง นี่เองคือที่มาของคำว่า Entrepreneur Students
ด้วยประการฉะนี้ การออกแบบเนื้อหาการเรียนการสอนจึงต้องพยายามตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษาแต่ละคนให้ได้ นั่นหมายความว่า อาจารย์ผู้สอนต้องทำการบ้าน ศึกษาข้อมูลของนักศึกษาแต่ละคนว่ามีปูมหลังเป็นอย่างไร ต้องมีการติดต่อสื่อสารสร้างสัมพันธภาพทำความรู้จักพวกเขา เหมือนพนักงานการตลาดและการขายที่ต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าแต่ละราย เป็นงานที่ยากขึ้น แต่ก็ต้องทำเพื่อให้การศึกษาบรรลุผลสัมฤทธิ์ คือ สร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถในการทำงานเต็มศักยภาพและเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพพร้อมด้วยคุณธรรมของสังคมท้องถิ่นและนานาประเทศชาติ
หลักสูตรต้องส่งเสริมความเป็นสากล (Internationalization) การที่จะสร้างบัณฑิต พัฒนาอาจารย์ ออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอน ตลอดจนสร้างงานวิจัยองค์ความรู้ใหม่ให้ได้มาตรฐานระดับสากลนั้น สามารถกระทำได้หลายช่องทางด้วยกัน มีทั้งทางลัด ทางไม่ลัด มีทั้งแผนระยะสั้นระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น จ้างผู้บริหารและอาจารย์จากต่างประเทศที่มีชื่อเสียงให้มาช่วยบริหารพัฒนาหลักสูตร จ้างอาจารย์ชาวต่างชาติมาสอน จับมือเป็นหุ้นส่วน (Partner) กับมหาวิทยาลัยต่างชาติสร้างหลักสูตรที่ร่วมลงนามให้ปริญญาด้วยกัน หรือได้ปริญญาสองใบโดยให้นักศึกษาได้ศึกษาในสองประเทศ มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์กับมหาวิทยาลัยต่างๆ มีโครงการให้นักศึกษาได้ฝึกงานกับองค์กรในต่างประเทศ หรือให้นักศึกษาจากต่างประเทศได้มีโอกาสมาฝึกงานดูงานในประเทศตัวเอง ทั้งนี้ผู้บริหารทั้งสามสถาบันชี้แนะว่ามหาวิทยาลัยต้องใช้หลายๆ วิธี โดยเฉพาะควรเน้นสนับสนุนองค์กรนักศึกษาให้สร้างเน็ตเวิร์กกับต่างประเทศด้วย ไม่ต้องรอให้ทางอาจารย์หรือผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นฝ่ายออกหน้าโกอินเตอร์อยู่ฝ่ายเดียว เป็นแนวโน้มที่น่าสนใจมากนะคะ ทั้งนี้มีข้อมูลมาบอกกล่าวกันด้วยว่า นอกจากจีนและอินเดียซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เนื้อหอม ดึงดูดให้มหาวิทยาลัยในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปบินว่อนไปเปิดตลาดการศึกษากันอย่างคึกคักแล้ว ขณะนี้เริ่มมีตลาดใหม่ที่มหาวิทยาลัยประเทศตะวันตกกำลังให้ความสนใจ ก็คือ ประเทศบราซิล และทวีปแอฟริกาค่ะ ต้องยอมรับว่าพวกฝรั่งนี้เขา “จมูกไว” เรื่องการบุกเบิกตลาดใหม่มาก สำหรับไทยเราก็ขอเสนอให้ลองกวาดตามองดูประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและลาวก็ไม่เลวนะคะ มหาวิทยาลัยของเราหลายแห่งก็มีคุณภาพมากพอที่จะไปเปิดตลาดในประเทศดังกล่าวนี้ได้ ลองหาจุดเด่นที่เรามีสิคะ เช่น หลักสูตรการแพทย์ พยาบาล วิศวกรรมศาสตร์ การบริหารธุรกิจ การเกษตร เป็นต้น
ชักจูงให้รัฐลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น หลายประเทศในฝั่งตะวันตกทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐในการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) น้อยลง ทั้งนี้ผู้บริหารทั้งสามสถาบันโดยเฉพาะคณบดี Brady กล่าวว่า เป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสม ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงพึงใช้ความพยายามให้มากขึ้นไปกว่าเดิมในการชักแม่น้ำทั้งห้าให้รัฐมองการณ์ไกล เห็นความสำคัญของการสนับสนุนเรื่องการเรียนการสอน และการวิจัยว่ามันต้องเดินไปพร้อมๆ กันแบบเส้นคู่ขนาน ทั้งนี้เพราะมันต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน สำหรับประเด็นนี้ดิฉันขอเสริมว่าการเรียนการสอนที่ดีต้องมีงานวิจัยมาสนับสนุนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้ต่อยอดขึ้นไปอีก ส่วนงานวิจัยนั้นถ้ามีแต่ผลงานการค้นคว้าที่เก็บไว้บนหิ้ง ไม่เคยนำงานนั้นมาวิเคราะห์วิจารณ์กันในชั้นเรียนกับนักศึกษา งานวิจัยนั้นก็จะไม่มีการพัฒนา ไม่มีการปรับปรุงเพื่อให้นำทฤษฎีมาใช้ได้จริง นอกจากนี้ ยังขอเสริมอีกว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่ควรไปชักจูงรัฐอย่างเดียว ควรไปชักชวนองค์กรเอกชนให้ลงทุนสนับสนุนงานวิจัยที่จะเป็นประโยชน์กับธุรกิจของเขาด้วย ต้องใช้หลายๆ ช่องทางค่ะ ขืนรอรัฐอย่างเดียวพอดีแห้งเหี่ยวหัวโต
พอจะมองเห็นกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าทิศทางการบริหารมหาวิทยาลัยในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้าเราช่วยกันฉุดประเทศไทยให้ติดอันดับเรื่องมาตรฐานการศึกษาให้ดีขึ้นกว่านี้ เราก็ต้องเริ่มงานตั้งแต่วันนี้ เพราะเราช้ามานานมากจนล้าหลังแบบหน้าแตกแล้วนะคะในกลุ่มอาเซียนนี้







