
ไม่เห็นแต่เห็น ไม่ได้ยินแต่ได้ยิน นิษฐา อึ้งสุประเสริฐ
ในวันที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังคุกรุ่น ต่างคนต่างฝ่าย ต่างคนต่างพูด เราได้นั่งลงคุยกับ นิษฐา อึ้งสุประเสริฐ
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ในวันที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังคุกรุ่น ต่างคนต่างฝ่าย ต่างคนต่างพูด เราได้นั่งลงคุยกับ นิษฐา อึ้งสุประเสริฐ หรือ แอน นายกสมาคมเทคโนโลยีการสื่อสารทางเลือกและการสื่อสารทางแทนคำพูดนานาชาติแห่งประเทศไทย (ISAAC Thailand) แล้วก็ได้เห็นถึงความสวยงามเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ของการสื่อสาร
ไม่ใช่การพูดคุยกันอย่างคนปกติ แต่เป็นคนที่มีปัญหาภาวะบกพร่องทางการสื่อสาร ที่สามารถพูดคุยกันได้ สื่อสารกันได้ และเข้าใจกันได้
จากประสบการณ์ที่เชี่ยวกรำในวงการสื่อสารทางเลือกระดับชาติ แอนในวัย 40 ปี ก่อตั้งสมาคมเทคโนโลยีการสื่อสารทางเลือกฯ หรือไอแสค ไทยแลนด์ ขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เธอทำงานเป็นนักอรรถบำบัด (Speech Pathology) และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้อุปกรณ์ช่วยเสริมทักษะ ผู้มีปัญหาภาวะบกพร่องด้านการสื่อสารที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่นั่นถึง 20 ปี ก่อนจะตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยและก่อตั้งไอแสค ไทยแลนด์ ขึ้น
แอน บอกว่า หน้าที่ของไอแสค คือ การส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารที่ดีที่สุดสำหรับผู้มีภาวะซับซ้อนด้านการสื่อสาร ที่ต้องการสื่อสารกับคนอื่นๆ โดยการใช้การสื่อสารทางเลือกและการสื่อสารแทนคำพูด (Augmentative and Alternative Communication : AAC) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลมาแล้วกับผู้มีปัญหาด้านการสื่อสาร ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดตามธรรมชาตินับล้านคนทั่วโลก
“การสื่อสารทางเลือกก็คือ การใช้เทคนิคและเครื่องมือสื่อสารต่างๆ สื่อสารกับผู้ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดปกติ ให้เขาสามารถรับรู้ เข้าใจ และตอบโต้หรือสื่อสารกลับมาหาเราได้” แอน เล่า
สำหรับผู้ที่จะต้องใช้เครื่องมือสื่อสารทางเลือก (เอเอซี) คือ ผู้ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยการพูดอย่างคนปกติ จะไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม เช่น ผู้ที่พูดไม่ได้ ผู้มีภาวะออทิสซึม ผู้มีภาวะสมองพิการแต่กำเนิด (Cerebral Palsy) หรือผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนทางสมอง ไม่สามารถขยับร่างกายได้ (LockedIn Syndrome)
ส่วนเครื่องมือสื่อสารทางเลือก แอน เล่าว่า ปัจจุบันมีความก้าวหน้า สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีปัญหาการพูดบกพร่อง เติมเต็มการใช้ชีวิต แม้ไม่สมบูรณ์ 100% แต่ดีกว่าสมัยก่อนมาก เครื่องมือมีหลายรูปแบบ ได้แก่ 1.แบบที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วย (การแสดงสีหน้า การจ้องตา การใช้ภาษามือ ฯลฯ) 2.แบบที่ต้องใช้เครื่องมือช่วย แบ่งเป็น แบบที่ใช้สิ่งของ วัตถุขนาดย่อเพื่อแทนสัญลักษณ์ รูปภาพ หนังสือ ฯลฯ) แบบที่ใช้เทคโนโลยีพื้นฐาน เช่น สวิตช์ (Big Mack, totalk) และเครื่องมือสื่อสารที่แสดงภาพหรือเสียง เมื่อผู้ใช้ต้องการสื่อสาร เช่น เครื่องอายเกซ (Eyegaze)
