เอฟเวรีบอดี้ เลิฟ ดีน มาร์ติน (2)
สวัสดีปีใหม่แฟนเพลง เอ๊ย! แฟนคอลัมน์เล่าเรื่องเก่าทุกๆ ท่าน บรรยากาศเฉลิมฉลองแห่งเทศกาลคริสต์มาส
โดย...กบยูเนียน
สวัสดีปีใหม่แฟนเพลง เอ๊ย! แฟนคอลัมน์เล่าเรื่องเก่าทุกๆ ท่าน บรรยากาศเฉลิมฉลองแห่งเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึง ช่างน่าตื่นตา แถมอากาศก็เป็นใจ โดยเฉพาะทางภาคเหนือที่อากาศหนาวสุดๆ ใครไปเที่ยวคริสต์มาสต่อยาวไปถึงปีใหม่ ก็ช่วยเที่ยวเผื่อกบยูเนียนด้วยนะ ด้วยข้าพเจ้าต้องอยู่โยงเฝ้าออฟฟิศอยู่กรุงเทพฯ นี้แล
อยู่กรุงเทพฯ ก็มิอินัง เนื่องจากเป็นกรุงเทพฯ ในยามที่ถนนว่างโหวง จะขยับเขยื้อนเลื่อนกายไปทางใดก็สะดวกปรื๊ดๆ รถรามิติดขัดด้วยออกนอกเมืองกันไปหมด ปีใหม่นี้ขออวยพรผู้อ่านทุกท่านให้ประสบแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง จิตใจแจ่มใส และก่อนจะจากลาปี 2556 กันไป ขอเขียนให้จบถึงศิลปินเพลงผู้ยิ่งใหญ่ ดีน มาร์ติน ซึ่งในวันนี้เป็นตอนที่ 2 และเป็นตอนจบจ้า
ดีน เจ้าของเสียงเพลงอมตะอย่าง That’s Amore, Mambo Italiano, Memory Are Made Of This และ Everybody Loves Somebody ในครั้งที่แล้วได้พูดถึงช่วงต้นของชีวิตที่เขาไต่เต้าขึ้นจากการแสดงคู่กับดาวตลก เจอรี เลวิส โดยทั้งคู่กลายเป็นคู่ตลกแห่งยุค และเป็นคู่นักแสดงที่มีค่าตัวและความต้องการสูงสุดในสถานบันเทิงชั้นนำของสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น
จากความโด่งดังในฐานะนักแสดงตลก ในเวลาไม่นานผู้ชมก็ได้ชมความสามารถของทั้งคู่ในฐานะนักร้องและนักแสดง นั่นก็คือ If (1951), You Belong To Me (1952), Love Me, Love Me (1953) และ Kiss (1953) เพลงจากภาพยนตร์เรื่องน้ำตกไนแองการา จากนั้นปลายปี 1953 ดีนจับคู่อีกครั้งกับเจอรี แสดงภาพยนตร์เรื่อง The Caddy เจอรีแสดงเป็นโค้ช เตรียมดีนไปแข่งทัวร์นาเมนต์ใหญ่ เพลงเอกซึ่งดีนร้องไว้คือ That’s Amore ผลงานประพันธ์ของนักแต่งเพลงระดับตุ๊กตาทอง แฮร์รี วอร์เรน ซึ่งเพลงนี้เองที่ส่งให้ดีนกลายเป็นนักร้องที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ในระหว่างความโด่งดัง ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงานก็เกิดขึ้น ดีนมีปัญหาหลายเรื่องกับเจอรี ทั้งปัญหาส่วนตัวและปัญหาการงาน รวมถึงปัญหาเรื่องค่าตัว การหารรายได้ที่ไม่ลงตัวทำให้ทั้งคู่ยิ่งระหองระแหงกันมากขึ้น ในที่สุดก็ตัดสินใจแยกทางกันเดิน ยุติการทำงานที่ร่วมกันมากว่า 8 ปี รวมผลงานที่แสดงร่วมกัน 16 เรื่อง โชว์แสดงตลกทั้งจากการแสดงหน้าม่าน รายการวิทยุโทรทัศน์ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 รอบ
