
จากโคลนตมเป็นดอกบัว
จากโคลนตมเป็นดอกบัวครั้งแล้วครั้งเล่าที่เด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ที่มีบุคลิกเงียบๆ ไม่ค่อยอยากมีปากมีเสียงกับใครอย่าง เป้ยฤทธิพันธุ์ วิจิตรพร
โดย...โยธิน อยู่จงดี
จากโคลนตมเป็นดอกบัวครั้งแล้วครั้งเล่าที่เด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ที่มีบุคลิกเงียบๆ ไม่ค่อยอยากมีปากมีเสียงกับใครอย่าง เป้ย-ฤทธิพันธุ์ วิจิตรพร ถูกรังแกจากรุ่นพี่และกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ เขาเกิดในครอบครัวฐานะที่จัดว่าร่ำรวย คุณพ่อเป็นเจ้าของรีสอร์ทแห่งหนึ่งใน จ.แม่ฮ่องสอน คุณแม่เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตัวเขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียง
ปัญหาเด็กนักเรียนเกเรที่ชอบรังแกเด็กนักเรียนคนอื่นๆ มีอยู่ทุกโรงเรียนในทุกชนชั้น เป้ยเองก็จัดเป็นเหยื่อของเด็กนักเรียนที่ขาดการอบรมเลี้ยงดูที่ดีจากทางบ้านมาเช่นกัน วันแล้ววันเล่าเขาแทบไม่เคยมีความสุขเลยที่ได้อยู่ในโรงเรียน จนกระทั่งขึ้นชั้น ม.ต้น เข้าสู่วัยรุ่นที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง และเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่าต่อไปเราจะเป็นอะไร แต่คำถามที่ร้ายแรงกว่านั้นที่ไม่ได้เกิดกับเป้ยเพียงคนเดียวก็คือ เราเรียนไปเพื่ออะไร?
เมื่อชีวิตไร้ซึ่งเป้าหมาย เราก็เหมือนร่างที่วิญญาณยังลอยล่องอยู่กลางทะเล จนกระทั่งเรียนจบ ม.ต้น เขาตัดสินใจเบนเข็มไปเรียนต่อทางสายอาชีวะอิเล็กทรอนิกส์ เลือกทางเดินสายใหม่ด้วยตัวเอง เริ่มชีวิตใหม่ที่ตั้งเป้าเพียงอย่างเดียวว่าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกเขาอีกต่อไป
แต่ก่อนไปคงต้องฝากอะไรไว้สักหน่อยกับคนที่รังแกเรามานาน เป้ยเริ่มอัดหน้าขาประจำที่เคยกลั่นแกล้งเขาไว้ทุกคน เพราะไหนๆ เขาก็ต้องไปจากสถานที่นรกในความรู้สึกของเขาแล้ว ก็คงไม่มีอะไรจะต้องแคร์นอกจากล้างแค้นให้สาแก่ใจ จึงเกิดวีรกรรมให้เขามีเพื่อนขอเข้ารวมเป็นกลุ่มจาก 10 คน จนมีสมาชิกเกือบ 200 คน ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน จนกลายเป็นกลุ่มอันธพาลที่มีชื่อเสียงคุมย่านโรงเรียนมงฟอร์ตในที่สุด
หลังจากเป้ยตั้งกลุ่มแก๊งขึ้นมาได้ ก็ตั้งชื่อกลุ่มว่า “เอราวัณ” ชื่อกลุ่มสวยๆ ที่ไม่มีที่มาที่ไป แต่มีเป้าหมายเดียวกันก็คือปกป้องตัวเองจากกลุ่มอันธพาลอื่นๆ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มมักจะเป็นเด็กมีปัญหาเรียนไม่จบ พ่อแม่แยกทาง ก็มารวมกลุ่มดูแลกันและกัน
