
“Financial Literacy” เรื่องการเงินที่ HR ต้องจัดให้
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อคุยกันเรื่องเงินหรือเรื่องตัวเลขนี่ ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกโรคกับชาว HR กันสักเท่าไร แต่ในยุคปัจจุบันที่ทุกองค์กรหน้าดำคร่ำเครียดกันเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจ ตัวเลขเรื่องการสร้างผลกำไรและผลงานจึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารต้องให้ความสนใจติดตามตัวเลขเหล่านี้กันอย่างสม่ำเสมอ ส่วนในเรื่องของพนักงานแต่ละคนที่ต้องทำงานให้ได้ผลงานตามเป้าหมายขณะอยู่ที่ทำงานนั้น ในชีวิตส่วนตัวของเขาหลายคนก็มีปัญหาส่วนตัวที่สร้างความกังวลให้พวกเขาอยู่ โดยเฉพาะเรื่องความอยู่รอดของตัวเขาเองและครอบครัว และยิ่งสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในปัจจุบันของนานาประเทศทั่วโลก ล้วนประสบกับภาวะความไม่แน่นอนหรือถึงขนาดวิกฤตในบางประเทศ สถานการณ์สิ่งแวดล้อมเช่นนี้มีผลกระทบทำให้ธุรกิจต่างๆ มีรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งก็มีผลทำให้รายได้ของพนักงานพลอยไม่แน่นอนไปด้วย ประมาณว่าทำงานอยู่ดีๆ ก็อาจจะตกงานได้ ถ้าเกิดมีม็อบมายึดถนนหน้าที่ทำงานติดกัน ทำการประท้วงสัก 23 เดือน ทำให้บริษัทเปิดทำการไม่ได้แต่ก่อนแต่ไรมาเรื่องปัญหาการเงินและปัญหาในครอบครัวของพนักงาน ถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่พนักงานต้องรับผิดชอบเอง องค์กรไม่มีส่วนรับผิดชอบด้วย แต่ในปัจจุบันนี้แนวโน้มของการบริหารงาน HR ขยายขอบเขตกว้างขวางขึ้นครอบคลุมความรับผิดชอบต่อชีวิตส่วนตัวของพนักงานมากขึ้น ในแง่ของการให้การดูแลเอาใจใส่พนักงาน และสนับสนุนให้พวกเขามีความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว (WorkLife Balance) เพื่อให้มีคุณภาพชีวิต (Quality of Life) ที่ดีขึ้น โดยเมื่อพนักงานมีความสุขกายสบายใจพอสมควรในชีวิตส่วนตัวกับครอบครัว เขาก็น่าที่จะสามารถทุ่มเทสมาธิในการทำงานให้องค์กรได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้องค์กรชั้นนำ เช่น Glaxosmithkline Novartis SAS (เป็นบริษัทให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ และซอฟต์แวร์/ไม่ใช่สายการบิน SAS) ฯลฯ พยายามจัดสร้างระบบ HR ที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือพนักงานและสมาชิกในครอบครัวของพนักงานผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ให้ค่ารักษาพยาบาล ทุนการศึกษา และกิจกรรมอื่นๆ ให้สมาชิกในครอบครัวของพนักงานได้เข้าร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาด้วย หรืออย่างในกรณีของ SAS ที่ได้รับรางวัลของการเป็นหนึ่งในบริษัทที่ดูแลพนักงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในสหรัฐอเมริกานั้นก็มีการจัดสวัสดิการต่างๆ ให้พนักงาน เช่น จัดให้มีสระว่ายน้ำ ห้องนวดตัว บริการดูแลเด็กเล็กที่เป็นลูกหลานของพนักงาน ฯลฯ
และสำหรับก้าวต่อไปที่เป็นก้าวสำคัญในการช่วยเหลือพนักงานให้มีการวางแผนชีวิตส่วนตัวของพวกเขาได้ดีขึ้นก็คือ เรื่องของการพัฒนา
“Financial Literacy” (ความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการการเงิน) เพื่อให้พนักงานสามารถวางแผนการเงินให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความรู้ทางด้านการจัดการการเงินนี้ ได้แก่ การสร้างความรู้เรื่องการออม (Savings) การวางแผนชีวิตหลังเกษียณการทำงานที่มีเงินใช้จ่ายพอเพียง มีหลักประกันความมั่นคงในการดูแลรักษาพยาบาลยามป่วยไข้ ความรู้ในการวางแผนการลงทุน การกู้ยืมเงินเพื่อทำธุรกิจเล็กๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ความรู้ต่างๆ เหล่านี้คือ “Financial Literacy” ที่ Lawrence O’Neil ประธานและ CEO ของ SHRM (The Society for Human Resource Management) ได้กล่าวไว้ในบทบรรณาธิการของ HR Magazine ฉบับเดือน เม.ย. ที่เพิ่งผ่านมานี้ Lawrence ยังได้กล่าวไว้ว่า ทาง SHRM เองกำลังทำงานอย่างแข็งขันในการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อให้สมาชิกของ SHRM ทั่วโลกรู้ว่า แหล่งความรู้เพื่อพัฒนา “Financial Literacy” นั้นมีอะไรบ้าง และองค์กรทั้งหลายพึงสร้าง Financial Literacy ผ่าน HR ได้อย่างไรHR บ้านเราน่าจะให้ความสนใจกับการพัฒนา Financial Literacy ให้กับตนเองและพนักงานในองค์กรนะคะ เพราะงานนี้เป็นโครงการ
“WinWin” สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตัว HR เองที่จะได้รับเครดิตความเชื่อถือไว้วางใจจากพนักงานมากขึ้น ตัวพนักงานเองที่จะมีการวางแผนทางการเงินสำหรับตนเองและครอบครัวที่ดีขึ้น และก็องค์กรเองที่จะได้รับความชื่นชมจากพนักงานที่รู้สึกว่าองค์กรสนใจในความเป็นอยู่ของพวกเขา และยังจะได้รับผลงานที่ดีขึ้นจากพนักงานที่มีความสุขมากขึ้น WinWin แบบนี้แล้วยังจะรอช้าอยู่ทำไมคะ HR ทั้งหลาย รีบมาทำโครงการ “Financial Literacy” กันเร็ว!






