posttoday
ทิศทางการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 2557 (ตอน 1)

ทิศทางการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 2557 (ตอน 1)

24 กุมภาพันธ์ 2557

โดย...รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / ภาพ อีพีเอ

โดย...รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / ภาพ อีพีเอ

เข้าใจว่าแฟนๆ คอลัมน์ HR Variety คงตระหนักกันดีถึงปัญหาการขาดแคลนพนักงานคนเก่งทั้งในภาครัฐและเอกชนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ก็น่าแปลกใจ (หรือเปล่า?) ว่าทำไมตัวเลขบัณฑิตจบปริญญาตรีในบ้านเราจึงมีเปอร์เซ็นต์ว่างงานสูงกว่าผู้ที่จบการศึกษาในระดับอื่นๆ มันมีนัยที่น่าวิเคราะห์อย่างไรหรือ? หนึ่งในคำตอบที่ผู้เขียนได้รับจากนายจ้างหลายๆ ท่าน ก็คือ บัณฑิตจบใหม่ของเราขาดทักษะที่พร้อมจะทำงาน (Employability skills) บัณฑิตหลายคนมีแต่ใบปริญญาแต่ไม่สามารถทำงานได้จริง เช่น ไม่สามารถทำงานให้บริการลูกค้าได้ดี ขาดทักษะในการสื่อสาร ขาดสามัญสำนึกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่หน้างาน ภาษาอังกฤษไม่ดี เข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ใช้เทคโนโลยีสื่อสารไม่คล่อง ฯลฯ ด้วยปัญหาเช่นนี้ทำให้บัณฑิตเป็นจำนวนมากไม่สามารถฝ่าด่านการคัดตัวขององค์กรไปได้ และคงต้องวิจัยฝุ่นอยู่นานสักหน่อยจนกว่าจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองให้เข้าตากรรมการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณีก็มีนายจ้างที่ขาดคนจริงจริ๊งจนต้องหลับตาข้างหนึ่งยอมรับบัณฑิตที่ไม่ค่อยจะพร้อมให้เข้ามาทำงาน โดยคาดหวังว่าการปฐมนิเทศฝึกอบรมคงจะช่วยขัดเกลาบ่มเพาะให้พนักงานใหม่สดเขียวอื๋อกลายเป็นผู้เจนงานได้ในที่สุด แต่ในที่สุดมันก็ไม่ค่อยจะเป็นไปตามคาดสักเท่าไร เพราะโดยเฉลี่ยแล้วองค์กรโดยส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้เวลาประมาณ 6 เดือนเป็นอย่างต่ำ เพื่อฝึกอบรมพนักงานใหม่จนกว่าพวกเขาจะรู้งานดีพอ แต่ถ้าจะให้คล่องจริงๆ ต้องใช้เวลาประมาณเกือบปีแน่ะ ซึ่งพอพนักงานคล่องได้ที่ (สำหรับองค์กร) มันก็ได้เวลาที่พวกเขามีประสบการณ์และทักษะมากพอที่จะเริ่มคิดหางานใหม่ที่เงินเดือนดีกว่า

องค์กรแรกๆ ที่บัณฑิตจบใหม่เริ่มทำงานด้วยเลยกลายเป็นสถานฝึกอบรมไปเสีย ทำให้นายจ้างต้องเสียค่าใช้จ่ายลงทุนในการสรรหาและฝึกอบรมไปไม่น้อยเลย มานั่งคิดๆ ดูแล้วก็เห็นถึงปัญหาอยู่ประเด็นหนึ่ง คือเรื่องคุณภาพของสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยนั่นเอง มหาวิทยาลัยผู้ผลิตบัณฑิตป้อนเข้าสู้ตลาดแรงงานต้องหมั่นถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งได้แก่นิสิตนักศึกษาและองค์กรนายจ้างว่ามหาวิทยาลัยได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้และทักษะที่ทำให้บัณฑิตมีความสามารถพร้อมทำงานได้ในเกือบทันทีที่จบการศึกษา โดยที่นายจ้างใช้เวลาเพียงนิดหน่อย (ไม่เกิน 1 เดือน หรือน้อยกว่านั้น) ในการปฐมนิเทศได้หรือไม่? เพราะหากมหาวิทยาลัยใดๆ มีบัณฑิตเป็นจำนวนมากไม่สามารถหางานดีๆ เงินเดือนงามๆ ได้ นั่นคือสัญญาณที่บอกแล้วว่าหลักสูตรการเรียนการสอนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผล

Sarah King ได้เขียนบทความเรื่องแนวโน้มการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในทวีปอเมริกาเหนือของปี 2014 ลงใน University World News เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ต้นปีนี้ โดยเธอได้สัมภาษณ์ผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 3 ท่าน ลำดับแรกคือ Henry E. Brady คณบดีคณะ Goldman School of Public Policy แห่ง University of California, Berkeley