“ผมชอบบรรยากาศในโรงเรียนเทคนิคมากกว่าโรงเรียนสายสามัญ เพราะเพื่อนๆ จะดูจริงใจมากกว่า มีความเป็นเพื่อนพ้องดูแลกันและกัน พอเพื่อนคนนึงมีปัญหาก็เท่ากับมีปัญหากับทั้งกลุ่ม ก็ยกกลุ่มไปตีกัน เป็นอย่างนี้อยู่ปีกว่า จนคุณพ่อทราบเรื่องก็ให้ออกจากโรงเรียน จากนั้นเราก็เคว้ง ไม่ได้เรียนต่อ เลยกลายเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มอันธพาลเต็มตัว
เวลาผ่านไปได้ประมาณ 2 ปี ด้วยความที่เราออกจากโรงเรียนมานาน เวลาว่างมีมาก แต่เพื่อนๆ ที่เคยรู้จักแต่ละคนเขาก็มีเป้าหมายของตัวเอง แต่ตัวเองยังต้องตีต่อยกับกลุ่มอื่นๆ อยู่ประจำ ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปคงไม่พ้นเส้นทางจบชีวิตด้วยการเป็นขอทานแน่” เป้ย เล่าถึงช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่งที่เขาได้อยู่กับตัวเอง ทำให้ได้คิดอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน แต่หากจะมองกันจริงๆ แล้ว ด้วยพื้นฐานของเป้ยเป็นเด็กที่เรียนดีมาก่อน และเกิดในครอบครัวที่อบอุ่น อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่น่าจะชักจูงไปในทางที่ดี ดังนั้นสภาพที่เขาควรอยู่จึงไม่น่าจะมาอยู่เป็นหัวหน้ากลุ่มอันธพาลแบบนี้
หากใครได้ยินความคิดแบบนี้ก็คงหลงดีใจ อยากให้เขากลับมาเรียนหนังสือต่อโดยเร็ว แต่ด้วยความที่เขาเป็นวัยรุ่นที่ความคิดยังไม่เติบโตอย่างกล้าแข็ง สิ่งที่เขาตัดสินใจหลังจากนั้นได้ก็คือไปเป็นขอทาน อาชีพปลายทางของความคิดดูก่อนว่าเขาจะใช้ชีวิตอยู่อย่างขอทานได้ไหม
ช่วงเวลาหลังบ่าย 3 โมงเย็นจนถึง 1 ทุ่ม หลังพระอาทิตย์ตก เป้ยจะแอบออกจากบ้านไม่ให้พ่อแม่รู้ รวมทั้งลูกน้องในแก๊ง เปลี่ยนตัวเองไปเป็นขอทานที่สะพานลอยแถวโรงเรียนมงฟอร์ต รายได้จากการขอทานแรกของเขาเอาไปซื้อก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อกิน เขาบอกว่ามันเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมา เขาไม่เคยคิดว่าแท้จริงแล้วชีวิตจะเรียบง่ายถึงขนาดนี้
เขาทำอย่างนี้ได้เกือบสัปดาห์ จนกระทั่งวันสุดท้ายของการเป็นขอทาน เพื่อนขอทานร่วมสะพานลอยเดียวกันเริ่มดมกาว เป้ยคิดในใจว่านี่อาจจะเป็นเส้นทางชีวิตของการเป็นขอทานที่ดีก็เป็นได้ เขาจึงสรรหากาวมาดมบ้าง แต่สูดได้ไม่กี่ฟืด ตำรวจก็ลากขอทานหนุ่มน้อยไปที่โรงพัก ความจึงแตก ณ บัดนั้น
คุณแม่ขับรถหรูมารับตัวลูกขอทานที่โรงพัก เล่นเอาร้อยเวรงุนงงว่านี่เขาเป็นแม่ลูกกันจริงหรือ เพราะฝ่ายหนึ่งเป็นยาจก อีกหนึ่งเป็นเศรษฐีนี กลับถึงบ้านโดนเทศน์ชุดใหญ่
