นักชิมความสุข เบญญาภา สวัสดิ์ชูโต
ในวัยเด็ก คุณครูถาม โตขึ้น “อยากเป็นอะไร” เพื่อนในชั้นยกมือสูงขึ้นตอบเสียงดังฉะฉาน
โดย...นกขุนทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ในวัยเด็ก คุณครูถาม โตขึ้น “อยากเป็นอะไร” เพื่อนในชั้นยกมือสูงขึ้นตอบเสียงดังฉะฉาน อยากเป็นนั่นนี่นู่น ส่วนเด็กหญิง “เบญญาภา สวัสดิ์ชูโต” เงียบ...เพราะเธอนึกไม่ออกจริงๆ ว่าโตขึ้นเธอจะเป็นอะไร
พอโตขึ้นมาหน่อย คุณพ่อก็ถามนำทางว่า อยากทำงานทำการอะไร น.ส.เบญญาภา ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้ เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าอยากทำอะไร เพราะเธอคิดเพียงแต่ว่า “ทำอะไรถึงจะมีความสุข”
จนกระทั่งเข้าเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม เธอก็ยังไม่มั่นใจว่า ใช่สิ่งที่เธอชอบ สำเร็จการศึกษาออกมาแล้วอยากทำอาชีพนี้จริงๆ หรือ
“ตอนปี 1 ก็เกิดคำถามกับตัวเองแล้วว่า ใช่สิ่งที่เราอยากทำไปตลอดชีวิตไหม อยากไปเรียนอย่างอื่น แต่ก็ยังไม่มั่นใจเหมือนกันว่าแล้วเราจะชอบอะไร ที่เรียนจบเพราะคุณพ่อคุณแม่ขอให้เรียนให้จบคณะนี้ไปก่อน จบออกมาแล้วไม่ทำตรงตามที่เรียนมาก็ไม่เป็นอะไร ท่านไม่อยากให้ออกหรือเปลี่ยนกลางคัน ระหว่างนั้นเรารู้ตัวมาตลอดว่าไม่ใช่สิ่งที่เราจบออกมาแล้วอยากทำ
จนอยู่ปี 4 ใกล้จบ คิดแล้วว่าจะทำอะไร อยากทำอะไร ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงงานที่ทำแล้วต้องได้เงินเยอะ เพราะที่บ้านสอนมาว่า เงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ไม่ต้องทำงานที่ได้เงินเยอะๆ หรือไต่เต้าให้ได้เงินเดือนสูงๆ แต่ถูกสอนในเรื่องพุทธศาสนา ความสุขของชีวิต ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงิน แต่ความสำเร็จคือความสุขของชีวิต แล้วอะไรล่ะที่ทำแล้วมีความสุข แล้วก็ได้คำตอบที่ง่ายมาก คือกิน ตื่นเช้ามาก็อยากกินข้าว กินแล้วก็มีความสุข ชอบเที่ยวไปกินไปมาตั้งแต่เด็ก”
“กิน” แล้ว “มีความสุข” เบญญาภาหาความสุขของตัวเองเจอแล้ว แต่จะมีไหมล่ะอาชีพกิน อาชีพนักชิม บนโลกนี้มีสิ...เพียงแต่ในเมืองไทยไม่เป็นที่นิยมสักเท่าไหร่...
“นี่แหละความสุข กินแล้วชีวิตมีความสุข เคยคิดเล่นๆ กับเพื่อนตอนมัธยม อาชีพในฝันจริงๆ อยากเป็นฟู้ดฟรีบี้ ไปกินฟรี ก็มานั่งคิดต่อ เรื่องกินมีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ และอาหารเป็นปัจจัยที่สี่ในชีวิตด้วย ยังไงคนเราก็ขาดไม่ได้ อย่างน้อยๆ เราต้องกินหนึ่งมื้อ”
ด้วยไม่ชอบทำอะไรที่ซ้ำทางใคร เบญญาภาจึงมองหาสิ่งที่แตกต่างในเรื่องของอาหารการกิน และเส้นทางของนักชิมก็เริ่มขึ้น
“ตอนนั้นคนเรียนกอร์ดอง เบลอ เยอะมาก ส่วนมากเรียนคุกกิ้งแล้วไปเปิดร้านอาหาร แต่ตอนเรียนปี 5 คุณพ่อก็เปิดร้านเบเกอรี่ให้ เพราะคุณแม่ทำขนมอร่อยมาก แต่พอเรียนจบต้องไปเรียนที่อิตาลีก็ปิด จุดนั้นทำให้เรารู้แล้วว่า เราไม่ได้อยากเป็นเจ้าของร้านอาหาร คือ ร้านถ้าจะทำให้ดีต้องอยู่ร้านตลอดเวลา ซึ่งเราไม่ใช่คนอยู่ติดที่ขนาดนั้น ไม่อยู่ร้านควบคุมคุณภาพลำบาก อยากทำอะไรให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเสียชื่อเสียง
ไม่ชอบทำอะไรเหมือนคนอื่น อย่างคนอื่นเรียนทำอาหาร เราก็ไม่อยากเรียน ไม่อยากไปแข่งกับใคร แล้วก็คิดแค่อยากกินอาหารอย่างเดียว คิดว่าอาหารแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน ผักชนิดเดียวกันปลูกต่างที่ก็ไม่เหมือนกัน อย่างน้ำต่างที่ก็คนละรสชาติ มานั่งไล่ดูมีที่ไหนสอนไหน ฟู้ด สตัดดี้ บ้าง ไปเจอสองที่ ที่อิตาลี อีกที่อเมริกา ระดับปริญญาโท เป็นสาขาวิชาที่ใหม่มาก”
