เมืองไทยในฝัน 2014
เมื่อถึงช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ นี่คือช่วงเวลาที่ดีสำหรับการย้อนกลับไปทบทวนสิ่งต่างๆ
โดย...กองบรรณาธิการ
เมื่อถึงช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ นี่คือช่วงเวลาที่ดีสำหรับการย้อนกลับไปทบทวนสิ่งต่างๆ ซึ่งผ่านมาและมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นไปอย่างที่วาดหวังและต้องการ นอกจากเรื่องส่วนตัว แต่ละคนก็มี “เมืองไทยในฝัน 2014” ในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป
ด.ช.ยงศิลป์ วงศ์พนิตนนท์ (น้องยอร์ช)
ดาราเด็กจากละครทองเนื้อเก้า
“อยากเห็นคนไทยมีแต่ความสุข ไม่ทะเลาะ ไม่วิวาท หันไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้มให้กันทั่วทั้งแผ่นดิน ถ้าผมมีนาฬิกาวิเศษ ผมอยากจะหยุดเวลาตอนที่คนไทยมีความสุขไว้นานๆ ครับ ไม่อยากให้มันผ่านไปเลย เหมือนผมตอนนี้ ผมกำลังมีความสุขกับการทำงานบันเทิง ผมก็เลยอยากจะหยุดเวลานี้ไว้นานๆ เพราะไม่รู้ว่ามันจะมีเวลาดีๆ แบบนี้อีกเมื่อไหร่
ปีหน้านี้ผมอยากให้ประเทศไทยไม่มีการทะเลาะกัน ไม่มีการประท้วงกัน อยู่ด้วยกันอย่างสงบ ทุกคนหันหน้ามาสามัคคีกัน รักกัน อยากเห็นภาพคนไทยที่หันไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้มให้กัน
ส่วนตัวผมปีใหม่ผมก็คิดวางแผนจะจัดห้องใหม่ครับ เพราะไม่ได้จัดมานาน อยากทำความสะอาดห้องเอง อยากจัดห้องให้เป็นระเบียบมากขึ้น ที่ผ่านมาผมมัวแต่ทำงานก็เลยไม่มีเวลาจัดห้องครับ
ของขวัญปีใหม่ที่ผมจะทำให้กับคุณพ่อคุณแม่ คือผมจะเป็นเด็กดีของท่าน ไม่ทำความเดือดร้อนให้ท่าน จะตั้งใจทำงาน จะตั้งใจเรียน ส่วนของขวัญที่เป็นของ ผมกะจะซื้อรองเท้าให้คุณพ่อ คุณแม่ก็อาจจะเป็นเสื้อ จะบอกรักท่าน อวยพรให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง แล้วก็จะถวายพระพรถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีอายุเป็นอมตะครับ”
อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข (แสตมป์)
ศิลปินกรรมการ เดอะ วอยซ์
แต่ในปี 2557 แสตมป์เตรียมแพ็กกระเป๋าใบโตเพื่อออกเดินทางไปหาแรงบันดาลใจ และกลับมาทำงานเพลงชุดใหม่
“ปีสองปีที่ผ่านมาผมมีทั้งเล่นสด ทั้งทำเดอะวอยซ์ ผมโฟกัสตรงนั้นจนลืมบทบาทของการเขียนเพลง ต้นเดือน ม.ค.ผมจะไปต่างประเทศ จะไปเซตตัวเองใหม่ ไปทำงานที่เราถนัด อยากเป็นจริงๆ ไป 4 เดือนตอนนี้ที่แน่ๆ คือ ญี่ปุ่น แต่ระหว่างนั้นก็อาจมีเดินทางไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย ผมว่าต้องใช้เวลานานแบบนี้แหละ ผมถึงจะได้งานออกมา เพราะตอนนี้ผมไปเล่นดนตรีเพลงมันซ้ำแล้ว ทั้งหมดที่ทำเพื่อเขียนเพลง ก่อนเดือน พ.ค.จะกลับมาทัวร์และปล่อยเพลงใหม่”
นอกจากแสตมป์จะรีเซตตัวเองใหม่แล้ว เขายังอยากเห็นอะไรใหม่ๆ ในเมืองไทยด้วย “อยากเห็นการยอมรับความคิดเห็นกันของคนไทย ไม่ด่ากันในเฟซบุ๊ก เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น คนเมืองส่วนมากใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก และก็ใช้ช่องทางนี้โจมตีกัน ด่ากัน โต้เถียงกัน ผมอยากเห็นการอธิบายกันดีๆ เขาด่ามาไม่โกรธ สังคมไทยจะดี เอาสังคมในนี้ให้ดีก่อนได้ ให้คนในสังคมเฟซบุ๊กมีความเข้าใจกัน ยอมรับฟังกัน และที่ผมอยากเห็นมากๆ คือ อยากเห็นในหลวงสุขภาพแข็งแรง แข็งแรงมากๆ อยากเห็นในหลวงมีความสุข”
เขายังวาดหวังว่า ปี 2557 วงการเพลงจะมีบุคลากรที่มีคุณภาพและก้าวไประดับอินเตอร์ “ผมว่าถ้าบ้านเมืองเรานิ่ง ชีวิตคนไม่ลำบาก วงการเพลงมันก็จะรุ่งเรือง ผมอยากให้วงใหญ่ๆ เขาได้ทำการแสดงที่ใหญ่จริงๆ คือตอนนี้ผมรู้สึกว่าบ้านเรามีวงดนตรีไทยที่เก่ง อย่างวงบอดี้สแลม บิ๊กแอส เขาเก่งมาก แต่ทุกวันนี้ยังต้องเล่นตามผับตามบาร์ น่าจะมีสปอนเซอร์จัดการแสดงให้เขาเหมือนวงระดับต่างประเทศ และไปโชว์ต่างประเทศจัดการแสดงในระดับเดียวกับศิลปินดังๆ ให้คนต่างประเทศเขาได้เห็น วงพวกนี้เขามีดีพอที่จะไป เขามีลายเซ็นบางอย่างที่น่าสนับสนุน
