
Namibia1เยือนดินแดนแห่งเรดดูน
เมื่อเอ่ยชื่อ “ประเทศนามิเบีย” เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายท่านคงจะพอคุ้นเคยกับชื่อประเทศนี้อยู่บ้างแล้ว เพราะครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน สาวงามจากประเทศนามิเบียเคยมาคว้ามงกุฎนางงามจักรวาล
เมื่อเอ่ยชื่อ “ประเทศนามิเบีย” เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายท่านคงจะพอคุ้นเคยกับชื่อประเทศนี้อยู่บ้างแล้ว เพราะครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน สาวงามจากประเทศนามิเบียเคยมาคว้ามงกุฎนางงามจักรวาล
โดย...ปวีณา สิงห์บูรณา [email protected]
เมื่อเอ่ยชื่อ “ประเทศนามิเบีย” เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายท่านคงจะพอคุ้นเคยกับชื่อประเทศนี้อยู่บ้างแล้ว เพราะครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน สาวงามจากประเทศนามิเบียเคยมาคว้ามงกุฎนางงามจักรวาลที่จัดการประกวดขึ้นในประเทศไทย แต่นอกเหนือไปจากการเป็นประเทศที่มีสาวงามแล้ว ประเทศนามิเบียยังเป็นประเทศในทวีปแอฟริกาที่มีเรื่องราวน่าสนใจไม่แพ้ประเทศอื่นๆ
ก่อนหน้านี้ที่ทีมงานโลก 360 องศา ได้เคยมีโอกาสไปเยือนมา โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาช่องทางเพื่อที่จะเข้าไปลงทุนในทวีปแอฟริกา รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการผจญภัยในซาฟารี และนิยมการตั้งแคมป์ในทะเลทรายด้วยแล้ว ดินแดนแห่งเรดดูนแห่งนี้มีเรื่องที่น่าสนใจชวนให้ค้นหาอยู่มากมายทีเดียว
ประเทศนามิเบียนั้น มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐนามิเบีย หรือ Republic of Namibia ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศแองโกลา ประเทศแซมเบีย ประเทศแอฟริกาใต้ ประเทศบอตสวาน่า และมหาสมุทรแอตแลนติก พื้นที่ของประเทศมีอยู่ประมาณ 820,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วมีขนาดเกือบ 2 เท่าของประเทศไทย หากแต่ว่าประชากรของนามิเบียนมีอยู่เพียง ประมาณ 2 ล้านคน
ชื่อของประเทศนามิเบียมาจากชื่อของ ทะเลทรายนามิบ (Namib Desert) ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และมีความยาวมากกว่า1,500 กิโลเมตร เรียกว่าเกือบตลอดชายฝั่งของนามิเบีย ภาพของทะเลทรายนามิบนั้นคุ้นตากันเป็นอย่างดี จาก เนินทรายแดง หรือ Red Dune อันเลื่องชื่อ ซึ่งเป็นภาพวอลเปเปอร์ของระบบปฏิบัติการ Windows ที่มาจากทะเลทรายนามิบนั่นเอง และลักษณะภูมิประเทศทั่วไปของนามิเบีย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นทะเลทราย ทำให้ไม่เหมาะกับการทำการเกษตร แต่ในขณะเดียวกันก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเพชร และทองแดง
ปัจจุบันประเทศนามิเบีย แบ่งการปกครองออกเป็น 13 เขต โดยมีเมืองหลวงคือ กรุงวินดุค (Windhoek) ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ภาคพื้นแอฟริกาขององค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ อันเนื่องมาจากความมีเสถียรภาพทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศนี้นั่นเอง แต่ถึงแม้ว่าประเทศนามิเบียจะมีสายการบินแห่งชาติ คือ Air Namibia และมีสนามบินนานาชาติที่เมือง Windhoek ก็ตามที แต่สำหรับการเดินทางจากประเทศไทยแล้ว ยังไม่มีสายการบินจากประเทศไทย บินตรงถึงสนามบินนานาชาติ
ของนามิเบียค่ะ ยังต้องเดินทางจากประเทศไทยไปเปลี่ยนเครื่องบินที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ของประเทศแอฟริกาใต้ แล้วจึงต่อเครื่องไปยังนามิเบีย
วันแรกที่ทีมงานโลก 360 องศา เริ่มออกสำรวจกรุง Windhoek เมืองหลวงของประเทศนามิเบียนั้นสิ่งที่สะดุดตาและน่าประทับใจนั่นคือ บ้านเมืองที่ค่อนข้างจะสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย แตกต่างไปจากประเทศแองโกลาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกันที่ทางทีมงานเคยไปถ่ายทำมาก่อนหน้านี้มากมายทีเดียว แต่เมื่อศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้วก็ค้นพบคำตอบที่ทำให้ กรุง Windhoek ในทุกวันนี้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สาเหตุเนื่องมาจาก ครั้งหนึ่งประเทศนามิเบียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศเยอรมนีนั่นเอง
