
หมายเหตุจากวัดเวฬุวันเนื่องจากงานมาฆบูชา ประจำปี ๒๕๕๗!! (1)
เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา... อาตมาเพิ่งกลับมาจากจัดงานมาฆบูชา ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา... อาตมาเพิ่งกลับมาจากจัดงานมาฆบูชา ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร หรือสวนป่าเวฬุวันของชาวอินเดีย ในปีนี้ชาวอินเดียทั้งนักบวชและคฤหัสถ์มาร่วมงานมากกว่าทุกปี จึงประสบความสำเร็จตามมุ่งหมายที่หวังให้ชาวอินเดียสืบสานต่อการจัดงานมาฆบูชา อันเป็นวันประกาศพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ทรงประทานแด่พระสงฆ์สาวก ที่เรียกว่า “พระโอวาทปาฏิโมกข์”
ในงานมาฆบูชาปีนี้ อาตมาได้นำต้นกล้าของพระศรีมหาโพธิ์ ปลูกลงบนเนินพระคันธกุฎีในวัดเวฬุวันฯ เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า “นี่คือสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงใช้สอยบริโภคถึง ๕ พรรษา...” ทั้งนี้ เพื่อเป็นที่ถวายการกราบสักการะระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า... สถานที่ดังกล่าว แม้จะอยู่ในเขตสวนป่าเวฬุวันฯ แต่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่กำกับดูแลโดยกองงานโบราณคดี... จึงยากที่ใครๆ จะเข้าไปทำอะไรตามใจปรารถนาได้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่พระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากชมพูทวีป พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่รื้อค้นทำลายและปล่อยร้างมายาวนาน จึงได้มีชาวฮินดูเข้าไปถือสิทธิเปลี่ยนแปลงเป็น “ฮินดูสถาน (วัดฮินดู)”... สำหรับบริเวณพระคันธกุฎีในวัดเวฬุวันฯ ถูกชาวอินเดียมุสลิมนำศพไปฝังไว้บนเนินพระคันธกุฎี ดังที่ปรากฏถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่เคยมีองค์กรพุทธศาสนาใดๆ กล้าหาญเข้าไปเรียกร้องทวงคืนความถูกต้องชอบธรรม... ได้แต่มองไปที่เนินพระคันธกุฎีด้วยสายตาเจ็บปวดลึกๆ...
เมื่ออาตมามีโอกาสเดินทางไปปฏิบัติธรรมในอินเดียเนปาล ครั้งแรกๆ ก็ได้เกิดความรู้สึกขึ้นในใจว่า... วันหนึ่ง เราจะมานำสถานที่ของพระพุทธศาสนาที่สำคัญเหล่านี้ คืน!! ...สมัยนั้นอาตมาได้พูดกับคณะศรัทธาที่ติดตามไปแสวงบุญด้วยมโนปณิธานดังกล่าว ซึ่งแม้ว่าคนเหล่านั้นจะศรัทธาอาตมา แต่คงยากที่จะหาเหตุผลมารับรองเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า “พระอาจารย์อารยวังโส สามารถทำได้...” แต่พวกเขาก็ไม่ได้คัดค้าน แม้จะไม่สามารถเชื่อมั่นได้ว่าจะเป็นจริงตามที่อาตมาพูด... สมัยนั้น วัดเวฬุวันฯ ถูกปล่อยให้เดียวดาย อยู่ท่ามกลางความมืดที่เงียบสงัดในวันเพ็ญเดือนสาม ไม่มีคณะศรัทธาชาวพุทธมาประกอบศาสนกิจ กระทำการสักการบูชา เนื่องในวันมาฆปุรณมี ที่มีนัยสำคัญในการประกาศพระธรรมวินัย เพื่อการสถาปนาองค์กรพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบอายุไปเบื้องหน้า จนถึงปัจจุบัน มากกว่า ๒,๖๐๐ ปี ของ พรรษายุกาลพระพุทธศาสนา