ส่วนในเมืองไทยเรา ปีหน้าผมอยากฟังเพลงเพราะๆ และอยากฟังผลงานของน้องๆ เดอะวอยซ์ อยากให้น้องๆ ที่จบใหม่ๆ ทำงานกันมีคุณภาพ ให้มีคนรุ่นใหม่ที่เราไปใช้งานเขาได้ ให้พวกเราที่อยู่ข้างในวงการเพลงลิงก์กัน และมีสายสัมพันธ์ที่ดี ทุกงานเราตั้งใจและช่วยเหลือกัน”
ภาววิทย์ กลิ่นประทุม
ที่ปรึกษาการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง
ต้นแบบของนักลงทุนรุ่นใหม่ โด่งดังจากการเขียนบล็อกถ่ายทอดประสบการณ์การลงทุนจนกลายเป็นหนังสือขายดี เขาให้นิยามของเมืองไทยในฝัน 2014 ว่า
“ประการแรก อยากให้คนไทยลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง เริ่มจากค้นหาแรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือ เพราะตัวเขาเองก้าวขึ้นมาได้ดีในระดับนี้ก็ได้มาจากแรงบันดาลใจในการรักการอ่านและพัฒนาความรู้ของตัวเอง เพราะสังคมไทยยังขาดคนประเภทนี้
ประการที่สอง การที่คนไทยไม่รู้จักเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง เพราะไม่เคยโทษตัวเองว่าผิด ทำให้ต้องชี้นิ้วหาคนผิด อย่างปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้เริ่มที่นักการเมือง แต่เริ่มจากตัวคุณและตัวผมนี่แหละ มีการติดสินบนตั้งแต่รากหญ้าขึ้นไป
ประการที่สาม อยากให้ทุกคนหันมามองตัวเองก่อน เมืองไทยคอร์รัปชั่นเยอะ เพราะตัวเราเองพร้อมจะติดสินบน คิดไม่กว้างไกล วัดคุณภาพคนจากการท่องจำ และลงโทษคนที่ตั้งคำถาม และความท้อแท้คือศัตรูของประเทศเรา
ประการที่สี่ คนเรายิ่งใหญ่หรือประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน เพราะขนาดของใจและจินตนาการที่ต่างกัน อีเบย์ สร้างตลาดมือสองบนโลกออนไลน์ อะเมซอนดอทคอม สร้างร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยไม่มีสินค้าของตัวเอง เทสลา สร้างบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากแบตเตอรี่คอมพิวเตอร์ โดยปราศจากประสบการณ์ผลิตรถยนต์เพื่อการค้ามาก่อน วอลท์ ดิสนีย์ สร้างความฝันและตัวการ์ตูนให้เป็นอาณาจักรหมื่นล้าน เป็นสถานที่ที่ทุกอย่างในนั้นสร้างจากความฝัน อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สร้างวัดร่องขุ่นจากความบ้าระห่ำและความศรัทธา เกิดเป็นผลงานระดับโลก
ปี 2014 ประเทศไทยในอนาคตขอให้คนไทยอย่าหยุดเรียนรู้จากข้อผิดพลาด พัฒนาประสบการณ์และปัญญาที่เริ่มจากตัวเองและขยายขนาดจิตใจและความคิด นั่นแหละคือเมืองไทยในฝันของผม ทุกคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง คิดดี ทำดี และเดินตามความฝันที่ไร้ขีดจำกัด”
อัศวินทร์ เตชะเจริญวิกุล
ประธานเจ้าหน้าที่และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี)
หนุ่มที่มีบทบาทขับเคลื่อนเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคให้เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำและปลายน้ำและขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน ในปี 2557 อัศวินทร์ เตชะเจริญวิกุล ฝันอยากเห็นประเทศไทยเป็นเมืองแห่งนวัตกรรม
“แม้จะมีปัจจัยลบเกิดขึ้นมากมาย แต่สำหรับผมมองประเทศไทยอย่างมีความหวังเสมอ โดยมองถึงโอกาสสินค้าไทยก้าวสู่ตลาดโลก ในปีม้าที่กำลังมาถึงนี้ อยากให้ประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องของนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างภาคการผลิตให้แข็งแกร่ง และเพิ่มขีดความสามารถสินค้าไทยแข่งขันในเวทีการค้าระดับโลกได้ นอกจากนี้ นวัตกรรมยังทำให้คนไทยออกจากกับดักจากสังคมชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นกลางได้ ซึ่งผมยังมั่นใจว่าคนไทยมีความสามารถไม่แพ้ใคร