“ในปัจจุบันยังมีสมาร์ทโฟนที่มีแอพช่วยสื่อสารอย่าง Proloquo2Go ใน iDevices เช่น iPad / iPhone เป็นต้น ซึ่งช่วยคนพวกนี้ได้มากค่ะ โลกเปลี่ยนไปเลย พูดได้อย่างนั้น” แอน เล่า
มาถึงจุดนี้ได้ แอน บอกว่า ต้องย้อนกลับไปที่ออสเตรเลีย ซึ่งได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เอกด้านวิทยาศาสตร์โภชนาการ (Nutritional Science) มหาวิทยาลัยแคนเบอร์รา ต่อมาได้ทำงานเป็นโภชนากรที่โรงพยาบาลเซนต์ วินเซนต์ ในแผนกอายุรกรรมและประสาทวิทยา เมืองซิดนีย์ 7 ปี ซึ่งที่นี่เองทำให้เธอมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับผู้ป่วยที่มีปัญหาการพูดและการสื่อสารผิดปกติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เธออย่างมาก
ในที่สุดก็ตัดสินใจเรียนปริญญาตรีด้านนี้โดยตรง นั่นคือ อรรถบำบัด และการกลืนอาหารอย่างถูกวิธีหลังมีผลกระทบจากสมอง (Speech Pathology) จากนั้นจึงได้ทำงานเป็นนักอรรถบำบัด ที่แผนกดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ และเด็กเล็กที่มีพัฒนาการช้า (Department of Ageing, Disablility and Home Care) ขณะเดียวกันก็เริ่มในด้านเอเอซีอย่างจริงจัง จนเป็นผู้นำด้านพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการสื่อสาร ได้รับรางวัล Bronze Clinical Educator Award จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์
ที่ซิดนีย์ แอนเป็นหัวหน้าทีมการศึกษาเอเอซี เป็นผู้ชำนาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร นักการศึกษาพิเศษเด็กเรียนช้าหรือเด็กพิการซ้ำซ้อน นักคลินิกวิทยา นักอรรถบำบัดอาวุโสระดับนานาชาติ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเอ็นจีโอ
“การทำงานกับผู้มีภาวะบกพร่องทางการพูดคือความท้าทายค่ะ ทุกวันคือการได้เจอคนใหม่ๆ ปัญหาใหม่ๆ พัฒนาการที่ได้เห็น และการสื่อสารที่ประสบความสำเร็จ คือความสุข” แอน เล่า
จากการทำงานอันยาวนานกว่า 10 ปีในต่างประเทศ ได้พบเจอกรณีมากมาย เคสประทับใจ คือ เคสของเด็กผู้หญิง 13 ปีคนหนึ่ง มีปัญหาหนีออกจากบ้าน ปีหนึ่งๆ หนีออกจากบ้านไม่ต่ำกว่า 30-40 ครั้ง เด็กคนนี้ไม่สนใจเสียง ทำให้สื่อสารได้ก็ด้วยรูปภาพ มีปัญหามาก เพราะหนีโรงเรียนตลอดเวลา การหนีออกจากบ้านหรือโรงเรียนครั้งหนึ่งๆ ในต่างประเทศก็ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ตามหาวุ่นวาย รัฐต้องเสียเวลาและงบประมาณในการตามหาเด็กคนนี้รวมแล้วล้านกว่าเหรียญต่อปี
“เป็นเคสที่ยากที่สุด ปัญหาของเด็ก คือ ไม่มีใครใส่ใจปัญหาจริงจัง ที่ผ่านมาผู้ใหญ่ไม่ฟังเด็ก และเด็กก็ไม่ฟังผู้ใหญ่ เนื่องจากผู้ใหญ่ทุกคนพูดกับเขาเหมือนเป็นเด็กเล็กๆ 2-3 ขวบ เด็กก็ไม่ยอมรับ แต่แอนพูดกับเขา ทรีตเขาในฐานะที่เขาเป็นวัยรุ่นที่มีปัญหาคนหนึ่ง เขาก็ฟัง แอน บอกเขาว่า ถ้าจะหนีจริงๆ จะกลับได้ยังไง ต้องนั่งรถไฟที่ไหน ไปต่อรถเมล์เบอร์อะไรเพื่อกลับโรงเรียน หนีแล้วกลับมาก็แล้วกัน สอนวิธีกลับ สอนวิธีดูแลตัวเองให้ปลอดภัย ไม่ไปไหนกับคนแปลกหน้า ก็ไม่มีปัญหาอีก”
ส่วนในประเทศไทย ผู้มีภาวะการพูดบกพร่องยังมีปัญหาเรื่องการยอมรับ ไม่เฉพาะการปฏิเสธจากบุคคลภายนอกหรือสังคมเท่านั้น หากรวมถึงการไม่ยอมรับของตัวพ่อแม่เอง โลกของคนพวกนี้จึงเท่ากับถูกปิดกั้นในทุกด้าน แทนที่จะได้ไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษที่เข้าใจปัญหา ก็ถูกปิดโอกาส อย่างเด็กที่มีภาวะออทิสซึมนั้น จะอย่างไรก็มีปัญหาด้านการใช้ภาษา หากอยู่ผิดที่ผิดทาง หรือคนไม่เข้าใจ ก็จะถูกมองว่าบ้า ถูกจับเข้าโรงพยาบาลบ้า