อาตมาจึงมีดำริกับคณะศรัทธาฯ ว่า จะมาทำการสักการบูชาประกอบศาสนกิจเนื่องในวันมาฆบูชาของทุกปี ซึ่งก็ได้ถือปฏิบัติมาโดยตลอด จนมาถึงปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ อาตมาได้มาอยู่จำพรรษาบนภูเขาคิชฌกูฏ ณ ยอดเขารัตนคีรี ที่ตั้งของสันติสถูป ซึ่งมีวัดญี่ปุ่นเล็กๆ ของนิกายนิชิเรนตั้งอยู่ สามเดือนแห่งการปฏิบัติธรรมบนยอดภูเขา ซึ่งจะต้องเดินลงมาที่คิชฌกูฏ เพื่อทำการกราบไหว้บูชา เจริญพระพุทธมนต์ทั้งเช้าค่ำ อันเป็นกิจวัตรปกติที่ถือปฏิบัติ และการเดินเท้าลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ไปบนเส้นทางที่ลาดลงผ่านเส้นทางทะลุสู่ประตูเมืองด้านทิศเหนือของพระนครราชคฤห์ในอดีต เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร จนถึงวัดเวฬุวันมหาวิหาร... นั่นก็เป็นกิจวัตรที่ถือปฏิบัติ บิณฑบาตในยามเช้า โดยไปอาศัยร่มเงาของวัดเวฬุวันฯ ขบฉันภัตตาหาร จนคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่สวนป่าเวฬุวันและชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งมีศรัทธาในอาตมามากขึ้น จนนำมาสู่ความสำเร็จของการขอใช้พื้นที่สวนป่าเวฬุวันมาจัดงานมาฆบูชา ปีแรกในพุทธศักราช ๒๕๕๓ ซึ่งสนับสนุนการจัดงานโดย มหาโพธิสมาคมในอินเดีย ในปีนั้นจึงได้รับพระเมตตาจากพระสังฆราชาของพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ ฝ่ายอรัญญวาสี จากประเทศศรีลังกา มาเป็นองค์ประธานในพิธี... โดยมีพระภิกษุจากนานาชาติ ทั้งมหายานและเถรวาท มาร่วมงาน... หลังจากนั้นก็ได้จัดงานมาอย่างต่อเนื่องทุกปี จนครบ ๓ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๕๕ ซึ่งตรงกับปี พุทธชยันตี เฉลิมฉลองพรรษายุกาลครบ ๒,๖๐๐ ปี ของพระพุทธศาสนา
เมื่อจบครบสามปี อาตมาคิดว่า น่าจะส่งมอบการจัดงานให้องค์กรพุทธศาสนาของชาวอินเดีย ที่ได้ก่อตั้งขึ้นบนแผ่นดินชมพูทวีปหลายองค์กร โดยปัจจุบัน มีชาวพุทธอินเดียมากกว่า ๑๐ ล้านคน หนึ่งในองค์กรพุทธศาสนาของชาวอินเดียที่สำคัญ ได้แก่ องค์กรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Buddhist Revival Charitable Trust ชื่อย่อว่า BRCT องค์กรนี้จดทะเบียน ณ นครมุมไบ รัฐมหาราษฎร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง ขั้น Chief Secretary ของรัฐบาล แห่งรัฐมหาราษฎร์ เป็นผู้สนับสนุนการก่อตั้ง พร้อมด้วยบุคคลระดับสูงที่ฐานะการงานการเงินที่ดีในรัฐมหาราษฎร์ โดยได้นิมนต์อาตมาทำหน้าที่ Chief Patron ขององค์กร BRCT ด้วยความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างอาตมากับชาวพุทธในอินเดีย ในฐานะเป็นกูรูจีของพวกเขา... อาตมาจึงได้นำชาวพุทธในอินเดีย ทำการจัดงานมาฆบูชาเป็นครั้งแรกบนแผ่นดินเกิดพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป (อินเดีย) ณ ดิคชาภูมี แห่งนครนาคปุระ รัฐมหาราษฎร์ มีชาวพุทธในอินเดียมาร่วมงานหลายหมื่นคน... ซึ่งรวมถึงพระภิกษุชาวอินเดียจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมงานมาฆบูชาที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก... ที่สำคัญ ชาวพุทธในอินเดียกล่าวว่า “เพิ่งรู้จักมาฆบูชา... และความสำคัญของหลักธรรมในพระโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นครั้งแรก...” ...คำพูดดังกล่าวนี้ ชาวพุทธในอินเดียยังได้พูดกล่าวในที่ประชุมแสดงความเห็นในครั้งนี้ เมื่อเปิดโอกาสให้ได้แสดงความรู้สึกถึงการมาร่วมงานมาฆบูชา ณ นาลันทาพุทธสถาน ที่ตั้งมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งแรกในโลก เมื่อ ๑๒ ก.พ. ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