ปัญหาที่พบในไทยขณะนี้ คนเก่งมีเยอะ แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ ส่วนระบบการศึกษา ผมอยากให้เป็นระบบที่พัฒนาเด็กและเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติให้เป็นคนกล้าคิด อย่างเช่นในประเทศสิงคโปร์
สิ่งที่อยากให้ประเทศไทยขับเคลื่อน เพื่อสร้างความโดดเด่นและเป็นจุดขายของประเทศ คือ การสร้างศิลปะ วัฒนธรรม และโดยเฉพาะด้านอาหาร ที่ไทยมีความโดดเด่นขึ้นมา อย่างเช่น อเมริกาสร้างวัฒนธรรมทำให้คนอยากเป็นชาวอเมริกัน รวมทั้งเพิ่มบทบาทของประเทศการช่วยเหลือทางสังคมระดับนานาชาติ เพื่อสร้างภาพลักษณ์สู่สายตาชาวโลก”
กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร
ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์
นักธุรกิจหญิงไทยไฟแรงฝันอยากเห็นคนไทยมีความรักสามัคคี ประชาธิปไตยเบ่งบานอย่างแท้จริง เพื่อสร้างรากฐานการเมืองไทยให้ความแข็งแกร่ง นำพาประเทศไทยสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
“อยากให้การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นปลายปี 2556 เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ เพราะคนไทยเจ็บปวดมานานมากพอแล้ว หากจะเปลี่ยนการเมืองไทยใหม่ คนไทยต้องยกระดับระบบความคิดไปสู่ความถูกต้อง ขจัดเรื่องที่ไม่ถูกต้องและสังคมมองเป็นเรื่องผิดเป็นเรื่องธรรมดาทิ้งไป แม้ว่าขณะนี้การเมืองไทยจะสะดุดไปบ้าง ส่งผลให้ธุรกิจในไทยปี 2557 เติบโตช้า แต่สำหรับเราอยากให้ปีม้าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรากฐานการเมือง
เราไม่ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตแค่ในระยะสั้น ณ ตอนนี้ไทยไม่ต้องรีบเติบโตเร็วก็ได้ แต่ต้องการให้ประเทศไทยสร้างรากฐานสิ่งต่างๆ ให้แข็งแกร่ง เติบโตช้าแต่เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนจะดีกว่า เพื่อให้สามารถแข่งขันบนเวทีการค้าระดับภูมิภาคหรือเวทีโลกได้
ส่วนนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ใช้ในการหาเสียงจะต้องหมดสิ้นไป เพราะการที่จะได้อะไรมา ต้องมาจากหยาดเหงื่อหรือลงแรงลงกาย ไม่ใช่มาจากฟ้าประทานให้ คนไทยก็ต้องมีความขยันทำมาหากิน ทุกคนต้องยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ประเทศชาติถึงจะมีรากฐานที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
ขณะที่การคอร์รัปชั่นของสังคมไทย ที่ผ่านมาคนรุ่นใหม่ยอมรับการคอร์รัปชั่นได้ หากแบ่งเงินให้ส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และเป็นเรื่องที่ไม่ดีในสังคมไทย ดังนั้นเป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังกันใหม่ มิเช่นนั้นประเทศจะยิ่งถอยหลัง หากเด็กและเยาวชนเจริญรอยตาม
สำหรับการเลือกตั้งในปี 2557 อยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ มีความจริงใจต่อประเทศ และให้ความสำคัญกับการศึกษา ประเทศชาติจะก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติได้นั้น ต้องสร้างคนหรือบุคลากรที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ เพราะคนคืออนาคตของประเทศ”
จักษ์ พันธ์ชูเพชร
ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร นักวิชาการเรตติ้งสูงในเวทีมวลมหาประชาชน
“อยากเห็นนักการเมืองคืนความสงบสุขให้กับประเทศไทย และทุกคนสามารถพูดจาคุยกันได้ เพราะคำว่าประชาธิปไตย คืออยู่กับคนที่คิดเห็นต่างกันได้ ดังนั้น การอยู่บนประชาธิปไตยทุกคนควรหันมาพัฒนาประเทศ โดยมองไปข้างหน้า เพื่ออนาคตของลูกหลาน







