เฟินสมุนไพรที่กรุงไทเป ไต้หวัน
ผู้เขียนเคยไปปีนภูเขาเก็บเฟินในเกาะไต้หวันมาหลายหน เมื่อใดที่พอมีเวลาอยู่ในไทเปมักไปช็อปปิ้งต้นไม้ที่ตลาดนัดใต้ทางด่วนเสมอ
โดย ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
ผู้เขียนเคยไปปีนภูเขาเก็บเฟินในเกาะไต้หวันมาหลายหน เมื่อใดที่พอมีเวลาอยู่ในไทเปมักไปช็อปปิ้งต้นไม้ที่ตลาดนัดใต้ทางด่วนเสมอ และไม่ห่างจากตลาดนัดต้นไม้มากนัก คือที่ตั้งของอนุสรณ์สถานเจียงไคเชค ซึ่งถูกจัดภูมิทัศน์ให้เป็นสวนสีเขียวใหญ่มหึมา งดงามประการด้วยหมู่สนไซเพรสจูนิฟอรัสและต้นไทรยอดทอง ต้นไทรย้อยใบทู่พันธุ์นิติดา ซึ่งถูกดัดและตกแต่งไว้ในรูปลักษณ์ที่ละม้ายกับต้นข่อยและตะโกในพระบรมมหาราชวังของเรากระนั้น
ไทเปมีอะไรแปลกๆ อยู่มาก ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอาหารการกิน เรื่องของสัตว์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งงูพิษและเรื่องของสัตว์ทะเล ดังนั้น ในฉบับนี้จะเล่าเรื่องของพืชจิ๋วๆ ที่บังเอิญพบที่ไทเปให้ฟัง
ไทเปเป็นเมืองหลวงและเป็นเสมือนบ่อเงินบ่อทองของไต้หวัน ซึ่งห่างออกไปจากขอบแดนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพียง 100 ไมล์ เห็นจะได้ แม้ดูไต้หวันในแผนที่จะเห็นเพียงสะเก็ดเล็กๆ เกือบมองไม่เห็นถ้าเทียบกับประเทศไทย แต่ต้องไม่ลืมว่าในขณะที่คนไทยเป็นหนี้ต่างชาติ ชดใช้กันไม่หวาดไหวนั้น ชาวไต้หวันกลับเป็นชนชาติที่ร่ำรวยและนับได้ว่าเป็นเกาะของเศรษฐีแห่งเอเชียเลยทีเดียว มีอะไรที่คล้ายกับเมืองไทยอยู่ที่ตรงความสับสนวุ่นวาย (ทั้งในและนอกสภา) ฝูงชนและรถติดเป็นว่าเล่น
เช้าวันหนึ่งผู้เขียนเดินเข้าไปบริเวณอนุสรณ์สถานเจียงไคเชค พร้อมกับมิสเตอร์เจียงและมิสเตอร์หลาน เจ้าหน้าที่เกษตรฯ ของสถานีไม้ผลเขตหนาวฟูชูชานฟาร์ม องค์การทหารผ่านศึกไต้หวัน ทั้งสองคนนี้เป็นไกด์และผู้ช่วยในการออกเดินทางศึกษาและเก็บรวบรวมพันธุ์เฟิน นอกจากนี้ เป็นทั้งเพื่อนร่วมโต๊ะ เพื่อนร่วมเที่ยว เพื่อนร่วมดื่ม ตลอดการเดินทางในไต้หวันทั้งสองสัปดาห์ ทั้งสองคนไม่รู้เรื่องและไม่สนใจเฟิน เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการปลูกแอปเปิล ท้อ และสาลี่ ซึ่งไม่ใช่พืชที่ผู้เขียนถนัดอีกเช่นกัน
