
กลยุทธ์ HR ยุค Bangkok Shutdown
ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ชาว กทม.ในหลายพื้นที่คงต้องยอมรับว่า การชุมนุมของ กปปส.ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / ภาพ อีพีเอ
ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ชาว กทม.ในหลายพื้นที่คงต้องยอมรับว่า การชุมนุมของ กปปส.ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว องค์กรห้างร้านหลายแห่งอาจประสบกับปัญหาในการดำเนินธุรกิจและคนธรรมดาทั่วไปก็ประสบความไม่สะดวกในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเดินทางสัญจร การติดต่อธุระงานต่างๆ บางคนก็ปรับตัวหาทางออกได้ บางคนก็ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ แต่ ณ กาลปัจจุบันเป็นการยากลำบากที่จะคาดคะเนว่าการชุมนุมทางการเมืองของคนกลุ่มต่างๆ จะสิ้นสุดลงเมื่อไร
เหตุการณ์การชุมนุมจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นหรือจะยุติเมื่อไรเป็นเรื่องไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอน คือ คนต้องทำงานเพื่อมีรายได้ องค์กรต้องดำเนินงานเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงพนักงาน นักเรียนและนิสิตนักศึกษาต้องเรียนหนังสือให้จบตามระยะเวลาที่ควรจะเป็น ชีวิตเราต้องดำเนินต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอน คำถาม คือ เราจะสามารถพลิกวิกฤต “Bangkok Shutdown” (ที่หลายคนแย้งว่าน่าจะใช้คำว่า Occupy Bangkok มากกว่า) หรือการ “ปิดกรุงเทพฯ” ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร
ชารล์ส ดาร์วิน (Charles Darwin) บิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์ เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่มีชีวิตที่แข็งแรงและมีวิวัฒนาการปรับตัวเก่งที่สุดเท่านั้นจึงจะสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ได้ยืนยาวที่สุด และมนุษย์เราก็เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ผันแปรอย่างไม่หยุดยั้งได้ดี เราจึงดำรงอยู่ได้จนปัจจุบัน นี่ไม่ใช่วิกฤตครั้งแรกที่คนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ได้เจอะเจอในช่วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เราเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง เราเจอการชุมนุมประท้วงต่อต้านทางการเมืองหลายครั้งหลายหน เราเจอวิกฤตน้ำท่วม ฯลฯ ดังนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าการปิดกรุงเทพฯ ในครั้งนี้เราสามารถดำเนินชีวิตใกล้เคียงกับภาวะปกติได้ เพียงแต่เราต้องรู้จักปรับทัศนะคติ รู้จักวางแผน วางระบบ ใช้เทคโนโลยีและตัวช่วยอื่นๆ มาปรับวิถีการดำเนินชีวิตและการบริหารงานของเรา
ผู้ชุมนุมหลายท่านเองก็คงไม่สามารถทิ้งบ้านทิ้งร้านรวงและองค์กรไปชุมนุมได้ทุกๆ วันโดยไม่มีเวลาทำมาหากิน ทำอย่างไรจึงจะสามารถไปชุมนุมตามความเชื่อที่ตนมีโดยที่ยังสามารถดำเนินธุรกิจไปได้ด้วย นี่คือคำถามที่เราๆ ท่านๆ กำลังคิดกันอยู่ สำหรับตัวผู้เขียนที่ทำงานอยู่ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาฯ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษา เราเคยผ่านประสบการณ์บริหารวิกฤตมาแล้วโดยที่เรายังสามารถดำเนินการเรียนการสอนไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ตอนช่วงน้ำท่วมจนนิสิตบางส่วนไม่สามารถเดินทางมาเรียนที่สถาบันได้ เราก็ใช้เทคโนโลยี VDO Conference มาช่วย ทำให้นิสิตสามารถเรียนที่บ้าน และยังคงสามารถสื่อสารพูดคุยสอบถามอาจารย์ที่สอนในห้องเรียนได้แบบ RealTime และสำหรับชั้นเรียนเล็กๆ ที่มีนิสิตเพียง 23 คนที่มาเรียนไม่ได้ นิสิตก็ Skype มายังห้องเรียนผ่านจอ Laptop ของเพื่อนร่วมชั้น การเรียนการสอนก็ดำเนินไปได้
และสำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาของการปิดกรุงเทพฯ ศศินทร์ก็ใช้เทคโนโลยี Webex มาช่วย เพราะหากเราต้องปิดชั้นเรียนแล้วต้องให้อาจารย์จากต่างประเทศบินมากรุงเทพฯ เพื่อสอนวิชานั้นๆ อีกครั้ง เราคงสู้ต้นทุนไม่ไหวและยังทำให้การจบการศึกษาของนิสิตไม่เป็นไปตามแผนด้วย ผู้อำนวยการ ผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของเราที่ศศินทร์สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดีด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ
มีการติดตามข่าวสารข้อมูลอย่างทันเหตุการณ์เสมอๆ จึงทำให้สามารถมีเวลาในการวางแผนบริหารสถานการณ์วิกฤตได้ล่วงหน้า
มีบุคลากรเชี่ยวชาญในหลายสาขา โดยเฉพาะสาขา IT ที่จำเป็นมากเมื่อต้องการสื่อสารอย่างรวดเร็วไปยังกลุ่มนิสิตและพนักงาน
มีทัศนคติที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงพร้อมปรับตัว
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องของผู้นำนี่แหละค่ะ ว่ามีทัศนคติเช่นไรต่อการเปลี่ยนแปลง หากผู้นำมีทัศนคติเชิงบวกและปรับตัวเก่ง ภาวะผู้นำเช่นนี้จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้พนักงานต้องปรับตัวตามไปด้วย ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ร้องว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่สามารถ” อยู่เรื่อย เราต้องมีทัศนคติ “Can do” (สามารถทำได้) ค่ะ
ลำดับต่อไปจากเรื่องของภาวะผู้นำและทัศนคติก็คือ การสื่อสารถึงจุดยืนเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจนขององค์กรในระหว่างปิดกรุงเทพฯ สำหรับสังคมประชาธิปไตยนั้นพนักงานแต่ละคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะนิยมชมชอบพรรคการเมืองใดหรือแนวคิดทางการเมืองใดก็ได้ เขามีสิทธิที่จะไปชุมนุมทางการเมืองนอกเวลาทำงานด้วย ดังนั้น ผู้บริหารต้องชี้แจงนโยบายขององค์กรในเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น ตลอดจนการร่วมชุมนุมทางการเมืองให้ชัดเจนว่า ทางองค์กรอนุญาตให้พนักงานไปร่วมชุมนุมเฉพาะนอกเวลางานหรือในเวลางานก็ได้ (ถ้าบังเอิญผู้บริหารเกิดมีทัศนคติทางการเมืองตรงกับพนักงาน) ผู้บริหารจะต้องสื่อสารให้ชัดเจนไปเลย (ทั้งนี้ทั้งนั้นขอให้ตัดสินใจเองว่าจะฝ่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ห้ามการชุมนุมหรือไม่...อิอิ)
ในกรณีที่ผู้บริหารไม่ต้องการให้พนักงานไปชุมนุมในเวลางาน เรื่องนี้ก็คงไม่มีปัญหากระทบเรื่องงาน แต่ถ้าผู้บริหารอนุญาตให้พนักงานไปชุมนุมในเวลาทำงานได้ งานนี้ต้องมีการวางระบบแล้วค่ะ เช่น ต้องมีการจัดพนักงานเป็นผลัดเพื่อการทำงานจะได้ไม่สะดุดติดขัด จากนั้นควรต้องมีการฝึกปรือความรู้และทักษะการทำงานเพื่อให้ทุกคนทำงานสลับหน้าที่กันได้ ควรมีการซักซ้อมกันจนทำหน้าที่สลับกันได้คล่องพอสมควร
ใช้เทคโนโลยีสื่อสารทุกชนิดให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารควบคุมคุณภาพการทำงานของพนักงาน ใช้ทั้งโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจุบันมีฟังก์ชั่นการทำงานได้หลายอย่าง เพื่อที่เมื่อมีปัญหาที่พนักงานสงสัยและต้องการข้อมูลหรือคำแนะนำจากผู้บริหารหรือเพื่อนร่วมงาน ก็จะสามารถติดต่อแก้ไขข้อข้องใจและปัญหาต่างๆ ได้ทันท่วงที ผู้บริหารแต่ละระดับควรกำหนดระยะเวลาในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ในการติดตามความก้าวหน้าของงาน ทั้งนี้ พนักงานสามารถส่งภาพถ่ายและรายงานความคืบหน้าของงานทางอีเมลหรือทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ ได้ ส่วนทางหัวหน้างานก็จะสามารถให้การประเมิน (Feedback) พร้อมทั้งคำแนะนำต่างๆ ได้เป็นระยะๆ
หากสถานการณ์การเดินทางเพื่อมาทำงานเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับพนักงานบางคน ผู้บริหารอาจพิจารณานำแนวคิดเรื่อง “Mobile Workers” (พนักงานเคลื่อนที่) มาปรับใช้ในการบริหารองค์กรช่วงปิดกรุงเทพฯ เสียเลยก็น่าจะทำได้ สัปดาห์หน้ามาคุยต่อเรื่อง Mobile Workers กันต่อดีไหมคะ?