“คนไทยมีความขัดแย้งทางความคิด 2 อย่าง คือ เชื่อว่าที่เด็กเป็นอย่างนี้เพราะกรรมเก่า ยังไงก็ต้องเป็นอย่างนี้ กับอีกทางหนึ่งเชื่อว่าไปหาหมอแล้วจะต้องหาย กินยาเข้าไป อันนี้เชื่อว่า ยังไงก็ต้องหาย คอนฟลิกท์แบบนี้ปิดกั้นทั้งตัวเด็กตัวพ่อแม่ สำหรับเราหวังว่าจะได้ดูเคสเด็กที่มีภาวะออทิสซึม แต่พ่อแม่เด็กไม่พามา สังคมไทยยังไม่เปิด ก็ต้องค่อยๆ ทำไป”
แอน เล่าว่า เคสที่เจอส่วนใหญ่เป็นกรณีของเด็กก่อนวัยเรียน เช่น เด็กที่แยกจากพ่อแม่ไม่ได้เลย และเด็กสมาธิสั้น พ่อแม่บางคนถามว่า จะพาลูกไปหาหมอดีไหม เพราะลูกนั่งโต๊ะไม่ได้ ไม่ยอมนั่งอยู่กับที่ นั่งโต๊ะเขียน A B C ไม่ได้ พ่อแม่อยากพาไปหาหมอแล้ว ไปหาหมอก็ต้องกินยา เราบอกว่า ให้ลองมาที่เราก่อน ลูก 2 ขวบครึ่งนั่งเขียนไม่ได้ แต่เขาเรียนรู้ด้วยวิธีอื่นได้ เรียนรู้แบบไม่ต้องนั่งก็ได้
พฤติกรรมต่างๆ ของเด็กที่แสดงออก สะท้อนออกมาจากปัญหาการสื่อสารที่พวกเขาสื่อสารกับโลกภายนอกไม่ได้ ถ้าสื่อสารได้พฤติกรรมแปลกๆ ก็จะหายไปเอง อย่างกรณีเด็กออทิสติกที่ชอบตีหัวตัวเอง นั่นเพราะเด็กเบื่อ หรือปวดหัว ถ้ารู้สาเหตุก็แก้ที่ต้นเหตุ เบื่อก็หากิจกรรมให้ทำ ถ้าปวดหัวก็พาไปหาหมอ พ่อแม่สำคัญที่สุด ต้องยอมรับปัญหา มนุษย์ต่างวิถีกัน แม้ไม่พูดหรือสื่อสารได้ปกติ แต่ถ้าแสวงหาทาง ก็จะเจอวิธีที่จะสื่อสารและเข้าใจกัน
เป้าหมายของไอแสค ไทยแลนด์ คือ การทำให้การสื่อสารทางเลือกฯ เป็นที่รู้จัก พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีปัญหาการพูดในประเทศไทย เพื่อให้คนกลุ่มนี้มีโอกาสที่มากขึ้นกว่าการถูกเก็บเอาไว้ในบ้านหรือสถานพยาบาล ล่าสุดอยู่ระหว่างจัดหาทุนซื้อเบรลล์โน้ต ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง มอบแก่เด็กที่มีปัญหาการพูดจำนวน 3 คน นำร่องโครงการเรียนรู้ด้วยเอเอซี ปลดล็อกความคิดของเด็กกลุ่มนี้ ครู พ่อแม่ และผู้เกี่ยวข้อง ให้ได้รู้ว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถเรียนรู้ได้ พัฒนาตัวเองได้
“คนพวกนี้มีศักยภาพ ถ้าเราหาวิธีให้เขาสื่อสารออกมาได้ เขาก็สามารถทำประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติได้”
ชื่อ นิษฐา อึ้งสุประเสริฐ
อายุ 40 ปี
การศึกษา
มัธยมศึกษา สาธิตรามคำแหง
ปริญญาตรี Fisheries มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
Graduate Diploma of Applied Science(Nutritionl Science)
University of Canberra
Bachelor of Applied Science (Speech Pathology)
The University of Sydney
ปริญญาโท Concurrently of Speech Pathology
The University of Sydney
การทำงาน
Nutritionist : St.vincent’s Hospital Australia
Speech Pathologist (SP), Ageing, Disability and Homecare
SP & Assistive Technology Specialist : Northcott Disability Services
Regional Senior Speech Pathologist Ageing, Disability and Home Care
ปัจจุบัน
นายกสมาคมเทคโนโลยีการสื่อสารทางเลือกและการสื่อสารแทนคำพูดนานาชาติ ประเทศไทย (ISAAC Thailand)
เจ้าของโรงเรียนอินเตอร์เนชั่นแนล ไบลิงกัว สคูล รามคำแหง 110