ลำดับต่อมาคือ Cheryl Reghr รองอธิการบดีของ University of Toronto และลำดับที่สามคือ Elizabeth J. Stroble กับ Julian Z. Schuster อธิการบดีและผู้บริหารอาวุโสฝ่ายวิชาการของ Webster University, Missouri โดยทั้งผู้บริหารทั้งสามสถาบันมีความเห็นพ้องต้องกันว่าแนวโน้มของโลกธุรกิจในอนาคตนับแต่นี้ไป จะมีความต้องการพนักงานที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญามากขึ้น เพราะสังคมได้ประจักษ์แล้วว่าเมื่อมีสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยเกิดขึ้นในระยะหลายปีที่ผ่านมา พนักงานที่มีปริญญาสามารถปรับตัวทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ได้ดีกว่าผู้ที่ไม่มีปริญญา แต่อุปสรรคสำคัญ ก็คือ ค่าใช้จ่ายในการศึกษานั้นสูงขึ้น ในขณะที่ค่าแรงหรือรายได้ของประชากรไม่ค่อยขยับสูงขึ้น จึงเป็นปัญหาทำให้ผู้ที่อยากเรียนไม่สามารถเรียนจนจบปริญญาได้เพราะขาดทุนทรัพย์

แนวทางแก้ไข ก็คือ มหาวิทยาลัยต้องพยายามจัดสรรทุนการศึกษา หรือร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อการศึกษาให้นักศึกษามากขึ้นไปอีก นี่ก็อาจเป็นแนวทางที่ให้ข้อคิดกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยในบ้านเราในเรื่องการแก้ปัญหาทางการเงินให้นิสิตนักศึกษาของเราได้ไม่มากก็น้อย

แนวโน้มที่สำคัญอันดับที่สอง ก็คือ บทบาทของเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่กับการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย หลายปีมาแล้วที่มหาวิทยาลัยในอเมริกาเหนือได้จัดการศึกษาแบบเปิดระบบออนไลน์ที่สามารถเผยแพร่ความรู้ในวงกว้างอย่างไม่มีขีดจำกัด (Massive Open Online Courses หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า MOOCs) และสามารถสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่ปีมานี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มตระหนักว่าการจัดการศึกษาแบบ MOOCs นี้ยังไม่ใช่สูตรสำเร็จที่นักศึกษาพอใจ มหาวิทยาลัยต้องรู้จักบูรณาการกลยุทธ์และเทคนิคต่างๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดสำหรับนักศึกษา ซึ่งคำตอบนั้นก็คือ การจัดการเรียนการสอนแบบ Hybrid (แบบผสม) ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนการสอนแบบออนไลน์กับการเรียนแบบเห็นหน้าเห็นตาเห็นตัวเป็นๆ กัน (FacetoFace Pedagogy) ระหว่างอาจารย์และนักศึกษา ทำให้นักศึกษาสามารถได้ใช้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีออนไลน์ ที่อำนวยความสะดวกให้พวกเขาสามารถเลือกเวลาและสถานที่ในการเรียนที่เหมาะกับตารางเวลาของเขา

ในขณะเดียวกัน เขาก็สามารถสื่อสารมีปฏิสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นได้ด้วย ทั้งนี้รองอธิการบดี Regehr ได้แสดงข้อคิดที่น่าสนใจว่า นักศึกษายุคนี้เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสื่อสารเก่ง แต่ใช่ว่าพวกเขาจะชอบการสื่อสารออนไลน์แบบโหลๆ เหมือนๆ กันหมด พวกเขาต้องการการศึกษาออนไลน์ที่ออกแบบมาอย่างคำนึงถึงความต้องการส่วนตัวของพวกเขาแต่ละคนด้วย แปลว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องออกแบบเนื้อหาวิชาที่ครอบคลุมทั้งความรู้ทั่วไป และความรู้ที่นักศึกษาแต่ละคนสามารถนำไปใช้ในชีวิตและหน้าที่การงานของเขาได้

...เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากนะคะ สำหรับประเด็นข้อนี้ผู้เขียนเชื่อว่านักศึกษาในบ้านเราก็มีความต้องการไม่แตกต่างไปจากนักศึกษาในอเมริกาเหนือนักหรอกค่ะ สำคัญที่ว่ามหาวิทยาลัยและอาจารย์จะต้องพัฒนาตัวเองอย่างไร จึงจะตอบสนองความต้องการของนักศึกษานั้นสิคะ? งานนี้ง่ายนิดเดียว (แต่ยากเยอะแยะ)

เนื้อที่หมดเสียแล้ว ลองนึกหาคำตอบเล่นๆ ไปก่อนนะคะ พบกันสัปดาห์หน้าค่ะ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69