หลังจากเดินถ่ายภาพต้นไม้ที่ผู้เขียนสนใจในบริเวณสวนใหญ่ได้บางส่วน ให้บังเอิญเหลือบไปเห็นชายและหญิงแก่สองคนกำลังก้มตัวลงนั่งยองๆ ที่ลานสนามหญ้าสีเขียว ที่จริงผู้เขียนเคยเห็นชาวบ้านเก็บเฟินมาขายเป็นสมุนไพรกันในตลาดมาก่อนหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในฟิลิปปินส์ ฮ่องกง เชียงใหม่ เนปาล อินเดีย แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เห็น เฟินตีนมือนกเขามาขึ้นอยู่เป็นหมู่ในเมืองใหญ่ เช่นนี้ความจริงผู้เขียนเรียกชื่อเฟินชนิดนี้ว่าตีนมือนกเขาคงไม่ถูกนัก เพราะที่จริงเฟินชนิดที่เห็นในไต้หวันนี้เป็นชนิดเดียวกับที่ขึ้นในสหรัฐอเมริกาภาคตะวันออกเฉียงใต้ เฟินชนิดนี้มีชื่อละตินว่า Ophioglossum petiolatum Hook. ตัวใบของมันคล้ายวัชพืชที่ชื่อผักกาดน้ำหรือหญ้าเอ็นยืด หญ้าเอ็นอืด (Plantago major Linn.) ซึ่งพบทั่วไปทั้งที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่นั่นเอง ต่างกันที่เฟินพวกนี้ไม่มีเส้นกลางใบ เฟินพวกนี้ชูกิ่งที่สร้างซอไรและอับสปอร์ ดูคล้ายแท่งดินสอสีเขียวขึ้นในอากาศ บนแท่งนั้นมีอับสปอร์สีเหลือง (สปอร์แรงเกีย) เรียงตัวเป็นสองแถวอยู่บริเวณปลายกิ่ง ดูเผินๆ คล้ายลิ้นงู ฝรั่งจึงตั้งชื่อสามัญให้เฟินชนิดนี้ว่า เฟินลิ้นงู (Serpent’s tongue)
ถ้าเป็นเมืองไทย นักอนุรักษ์ตกขอบหลายคนอาจคัดค้านและตั้งคำถามว่าทำไมถึงมาเก็บเฟินเช่นนี้ ยิ่งมาเก็บเป็นการค้ากันแบบนี้อาจจะถึงสูญพันธุ์ไปได้ ผู้เขียนขออธิบายแทนไว้เสียเลยว่า เมื่อผู้เก็บเฟินต้องการใบของมันก็ปลิดเอาแต่ใบ ไม่ถึงกับขุดเอาทั้งต้นทั้งรากไป ก็ไม่มีเหตุผลที่มันจะล้มตายหายสูญ ทั้งต้นและรากในดินก็จะเจริญเติบโตต่อ เพราะต้นและรากเฟินจะมีเชื้อรา ซึ่งมีความเป็นอยู่ร่วมกัน ช่วยให้การลำเลียงน้ำและแร่ธาตุอาหารในดินเข้าสู่เฟินได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ใกล้ส่วนยอด ลำต้นเฟินนี้มีตาใบ ซึ่งพักตัวอยู่ 35 ตา หากเราเก็บใบแก่ไปขายเสียแล้วตาของมันก็จะพัฒนาออกมาแทนที่
เป็นการยากที่จะกำจัดเฟินตีนมือนกเขาให้หมดไปเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะเฟินชนิดนี้ขยายพันธุ์ไปได้โดยตาที่อยู่บนราก ลักษณะเช่นนี้ไม่สู้พบบ่อยนักในเฟินทั่วไปในธรรมชาติ
ผู้เขียนทราบภายหลังว่า ชาวจีนในแผ่นดินใหญ่และแม้ในไต้หวัน มักจะนำใบเฟินลิ้นงูหรือตีนมือนกเขาไปผึ่งแห้ง ป่นและผสมขี้ผึ้งทำเป็นครีมรักษาโรคผิวหนังอักเสบ ส่วนใหญ่จะปรุงยาไว้ใช้กันเองในครอบครัว แต่ก็มีไม่น้อยที่ทำครีมเป็นกระปุกเล็กๆ ออกมาขายในตลาดไทเป ราคาจำหน่าย ยาผงใบเฟินลิ้นงูป่นคิดเป็นเงินไทยตามมูลค่าปี 2543 ประมาณ 1,184 บาทต่อน้ำหนัก 30 กรัม
เมื่อสืบสวนต่อไปอีกเล็กน้อย เราจะทราบว่าไม่เฉพาะคนจีนเท่านั้นที่นำเฟินนี้ไปใช้เป็นพืชสมุนไพร แม้แต่ในอังกฤษโบราณบางเขต เช่น เค้นท์ซัสเซค และเซอเรย์ก็มีรายงานถึงการทำเฟินลิ้นงูเป็นพืชสมุนไพรเช่นกัน
คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญใช่ไหมครับ?