ที่ University of Gastronomic Science ในอิตาลี Food Cultures and Communications คือ วิชาซึ่งเบญญาภาเลือกเรียนและสำเร็จการศึกษา “สอนทั้งเรื่องประวัติของอาหาร วัตถุดิบ เทสติ้ง ได้ชิมอาหารเยอะมาก แฮม ช็อกโกแลต ไวน์ ชีส โอลีฟออยล์ ที่ไม่ได้ชิมคือคุกกี้ แล้วทุกเดือนต้องเดินทางหนึ่งอาทิตย์ไปตามเมืองต่างของอิตาลี ไปดูอาหารประจำภูมิภาค ไปดูการผลิต ไปดูสวน ของคุณภาพดีเป็นยังไง คุณภาพกลางเป็นยังไง เป็นเพราะอะไร ของที่มาจากอุตสาหกรรมเป็นแบบนี้ ของมาจากฟาร์มเล็กๆ จะเป็นแบบนี้ เพราะพวกนี้มีผลต่อรสชาติอาหารอาหารฝรั่ง สำคัญเลยจะอร่อยไม่อร่อยอยู่ที่วัตถุดิบ เขาไม่ได้มาปรุงรสเยอะเหมือนบ้านเรา”
ในวัย 26 ปีนี้เธอรู้แล้วว่า อาชีพที่เธออยากเป็นและมีความสุขคือ นักชิม หรือนักวิจารณ์อาหาร (Food Critic) แต่ก็อยากให้ใครๆ เรียกและรู้จักในฐานะ ฟู้ด เอกซ์เพิร์ต (Food Expert) นอกจากนี้ เธอยังเปิดบริษัท “Fove Food Tour” ทัวร์พากินที่ต่างประเทศด้วย (Food Tourism Business” แน่นอนว่าเริ่มต้นด้วยประเทศอิตาลี ประเทศที่สอนให้เธอเชี่ยวชาญด้านการกิน
“เวลาไปเที่ยวบางคนชอบไปถ่ายรูปตามสถานที่ แต่เราชอบเสาะหาของกินอร่อยๆ เคยไปกูร์เมต์ทัวร์ที่ฮอกไกโด ไปถึงค่อนข้างผิดหวัง อาหารแบบนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็มี เราไปเที่ยวเองยังได้กินดีกินอร่อยกว่านี้เลย ก็เลยมาคิดว่าน่าจะมีคนที่ชอบกินชอบเที่ยวอย่างเรา อยากเรียนรู้วัฒนธรรมการกินของที่ต่างๆ และในเมืองไทยยังมีช่องว่างทางการตลาดอยู่ ก็เลยมาทำฟู้ดทัวร์ตอนปี 2013
นอกจากงานฟู้ดทัวร์แล้ว เบญญาภายังเป็นนักชิมที่ทางโรงแรมและร้านอาหารดังเชิญไปชิมอาหาร สมดังใจเธอล่ะ “ทำที่ตัวเองชอบ ทำได้อย่างมีความสุข บอกไม่ถูก ไม่เหมือนทำงาน เหมือนการใช้ชีวิตแบบมีความสุข อยากตื่นมาทุกเช้าเพื่อมาทำงาน แต่เวลาเราวิจารณ์เรื่องรสชาติอาหาร จะบอกก่อนเสมอว่า ขึ้นอยู่ที่รสนิยมกับความเคยชิ้นว่าเติบโตมาแบบไหน อย่างเราชินกับอาหารฝรั่งมาแต่เด็ก ชอบรสเค็ม ก็จะมีการพูดถึงรสนิยมของตัวเองในเวลาวิจารณ์ร้าน ละในการเขียนข้อความหรือรีวิวร้านอาหารแต่ละร้าน จะแทรกความรู้ให้คนตัดสินใจว่าดีไม่ดี อย่างไปกินสเต๊ก ก็ให้ความรู้เกี่ยวกับเนื้อตั้งแต่การเลี้ยง การขนส่ง การจัดเก็บ เนื้อแบบนี้ควรคุกกิ้งแบบไหน คือ จะลงไปลึกถึงรายละเอียด จะไม่บอกแค่อร่อยไม่อร่อย เพราะเรื่องรสชาติอยู่ที่รสนิยมของแต่ละคน”
อาชีพนักชิมในประเทศไทย เบญญาภา บอกว่า ยังไม่เปิดกว้าง “ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เมืองไทยจะเป็นนักชิม ที่คนจะจ่ายเงินให้เราไปร้านเขา แล้วถ้าเขาจ้างเราไปทำ เราก็จะเกิดความเกรงใจ ไม่อร่อยก็ต้องเขียนโพสิทีฟ เพราะเราได้เงินไง ถ้าเราเขียนแย่ก็ไม่มีคนไปกินร้านเขา ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่ก็เหมือนเราไปกินเองจ่ายเองสบายใจกว่า ได้วิจารณ์ได้แล้วนำมาเขียนลงในเว็บพันทิป ทำวิดีโอแนะนำลงยูทูบ”
ท้ายสุด เบญญาภา บอกว่า เธอรู้ตัวเองช้าว่าอยากเป็นอะไร ซึ่งเป็นข้อเสียที่ทำให้หาความรู้แต่เนิ่นๆ แต่ก็โชคดีที่พอรู้แล้วได้ทำแล้วมีความสุข เหมือนที่เธอบอกตอนแรก อาชีพที่เธออยากทำก็คือ อาชีพที่ทำแล้วมีความสุขนั่นเอง


