
เหยี่ยว เหนียว แชมป์
มิวโกโตะ
มิวโกโตะ
เศษปากกาเซียนเกลื่อนเต็มพื้น เมื่อ “เหยี่ยวทะเล” ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ ตัวแทนจากสายเอ็นเอฟซีปลดล็อกแชมป์ “ซูเปอร์โบวล์” ได้เป็นครั้งแรก หลังจัดหนักใส่ “ม้าป่า” เดนเวอร์ บรองโกส์ 438 ณ สนาม เม็ตไลฟ์ สเตเดียม ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 ก.พ. ตามเวลาไทย จริงอยู่แมตช์ชิงดำอะไรย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ยุทธวิธีการรบของแชมป์ป้ายแดงกลับแฝงไปด้วยความน่าสนใจ
เริ่มตั้งแต่รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) ประจำ “ซูเปอร์โบวล์” ซึ่งปกติทั่วไปมักตกอยู่ในมือควอเตอร์แบ็ก หรือไม่ก็พวกปีกนอก ปีกในที่รับบอลเว่อร์ๆ แต่ วินซ์ ลอมบาร์ดี หนนี้ กลับมอบให้ มัลคอล์ม สมิธ ไลน์แบ็กเกอร์ตัวเก่งที่รับอินเตอร์เซ็ปต์วิ่งย้อนทำทัชดาวน์ระยะ 69 หลา ก่อนตะครุบฟัมเบิลช่วงครึ่งหลัง และไล่อัดแนวรุกม้าป่า กระทั่งดับซ่าทีมรุกอันดับ 1 ในลีกแบบอยู่หมัด
“มันน่ามหัศจรรย์มาก ในหัวผมไม่เคยนึกถึงรางวัลนี้เลย ผมแค่พยายามแท็กเกิล และวิ่งหาลูกบอลตามหน้าที่ แน่นอนมันแสดงให้เห็นผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม” ไลน์แบ็กเกอร์ วัย 24 ปี กล่าว
อย่างไรก็ตาม ต้องชื่นชม พีท แครอล ขงเบ้งซีฮอว์กส์เป็นพิเศษ ที่เซตแผนวิ่งมาหลายกระบวนท่า จนแนวรับม้าป่าเอาไม่อยู่ ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าต้องมาไม้นี้ ส่วน รัสเซลล์ วิลสัน จอมทัพวัยเบญจเพสก็เล่นได้ลื่นไหลไปตามสถานการณ์ แม้จะขว้างไม่มาก แต่ทุกครั้งที่กระจายบอลใส่มือเพื่อนมันมาจากมันสมองจากการอ่านแนวคู่แข่งทั้งสิ้น
“ผมภูมิใจมากกับการเป็นคนผิวสีคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่คว้าซูเปอร์โบวล์ ไม่ว่าคุณจะมีผิวสีใด ตราบใดที่หัวใจคุณแข็งแกร่ง ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้” วิลสัน กล่าว
นอกจากนี้ ชัยชนะด้วยความห่าง 35 คะแนน ของซีฮอว์กส์ ยังถือเป็นสกอร์ขาดลอยมากที่สุดอันดับ 3 นับตั้งแต่มีศึกซูเปอร์โบวล์ ร่วมกับ ดัลลัส คาวบอยส์ ที่ชนะ บัฟฟาโล บิลส์ 52-17 คะแนน ในซูเปอร์โบวล์ ครั้งที่ 27 เมื่อปี 1993 ส่วนแชมป์ถล่มคู่แข่งมากที่สุดตกเป็นของ ซานฟรานซิสโก โฟตีไนเนอร์ส ที่เอาชนะ บรองโกส์ 55-10 คะแนน (ห่างกัน 45 คะแนน) ในซูเปอร์โบวล์ ครั้งที่ 24 ในปี 1990 อันดับ 2 ได้แก่ ชิคาโก แบร์ส ชนะ นิวอิงแลนด์ แพททริออตส์ 46-10 คะแนน เมื่อปี 1986
อีกหนึ่งกุญแจสำคัญของประวัติศาสตร์หน้าใหม่คือการที่ดีเฟนซีฟไลน์ อันแข็งแกร่งที่ช่วยกันหยุดยั้ง เพย์ตัน แมนนิง ควอเตอร์แบ็กจอมเก๋าวัย 37 ปี จนไม่สามารถบัญชาเกมได้ เนื่องจากทั้งหมดเข้าถึงพ็อกเกตรวดเร็วแทบทุกเพลย์ จริงอยู่ถึงจะไม่ถูกแซ็กแต่หลายครั้งที่ปล่อยบอลออกไป พวกปีกและตัวรับอย่างมาเรียส โธมัส, เวส เวลเกอร์, เอริค เด็คเกอร์ หรือว่าจูเลียส โธมัส กลับไม่เคยอยู่ในจุดนัดพบ นั่นหมายถึง แมนนิง ใช้กึ๋นเอาตัวรอดเอง เพียงแต่เพื่อนร่วมทีมไม่เก็ท
อย่างไรก็ตาม 2 ควอเตอร์สุดท้าย บรองโกส์ พยายามแก้ไขด้วยสลับวิ่งกระทุ้งหลอก แต่ แคม แชนเซลเลอร์ สตรอง เซฟตี “เหยี่ยวทะเล” กลับอ่านขาด ป้องกันได้แทบทั้งสิ้น จนทำให้ทีมรุกอันดับหนึ่งเปลี่ยนดาวน์ที่ 3 สำเร็จแค่ 37.2 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 46.3 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับ เดนเวอร์ ครองบอลได้น้อยกว่า (28.07 นาที) ซึ่งความพ่ายแพ้ 2 จาก 3 เกมในฤดูกาลนี้ ล้วนมาจากการถือบอลน้อยกว่าคู่ต่อสู้ทั้งสิ้น
“เรายังเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมเช่นเคย แต่ไม่ใช่กับค่ำคืนนี้ คุณต้องมอบเครดิตให้กับ ซีแอตเทิล พวกเขาไล่กดดันจนเราเล่นไม่ออก” แมนนิง ยอมรับความพ่ายแพ้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เกมรับอันแข็งแกร่ง คือรากฐานสำคัญของเกมรุกที่ดี แต่อย่าลืมล่ะ “ดวง” นั้นสำคัญเสมอ ไม่ว่าจะชิงชนะเลิศรายการใด...