เป้ยจึงเริ่มคิดว่าลองหันหน้าเข้าวัดฟังธรรมสักวันบ้างก็คงดี จึงโทรหาลูกน้องในแก๊งเอราวัณ ชวนกันไปทำบุญที่วัด ลูกน้องกลุ่มหนึ่งที่พอมีจิตสำนึกดีก็ตอบรับ รวมกันขี่มอเตอร์ไซค์กลุ่มใหญ่ไป ปล่อยนกปล่อยปลา กวาดลานวัด ชาวบ้านเห็นเป็นเรื่องแปลกที่สุดในรอบหลายปี จึงโทรหานักข่าวสถานีโทรทัศน์ให้มาทำข่าวเรื่องแปลกประหลาดจนกลายเป็นเสียงชื่นชมทั้งจังหวัด
จากนั้นเป็นต้นมาแก๊งเอราวัณกลายเป็นกลุ่มเด็กอาสาทำความดีเพื่อสังคมด้วยการเป็นวิทยากรเรื่องแก๊งอันธพาล และร่วมเครือข่ายการทำความดีของภาคเหนืออีกหลายเครือข่าย จนเขาได้รับรางวัลพระราชทานทูตความดีแห่งประเทศไทยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นเกียรติสูงสุดของชีวิต และเป้าหมายต่อไปของเขาก็คือการเรียนให้จบปริญญาตรีสายครู เพื่อสอนเด็กๆ ไม่ให้หลงทางแบบเขา
ถึงตรงนี้คำถามมีอยู่ต่อว่า เพราะอะไรเป้ยถึงสามารถออกมาจากจุดที่สังคมประณามว่าต่ำสุด สู่จุดที่ทุกคนให้การยอมรับและชื่นชมได้ สิทธิ วัฒนายากร รองประธานโครงการทูตความดีแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ผลักดันให้เกิดการทำดีในสังคมไทย ให้ความเห็นว่า ในกรณีของเป้ย จะเห็นได้ว่าเขาเลือกทางเดินผิด เพราะเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่ต้องการสร้างจุดเด่นให้กับตัวเอง หรือค้นหาตัวเองว่ามีความสามารถอะไร
เพียงแต่เส้นทางที่เขาเลือกเป็นเส้นที่ผิดด้วยความคิดของวัยรุ่นและพวกมากลากไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับเยาวชนทุกคน เหลือแค่รอเวลาที่เขาจะเริ่มคิดกลับตัวกลับใจและให้โอกาสกับพวกเขาเท่านั้น
การที่เราจะทำให้เยาวชนเลิกติดยา เลิกเป็นแก๊งอันธพาลได้ก็คือ การสร้างหรือการหาที่ยืนใหม่ให้เขาในสังคม วันนี้คนสมัยใหม่อยู่กับตัวเองมากขึ้นในโซเชียลมีเดีย แต่ใส่ใจสังคมคนรอบข้างน้อยลง กล้าที่จะแสดงการทำความดีกันน้อยลง เพราะกลัวว่าการทำดีผลที่ได้รับออกมาจะออกมาไม่ดี เพราะสังคมไทยเปลี่ยนไป ไม่ได้สนับสนุนการทำดีเหมือนแต่ก่อน เรามักจะไม่แสดงคำพูดชื่นชมคนที่ทำดีให้เขาได้มีกำลังใจทำต่อไป แต่มักจะซ้ำเติมคนที่ทำผิดพลาด แม้เจตนาเขาจะทำดีอยู่เสมอ นี่จึงทำให้คนไทยมักไม่กล้าแสดงออกถึงการทำความดี
ดังนั้น การยอมรับในความผิดพลาดสิ่งที่เขาทำด้วยการกลับตัว เรายกย่องส่งเสริมให้กลับตัวกลับใจ เขาก็สามารถกลับตัวได้ แม้ว่าพื้นที่ในสังคมให้เขาอยู่จะน้อย แต่เมื่อเขาทำดีแล้วก็ควรสนับสนุนต่อไป เพราะเราทุกคนมีความดีอยู่ในตัวเอง เป็นความดีที่ยังอยู่ในโคลนตม ซึ่งเราสามารถเพิ่มความดีได้ด้วยความกล้าที่จะแสดงพลังความดี และทุกคนในสังคมก็ต้องกล้าที่จะเอ่ยปากชื่นชมคนทำดี เยาวชนหรือคนที่หลงทางหลงผิดในสังคมไทยก็พ้นจากโคลนตมเป็นดอกบัวที่ผลิบาน เป็นบัวพ้นน้ำที่ควรค่าแก่การเชิดชู







