
หยวนจีนผงาด เบียดยูโร คว้าที่ 2 สกุลเงินโลกใช้มากสุด
หยวนจีนแซงหน้าเงินยูโร ขึ้นแท่นสกุลเงินที่ใช้ค้าขายแลกเปลี่ยนมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกในปีนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หยวนจีนแซงหน้าเงินยูโร ขึ้นแท่นสกุลเงินที่ใช้ค้าขายแลกเปลี่ยนมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกในปีนี้ ตามหลังเพียงสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังคงครองอันดับ 1 เป็นสกุลเงินที่ยังนิยมใช้มากที่สุดของโลก
บลูมเบิร์กรายงานอ้างการสำรวจของสมาคมสื่อสารการเงินระหว่างธนาคารนานาชาติ (สวิฟท์) ในเบลเยียม พบว่าค่าเงินสกุลหยวนจีน สามารถแซงหน้าสกุลเงินยูโรของ 17 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) มาอยู่ที่อันดับ 2 ในฐานะสกุลเงินต่างประเทศที่มีการใช้เพื่อการค้าและแลกเปลี่ยนมากที่สุดในโลก โดยวัดจากสัดส่วนการใช้ในตราสารเครดิตและเช็คเรียกเก็บเงินข้ามสำนักบัญชี ซึ่งในเดือน ต.ค. สกุลเงินหยวนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 8.66% ขณะที่สกุลเงินยูโรที่ 6.64%
สวิฟท์ ระบุว่า ประเทศที่ใช้สกุลเงินหยวนเพื่อการค้าและการแลกเปลี่ยนมากที่สุด คือ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เยอรมนี และออสเตรเลีย ตามลำดับ โดยในเดือน ม.ค. 2012 การใช้เงินหยวนยังคงอยู่ในอันดับที่ 4 ที่สัดส่วนตราสารเครดิตและเช็คเรียกเก็บเงินที่ 1.86% ขณะที่สกุลเงินยูโรอยู่อันดับที่ 2 ที่ 7.87%
“เป็นความจริงที่ผู้ส่งออกนานาประเทศหันมาใช้เงินหยวนในฐานะสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและความสามารถแข่งขันของสินค้าและบริการที่จะเข้ามาเจาะตลาดจีน” ซินเธีย หว่อง หัวหน้านักค้าตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ประจำสิงคโปร์และฮ่องกงของโซซิเอเต เจเนรัล กล่าว
ขณะที่อีกหนึ่งเหตุผลที่เอื้อให้นักลงทุนใช้เงินหยวนในการลงทุนแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าและบริการในตลาดโลกมากขึ้น เป็นเพราะรัฐบาลจีนผ่อนกฎและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและอัตรากู้ยืม ปูทางให้เงินหยวนสามารถปรับตัวอิงตามตลาดต่อไป โดยจีนได้ให้คำมั่นว่าจะขยายช่วงการซื้อขายเงินหยวนรายวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ค่าเงินยืดหยุ่นมากขึ้น จากปัจจุบันที่ยอมให้ช่วงการซื้อขายเงินหยวนเพิ่มหรือลดมากกว่า 1%
สำหรับสกุลเงินที่ยังคงใช้กันแพร่หลายเป็นอันดับ 1 คือ สกุลเงินเหรียญสหรัฐ ไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีสัดส่วนตราสารเครดิตและเช็คเรียกเก็บเงินเดือน ต.ค. ที่ 81.08% กระนั้นสัดส่วนดังกล่าวกลับลดลงเมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2012 ที่ 84.96% ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่น ร่วงลงจากอันดับที่ 3 ลงมาอยู่ที่ 4 โดยมีสัดส่วนตราสารเครดิตและเช็คเรียกเก็บเงินลดลงจาก 1.94% มาอยู่ที่ 1.36% ในเดือน ต.ค.







