posttoday
คำตอบของผู้อยู่รอดที่จริงแสนจริงที่สุด!

คำตอบของผู้อยู่รอดที่จริงแสนจริงที่สุด!

07 ธันวาคม 2556

ผมจำได้ว่า แม่ผมซื้อจักรยานคันแรกให้ผม ตอนผมอยู่ ป.4 ตอนนั้น ผมยังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บ้านหลังเล็กๆ

โดย...จตุรภัทร หาญจริง

ผมจำได้ว่า แม่ผมซื้อจักรยานคันแรกให้ผม ตอนผมอยู่ ป.4

ตอนนั้น ผมยังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บ้านหลังเล็กๆ ในอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดเล็กๆ จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือตอนบน ตอนที่ผมได้จักรยานคันแรกมาเป็นของตัวเอง ผมยังปั่นจักรยานไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ด้วยความเชื่อของแม่ที่เชื่อว่า ไม่มีอะไรที่มนุษย์อย่างเราจะทำไม่ได้ เว้นเสียแต่จะไม่ทำ ผมเลยปั่นจักรยานเป็นนับตั้งแต่วันนั้น

แม้จะล้มลุกคลุกคลานไปบ้างในช่วงแรก แต่ผมก็สามารถปั่นไปไหนมาไหนได้ ปั่นไปจ่ายตลาดตอนเช้า ปั่นไปโรงเรียน ปั่นไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ ตอนวันเสาร์อาทิตย์ จาก ป.4 สู่ ป.5 สู่ ป.6 จนกระทั่ง เมื่อเข้าสู่ชั้น ม.1 เหมือนผลัดเปลี่ยนช่วงชีวิตใหม่แล้วต้องผลัดเปลี่ยนของคู่กาย แม่ผมซื้อจักรยานยนต์คันเล็กๆ คันหนึ่งให้ผม แล้วก็เข้าอีหรอบเดิมคือ ขี่รถจักรยานยนต์ไม่เป็น ก็ต้องไปฝึกขี่ เมื่อขี่ได้แล้ว ก็ไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องออกแรงปั่น แค่เพียงเสียเงินเติมน้ำมันเท่านั้น ถึงจะไปไหนมาไหนได้

จนกระทั่งวันที่ผมได้เข้ามาเล่าเรียน อยู่อาศัย และทำงานหาเงินในเมืองกรุง จนเป็นชายหนุ่มเต็มวัย มีหน้าที่การงานที่ดี มีความมั่นคงพอที่จะซื้อรถยนต์คันแรกสักคันหนึ่งให้กับตัวเอง (เย้...แม่ไม่ได้ซื้อให้ผมแล้ว) สิ่งที่ผมต้องเผชิญ มันไม่ใช่แค่การเสียเงินเดือนๆ หนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เพียงเพื่อจะได้มีน้ำมันรถเพียงพอจะไปไหนมาไหนได้ แต่ผมยังต้องจ่ายค่าที่จอดรถตามห้างสรรพสินค้า หรือตามที่เที่ยว ที่เขาเห็นว่า ให้จอดฟรีสองชั่วโมงก็บุญท่วมหัวแล้ว (บางที่โหดร้ายกว่านั้น จอดฟรีแค่ครึ่งชั่วโมง) เกินกว่านั้น คุณต้องจ่ายค่าที่จอดรถมาเสียดีๆ

ค่าที่จอดก็ว่าต้องเสียแล้ว ยังไม่เจ็บใจเท่าหาที่จอดรถไม่ค่อยได้ ต้องเสียเวลาหาที่จอด (เหนื่อยใจพอๆ กับเสียเวลาไปกับรถติด) จนบางครั้งอยากสูงสุดสู่สามัญ ด้วยการเดินๆๆ ให้มันรู้แล้วรู้รอด

เมื่อคิดได้ ผมลองใช้ชีวิตแบบชีวิตนี้ไม่เคยรู้จักรยานพาหนะใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากสองเท้าที่ก้าวไป แล้วผมก็ได้เรียนรู้และเข้าใจว่า ทำไมคนไทย โดยเฉพาะคนอยู่อาศัยในเมืองกรุงถึงไม่ชอบเดิน

1.ทางเท้าแคบมากถึงมากที่สุด

2.แคบแล้วยังมีเสาไฟฟ้าเกะกะขวางทาง

3.มีร้านค้าแผงลอยยึดเต็มพื้นที่

4.ยิ่งเดินยิ่งเสี่ยงต่อการถูกรถเฉี่ยวรถชน

พอค้นพบปัญหาว่าเดินเท้าไปไหนมาไหนไม่เวิร์กเป็นแน่ เลยคิดจะเปลี่ยนเป็นขี่จักรยาน ยิ่งค้นพบว่า ยิ่งปั่น ยิ่งร้อน ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกรถชน พอคิดจะเปลี่ยนมาขี่จักรยานยนต์ ยิ่งค้นพบว่าเสี่ยงมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก

เมื่อผมตื่นจากความฝัน แล้วต้องมาเผชิญหน้ากับความจริง ขับรถยนต์ต่อไปนั่นแหละดีที่สุด แม้จะเสียค่าน้ำมันที่แพงขึ้นๆ โดยไม่มีทางลด หาที่จอดรถก็ยาก ผจญกับรถติดวันหนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ยังไงก็คงเป็นไงเป็นกัน (วะ) ก็ในเมื่อผมย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมตอนเป็นเด็ก ณ บ้านนอกคอกนาไม่ได้อีกต่อไปแล้วนี่ ทางรอดเดียวคือ ผมต้องปรับตัวและอยู่กับสิ่งที่เป็น ณ ในเมืองกรุงนี้ให้ได้

เอ๊ะ หรือว่าคนที่รู้จักปรับตัวให้ได้ คือผู้อยู่รอด?

หรือนี่คือคำตอบที่จริงแสนจริงที่สุด ที่เราไม่อาจปฏิเสธได้เลย ณ เวลานี้?

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน