
ไปเป็นเจ้าสาวย่าหยา
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
ใกล้วันวาเลนไทน์เข้ามาเต็มทีแล้ว มีใครวางแผนจะแต่งงานวันวาเลนไทน์นี้บ้างไหมคะ สมัยเด็กๆ คุณแม่เคยส่งหนูดีไปฝึกงานโรงแรมห้าดาวแถบบางรัก เป็นประสบการณ์สนุกสนานที่หนูดีจำได้ไม่รู้ลืม แต่ส่วนที่จำได้แม่นมาก ก็คือ พอถึงวันวาเลนไทน์ทีไร พวกเราก็ต้องเตรียมตัวรับมือและดูแลแขกที่จะหลั่งไหลกันเข้ามารับประทานอาหารโรแมนติก รวมถึงคู่สมรสคู่แรกที่ได้จดทะเบียนสมรสที่เขตบางรัก และได้ใบทะเบียนสมรสทองคำ ก็จะได้รับห้องสวีตสำหรับฮันนีมูนฟรีหนึ่งคืน ทำเอาเหล่าพนักงานตื่นเต้นกันเสมอ หนูดีเองก็คิดจินตนาการแบบเด็กๆ ว่า คู่สมรสที่ไปรอจนได้จดทะเบียนเป็นคู่แรกในวันวาเลนไทน์นี่ต้องอดทนมากเลยนะคะ ไม่รู้ว่าต้องไปรอตั้งแต่กี่โมงของคืนวันที่ 13 ก.พ.
เวลาผ่านไปจนโตขึ้นเรื่อยๆ หลายวันวาเลนไทน์ผ่านไป เริ่มเห็นเทรนด์และความน่ารักของวันนี้ ที่หลายปีกลับมาตรงกับวันสำคัญทางศาสนาของไทยเรา ปีนี้เอง ก็ตรงกับวันมาฆบูชา หนูดีเองก็เลยถือโอกาสจัดเป็น “วันแห่งความรัก...หนังสือ” สำหรับนักเรียนโรงเรียนวนิษาเสียเลยในปีนี้ เพราะนักเรียนประถมของโรงเรียนหนูดีหลายชั้นมีนโยบายของโรงเรียนว่า “อ่านหนังสือเทอมละ 500 เล่ม!” ตอนแรกกลัวเด็กไม่ไหว ทำไปทำมา เด็กเลิฟค่ะ และผู้ปกครองก็บอกว่า เด็กๆ เริ่มพูดจาคมคายขึ้น มีคำคมแปลกๆ จากหนังสือที่อ่านเพิ่มขึ้น แค่นี้คุณครูก็ปลื้มใจ
เดือนนี้ทั้งเดือน จึงเป็นเดือนแห่งความรัก...หนังสือ โดยมีวันที่ 21 ก.พ.เป็นวัน Book Fair Day ที่โรงเรียน มีสำนักพิมพ์ต่างๆ มาออกบูธให้เด็กๆ และผู้ปกครองจับจ่ายหนังสือสนุกๆ ไปอ่านในช่วงปิดภาคเรียนอีกด้วย
สำหรับตัวหนูดีเอง มีโอกาสชิงลงมือล่วงหน้า ด้วยการบินด่วนลงไปที่ จ.ภูเก็ต ในวันที่ 79 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อไปร่วมขบวนชุดโบราณ บาบ๋า ย่าหยา โดยสวมใส่ชุดเจ้าสาวย่าหยาเดินในขบวนชุดโบราณของบ้านชินประชา ซึ่งวัฒนธรรมบาบ๋า ย่าหยานี้ หนูดีเองเริ่มสนใจมากตั้งแต่เดินทางไปเที่ยวเมืองปีนังเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และได้ไปนอนใน “คฤหาสถ์เฉิงฟัตเจ๋อ” หรือ “จงฟัตซี่แมนชั่น” ที่เป็นบ้านโบราณศิลปะชิโนโปรตุกีส และได้ไปลองกินอาหาร “นยอนย่า” ที่เป็นอาหารที่ว่ากันว่า ใกล้สูญพันธุ์เต็มที นอกจากนั้นยังไปเยี่ยมชมบ้านโบราณที่ชื่อ “เพอรานากันมิวเซียม” เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตให้คนเข้าเยี่ยมชมได้ และได้เห็นชุดเจ้าสาวโบราณของเพอรานากัน ทำเอาหลงรักเครื่องทอง และชุดพื้นถิ่นกันเลยทีเดียว
เพื่อนชาวปีนังเล่าให้ฟังว่า “บาบ๋า ย่าหยา” หมายถึงคนลูกครึ่งที่เป็นลูกหลานของชาวจีนที่มาแต่งงานกับคนพื้นถิ่น และก็เลยกลายเป็นวัฒนธรรมลูกผสม ที่มีทั้งกลิ่นอายจีนและมาเลย์
เมื่อได้มาบรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา หนูดีก็เลยไม่พลาด วันรุ่งขึ้นหมดงานแล้วก็เข้าชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต “บ้านชินประชา” ที่เป็นบ้านโบราณหลังแรกใน จ.ภูเก็ต ที่ก่อสร้างแบบชิโนโปรตุกีส อายุร้อยกว่าปี โดยสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ในตัวบ้านเองก็ยังมีแม้กระทั่งของขวัญที่องค์รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานให้กับต้นตระกูลอีกด้วย และโต๊ะเก้าอี้ที่ท่านทรงประทับสมัยมาเยี่ยมก็ยังมีให้แขกได้ชมอยู่ บ้านหลังนี้มีสิ่งที่หนูดีประทับใจมากอยู่กลางบ้านคือ “ซิมแจ้” หรือบ่อกักน้ำฝนกลางบ้าน เป็นช่องโปร่งไม่มีเพดาน เห็นท้องฟ้าสวยงามมาก
ในวันที่ไปเยี่ยมชม มีโอกาสได้คุยและรู้จักกับผู้ดูแลบ้าน คือ พี่แอน รวมถึงเจ้าของบ้านรุ่นปัจจุบัน คือ คุณป้าแดง จรูญรัตน์ ตัณฑวณิช ภริยาคุณประชา ทายาทรุ่นที่ 4 (ปัจจุบันถึงแก่กรรม) จึงได้มีการชักชวนกันว่า ถ้าชอบวัฒนธรรมย่าหยา บาบ๋า ก็มาใส่ชุดเจ้าสาวโบราณเดินขบวนวัฒนธรรมร่วมกับบ้านชินประชาไหมล่ะ
ตัดสินใจไม่ยากเลยค่ะ จองตั๋วกันทันทีเลยทีเดียว
ในเดือนแห่งความรักนี้ หนูดีเลยกลายเป็นเจ้าสาวย่าหยาสมความตั้งใจ และได้สัมผัสกับชุดเครื่องทองโบราณประดับทับทิมที่เป็นมรดกตกทอดของบ้านชินประชา ตัวชุดเจ้าสาวเองนั้น ต้นตระกูลใส่จริงในวันแต่งงาน อายุของชุดครุยยาวลูกไม้ชุดนี้ ถึงร้อยกว่าปีเช่นเดียวกับเครื่องทองโบราณ หนูดีเองพอจะจับชุดมาใส่ก็จับด้วยความเบามือมาก เกรงจะบอบช้ำ ส่วนตัวซิ่นสีชมพูลายดอกไม้นั้น ผ่านการซักมาจนนุ่มมือ ชุดครุยยาวสีขาวสะอาดที่สวมทับนั้นก็ยังอยู่ในสภาพดีมาก
ชุดเจ้าสาวย่าหยาที่ทำให้หนูดีประทับใจ เพราะชุดต่างกับภาคกลางแทบจะโดยสิ้นเชิง แม้จะมีซิ่นเหมือนกัน แต่สวมทับด้วยสิ่งที่เรียกกันว่า “ครุยยาว” และสวมทับด้วยเครื่องประดับเฉพาะพิเศษที่เรียกว่า “โกสัง” ซึ่งมีสามชิ้นประกอบกัน รูปร่างคล้ายหอยสังข์มีเข็มกลัดรูปคล้ายดาวเรียก “ปินตั้ง” ติดหน้าอกหลายชิ้น ที่นิ้วมือสวมแหวนเพชรหลายเม็ดเรียก “บาเยะ” เจ้าสาวโบราณนั้นต้องสวมแหวนเพชรประดับทั้งสิบนิ้วมือเลยทีเดียวถึงจะถูกต้อง
ขณะที่ทรงผมเป็นการเกล้าสูงมาจนใกล้หน้าผากมาก เรียกทรง “ชักอีโบย” และสวมมงกุฎครอบบนมวย คือ มงกุฎดอกไม้ไหว เจ้าตัวมงกุฎนี้ล่ะที่หนูดีประทับใจ เพราะให้ใส่ได้แต่เพียงเจ้าสาวเท่านั้น ประดับด้วยดอกไม้ทอง ผีเสื้อที่บินดมดอกไม้ ที่หมายถึงความรักระหว่างหนุ่มสาว และนก “หงส์ฟ้า” หรือนกฟีนิกซ์ ที่หมายความถึงนางพญานก มีเสียงร้องดังเหมือนขลุ่ย เป็นการเปรียบเทียบว่า เจ้าสาวย่าหยานั้นแต่งเข้าบ้านใครแล้ว ควรทำตัวน่ารักอ่อนหวานเหมือนหงส์ฟ้า แต่หากสามีต้องตายไปก่อน ก็สามารถดูแลครอบครัวได้ดีดั่งนางพญานก
ใครที่ชอบวัฒนธรรมโบราณนี้ อาจวางแผนไปร่วมพิธี “สมรสหมู่บาบ๋า” ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน มิ.ย.ได้ค่ะ ทั้งแต่งเองหรือร่วมชมขบวนพิธีโดยมีบ้านหงษ์หยกเป็นบ้านเจ้าสาวและบ้านชินประชาเป็นบ้านเจ้าบ่าว และหากใครไป จ.ภูเก็ต พลาดไม่ได้จริงๆ ควรไปบ้านชินประชาค่ะ โทรถามเส้นทางได้ที่โทร. 07-621-1281 หนูดีเองยังคิดว่า วันหนึ่งแต่งงาน คงแต่งแบบย่าหยาแน่เลย