เมื่อแยกทางเดินกัน ดีนยังคงมุ่งหน้าสู่แถวหน้าของฮอลลีวู้ด เขาแสดงภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง เช่น The Young Lion ดีนรับบทนายทหารหนุ่มประกบคู่มาร์ลอน แบรนโด อีกเรื่องหนึ่งคือ Some Came Running ประกบกับแฟรงค์ ซิเนตร้า ทั้งสองเรื่องดีนได้รับคำชมมากมาย จนกระทั่งในปลายทศวรรษ 50 ดีนจัดเป็นศิลปินระดับแนวหน้า ผลงานเพลงและภาพยนตร์ของเขาทำรายได้สูงให้แก่โรงภาพยนตร์และบริษัทแผ่นเสียงต้นสังกัดเสมอ
เพื่อนสนิทของดีน คือ แฟรงค์ ซิเนตร้า นักร้องและดาราภาพยนตร์ผู้ทรงอิทธิพล นอกจากนี้ก็มีแซมมี เดวิส จูเนียร์ ปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ด และดาวตลกคนดัง โจอี บิชอพ ทั้งห้ามักปรากฏตัวในงานสังคมหรือตามแหล่งบันเทิงในฮอลลีวู้ด โดยเป็นที่รู้จักในนามกลุ่ม The Rat Pack ในปี 1960 The Rat Pack ได้ตกลงแสดงภาพยนตร์ร่วมกันใน Ocean Eleven ฉายบ้านเราในชื่อ สิบเอ็ดดาวโจร หัวหน้าโจรแดนนี โอเชียน รับบทโดยแฟรงค์ ซิเนตร้า ดีนรับบทหนึ่งในดาวโจร และร้องเพลงในหนังเรื่องนี้ Just In Time และ The Party’s Over ซึ่งไพเราะมาก
ความสำเร็จของสิบเอ็ดดาวโจร ทำให้ทั้งห้ากลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในภาพยนตร์คาวบอยตะวันตก Sergeants 3 ในปี 1962 และ Robin And The Seven Hoods โดยดีนยังร้องเพลงและแสดงภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง กระทั่งในปลายยุค 60 จึงค่อยสร่างซาความนิยม ด้านชีวิตส่วนตัว ดีนแต่งงานหลายครั้ง ทุกครั้งเป็นการแต่งงานกับหญิงที่เรียบร้อย มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน แตกต่างจากภาพพจน์ที่แสดงออก ซึ่งใกล้ตัวเขาจะมีแต่สาวสวยเซ็กซี่รายล้อม
ในปี 1987 ดีน พอล มาร์ติน ลูกชายที่ดีนรักมาก ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกเสียชีวิต เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้เป็นเหตุให้ชีวิตของดีนหลังจากนี้มีแต่ความเศร้าสลด ความหดหู่เข้าเกาะกุมชีวิตเขาอย่างแยกไม่ออก การแสดงคอนเสิร์ตในช่วงท้ายๆ ของชีวิต เริ่มออกอาการโรคพิษสุราเรื้อรัง และความจำเสื่อม เขาจำเนื้อเพลงตัวเองไม่ได้ วงดนตรีต้องหยุดแสดงกลางคัน และค่อยๆ พาตัวเขาลงจากเวที
ชีวิตบั้นปลาย ดีนกลับมาอยู่กับภรรยาคนแรก Jeanne Biegger ภรรยาที่กลายเป็นเพื่อนสนิทคู่ทุกข์คู่ยาก เธอดูแลเขาอย่างดี หลังจากรักษาตัวพักใหญ่ ดีนออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้านคฤหาสน์หลังใหญ่ในเบเวอลีฮิลส์ ตัดขาดจากสังคมภายนอก ทุกเย็นจะออกมารับประทานอาหารที่ภัตตาคารอิตาเลียนชื่อ ดา วินชี โดยรถโรลสรอยซ์พร้อมคนขับจะมาส่งตรงเวลา 19.30 น.ทุกเย็น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ สกอตช์ ออน เดอะ ร็อกซ์ ถ้ามีแฟนเพลงมาพูดคุยขอลายเซ็น ดีนก็จะทักทายอย่างใจดีเสมอ
ดีนเสียชีวิตอย่างสงบในปี 1995 ปิดฉากภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมสมัยนิยมของอิตาเลียนอเมริกันในเรื่องความเจ้าชู้ หนุ่มมาดเท่ และนักดื่ม