หากย้อนกลับไปศึกษาข้อมูลในอดีตแล้ว มีการบันทึกไว้ว่าชาวโปรตุเกส ชื่อ Bartholomius เป็นชาวยุโรปคนแรก ที่เดินทางมายังนามิเบีย เมื่อประมาณศตวรรษที่ 15 ผลพวงจากการเข้ามาครอบครองทวีปแอฟริกาของชาวตะวันตกในยุคล่าอาณานิคมทำให้ต่อมาในปี ค.ศ. 1884 ประเทศนามิเบียก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองและการดูแลของประเทศเยอรมนีซึ่งเข้ามาปกครองแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ทั้งหมด หากแต่ว่า Walvis Bay เมืองท่าสำคัญของนามิเบียในปัจจุบันนั้น ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของเยอรมนี หากแต่อยู่ภายใต้การดูแลของประเทศอังกฤษ
ต่อมาในช่วงระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ. 1914 นามิเบียก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศแอฟริกาใต้ และเป็นสาเหตุให้เกิดการต่อต้านเพื่อที่จะเรียกร้องอิสรภาพของนามิเบียจากประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งก็ได้เกิดกลุ่มต่อต้านที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ SWAPO หรือ South West African People’s Organization การต่อสู้ในครั้งนั้นเป็นไปอย่างยาวนานหลายสิบปี ประเทศแอฟริกาใต้เองก็ถูกประณามจากนานาชาติ รวมทั้งองค์การสหประชาชาติ จนกระทั่งในสุด เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1990 ประเทศนามิเบียก็ได้รับเอกราชจากแอฟริกาใต้
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ กรุง Windhoek เมืองหลวงของประเทศนามิเบีย จะหลงเหลืออาคารบ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง ถนนหนทางต่าง ๆ ที่บ่งบอกความเป็นเยอรมนีไว้ให้เห็นโดยทั่วไป แต่ถ้าหากมองย้อนกลับในอดีตที่นานกว่านั้น ประเทศนามิเบียมีอารยธรรมที่เก่าแก่ และมีกลุ่มชนต่างๆ อาศัยอยู่ก่อนหน้าที่จะตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตก และทุกวันนี้สิ่งเหล่านั้นก็ถูกเก็บไว้เพื่อศึกษาและให้ข้อมูลแก่คนรุ่นหลังที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาตินามิเบีย หรือ The National Museum of Namibia ซึ่งภายในจัดแสดงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของประเทศนามิเบีย ไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับผู้คน พืช และสัตว์ในทะเลทราย
ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจำลองภาพชีวิตของสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายนามิบ เช่น กิ้งก่าทะเลทรายที่เป็นที่รู้จักกันดี นอกจากนั้นยังมีสัตว์พื้นถิ่นของทวีปแอฟริกา อีกหลากหลายชนิด รวมไปถึงพืชมหัศจรรย์ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศนามิเบีย นั่นคือ Welwitschia ซึ่งเป็นพืชที่มีอายุยืนนานถึง 1,500 - 2,000 ปี เนื่องจากมีคุณสมบัติที่สามารถจะอยู่รอดได้ ในบริเวณที่มีความแห้งแล้งและสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
นอกจากเรื่องพืชและสัตว์แล้ว สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งชาตินามิเบีย คือเรื่องราวความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่างๆ ในอดีต มีทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ การแต่งกาย เครื่องประดับ และวิถีชีวิต ซึ่งบางสิ่งบางอย่างก็ยังยืนยาว อยู่คู่มากับชาวนามิเบียนในปัจจุบัน
ในประเทศนามิเบีย บางสิ่งยังคงอยู่ บางสิ่งได้ลบเลือนหายไป ติดตามค้นหาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์ 21.30 น. ทาง ททบ. 5 ไปร่วมเดินทางด้วยกันนะคะ







