posttoday
ชีวิตหลัง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’

ชีวิตหลัง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’

07 พฤศจิกายน 2556

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้ใครๆ ก็เข้าสู่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กเฉลี่ยวันละหลายชั่วโมง

โดย...นกขุนทอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้ใครๆ ก็เข้าสู่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กเฉลี่ยวันละหลายชั่วโมง ทั้งเข้าไปติดตามและไปทำให้คนตามติดชีวิตของตัวเอง การที่ใช้เวลาหมกมุ่นอยู่บนโลกออนไลน์ อาจทำให้เสพและรับอะไรๆ ง่ายดายเพียงปลายนิ้วแตะ บางคนลุ่มหลง และต้องการสร้างตัวตนขึ้นบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก นานวันเข้าโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กจะกลายเป็นโรคโซเชียลเน็ตเวิร์ก

แชะ โพสต์ (เข้าขั้น) หลงตัวเอง

05.30 น. หน้าสดเพิ่งตื่น สวัสดีเช้าวันพฤหัส

07.00 น. ชุดนี้พูดเลยใส่แล้วมั่นใจ พร้อมทำงาน

07.23 น. นั่งหน้ามัน รถติดจังเลย

12.15 น. จัดหนักเมนูมื้อเที่ยง

21.30 น. ส่งเข้านอนด้วยหน้านี้ ราตรีสวัสดิ์

คุณรู้จักคนที่โพสต์รูปตัวเองลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กวันละหลายๆ หนมั้ย เอ๊ะ! หรือคุณเองน่ะแหละ เข้าข่ายชอบโพสต์รูปตัวเองวันละมากกว่า 3 เวลาหลังอาหาร

ชีวิตหลัง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’

ถ้าโพสต์วันละไม่กี่รูป ไม่ถึงขั้นเฉลี่ยทุกชั่วโมงจนไม่เป็นอันทำอะไร ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอกมั้ง แต่ถ้ามันมือถึงขั้นเข้าห้องน้ำก็ถ่ายรูปโพสต์ กินข้าวก็ถ่ายรูปโพสต์ทุกมื้อ ตื่นนอนก่อนนอนก็แชะสักรูปกดโพสต์ดีกว่า อ๊ะ...ไม่ถึงชั่วโมงโผล่มาโพสต์อีกรูปละ แบบนั้นน่ะ อาการน่าเป็นห่วง

สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ เผยข้อมูลว่า คนรุ่นใหม่ (หรือที่จริงน่าจะบอกว่าเป็นคนรุ่นนี้แหละ) กำลังเป็นโรค “Narcissistic Personality Disorder” ซึ่งหมายถึงอาการหลงใหลในบุคลิกภาพและรูปลักษณ์ของตัวเอง และการแสดงออกอย่างหนึ่งของโรคนี้ ก็คือการหมกมุ่นกับการถ่ายรูปตัวเองแชร์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือที่เรียกว่า เซลฟี่ (Selfie) ซึ่งความหมายหนึ่งก็คือการแสดงตัวตน แต่อีกความหมายหนึ่ง ก็อาจจะเป็นการแสดงอาการหลงตัวเองได้ด้วยเช่นกัน

หมอแอร์-พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงพฤติกรรมของวัยรุ่นที่ชอบถ่ายรูปตัวเองแล้วโพสต์ว่า เป็นพัฒนาการปกติของวัยรุ่น ที่จะมีอาการหลงรักตัวเอง เป็นพัฒนาการด้านจิตใจของมนุษย์

“เมื่อก่อนไม่มีกล้องถ่ายรูป ไม่มีที่ให้โพสต์รูป วัยรุ่นก็นั่งมองกระจก มองซ้ายมองขวา ดูตัวเอง พอเริ่มมีกล้อง เป็นเรื่องของเทคโนโลยี ร้านล้างอัดรูปจึงขายดีร่ำรวย พอมีกล้องดิจิตอล มือถือถ่ายรูปได้ ทุกคนเหมือนมีกล้องส่วนตัว แล้วมีเรื่องของโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามา เราอยากให้ชาวโลกชื่นชมความสวยหล่อ ก็โพสต์ลงไป เป็นจิตวิทยาวัยรุ่น ซึ่งไม่ได้เป็นอาการที่น่าห่วง ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่แค่วัยรุ่น คนอายุมากก็ชอบที่จะถ่ายรูปแล้วโพสต์ เป็นการแสดงตัวตนอีกแบบหนึ่ง

ถ้าเสพติดมากๆ ก็เข้าข่ายผิดปกติ ในทางจิตเวชที่มีภาวะที่เข้าข่ายความผิดปกติ คือ รบกวนหน้าที่การงาน สังคม รบกวนชีวิตประจำวัน หรือทำให้ตัวเองเป็นทุกข์มากๆ เช่น เด็กนักเรียนเอาแต่ถ่ายรูปจนไม่เป็นอันเรียน การงานไม่ทำ หลงตัวเอง ส่องกระจกดูหน้าตัวเองจนไม่คบค้าสมาคมกับใคร ไม่มีสังคม ตรงนี้เหมือนเขามีตัวตนในโลกเสมือน”

ชีวิตหลัง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’

อุ๊ยตาย! ตกเทรนด์ ไม่เป็นที่ยอมรับ

อีกหนึ่งกลุ่มพฤติกรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กรุ่นใหม่ เรียกว่า FOMO (Fear Of Missing Out) ซึ่งเป็นชื่ออาการที่คนรุ่นใหม่มักจะเป็น คือ กลัวตกเทรนด์ กลัวเชย และกลัวจะไม่เข้ากับเพื่อนๆ หรือสังคมรอบข้าง

“ปัจจุบันอาการแบบนี้เรียกว่าแพร่ระบาดทุกกลุ่มอายุแล้ว ไม่เฉพาะเด็กรุ่นใหม่ คือ โซเชียลเน็ตเวิร์กก็เป็นเทรนด์ที่สร้างกระแสด้วย ทำให้เกิดอันนั้นอันนี้ฮิต ในส่วนของวัยรุ่นเขามีพฤติกรรมที่ทำตามๆ กันอยู่แล้ว แต่ไม่ทำตามผู้ใหญ่นะ เขาจะทำตามเพื่อน เพื่อนทำอะไรก็ทำตามบ้าง เพื่อนโพสต์เรื่องอะไรก็อยากโพสต์บ้าง อันนี้เป็นจิตวิทยาของวัยรุ่น ทำตามเพื่อน ทำตามกระแส

ถ้าทั้งกลุ่มเขามีอันนี้กันแล้วเราไม่มี จะรู้สึกถูกแยกตัวออกมา รู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับ ตรงนี้เป็นเรื่องของแฟชั่น เช่น แต่งตัวตามกัน ซื้อของตามกัน อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของโฆษณาการตลาดด้วย ที่ชักชวนให้มีเหมือนๆ กัน ซึ่งเจาะได้ง่ายเลย เพราะมีคนไทยจำนวนหนึ่งชอบทำตามอยู่แล้ว

คนกลุ่มนี้ขาดความเป็นตัวของตัวเองบ้าง แล้วเรื่องของเทรนด์มันเปลี่ยนไปเรื่อย คนที่ตามทุกอย่างก็น่าเป็นห่วง ดังนั้นเราต้องมีความเป็นตัวของตัวเองระดับหนึ่ง หาจุดสมดุลของตัวเอง รู้งบประมาณของตัวเองที่จ่ายได้ ต้องรู้จักคิด เลือก มีความเป็นตัวของตัวเองบ้าง” หมอแอร์ กล่าว

โฆษณาอินไซด์ เจาะกลุ่มโซเชียลเน็ตเวิร์ก

แนวโน้มในการทำตลาดของสินค้าต่างๆ หันมาเจาะกลุ่มลูกค้าบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีจำนวนมากขึ้นจากแต่ก่อนหลายเท่า นั่นคือการปรับตัวรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ผู้คนรุ่นใหม่ไม่ยอมตกเทรนด์ อัพเดตตลอดเวลา

“วิทวัส ชัยปาณี” ประธานบริหาร บริษัท ครีเอทีฟจูซ แบงคอก และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลจากงานวิจัยว่า ผู้บริโภคเชื่ออะไร โดยผลออกมาโฆษณาทางทีวีอยู่เป็นอันดับ 4 อันดับ 3 คือ ออปติคัลที่อยู่บนโลกออนไลน์ อันดับ 2 โฆษณาทางเว็บไซต์ และอันดับ 1 คือ คำแนะนำบนโลกออนไลน์

ชีวิตหลัง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’

“ผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มโลกออนไลน์มีเยอะ การโฆษณาโดยใช้โลกออนไลน์เป็นสื่อ หาทางเอาแบรนด์ของเราไปอยู่ในส่วนของโลกนี้ก็มีวิธีต่างๆ นานา เยอะแยะไปหมด นอกจากโฆษณาบนพื้นที่เดิมๆ แหล่งที่คนเชื่อถือมากที่สุดในงานวิจัยก็คือ คำแนะนำจากคนรู้จักบนโลกออนไลน์ เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อสารกันได้ตลอดเวลา อย่างจะไปเที่ยวญี่ปุ่นก็โพสต์ถามกันแล้วว่า ซื้ออะไรดี ยี่ห้อไหน คนก็แห่มาตอบๆ กัน แล้วถ้าแบรนด์ของเราเข้ามาอยู่ในกระแสตรงนั้นได้ ก็เป็นหนึ่งแบรนด์ที่เพื่อนฝูงมีโอกาสแนะนำได้สูง”

การตลาดยุคใหม่ต้องจับกระแสให้ได้ว่าผู้บริโภคกำลังสนใจอะไร ซึ่งเดี๋ยวนี้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไวเสียด้วย “เราต้องตามอินไซด์ของเขาให้ได้ว่า เขาคิดอะไรอยู่ เขาชอบอะไร สมัยก่อนไม่มีสื่อดิจิตอล คนไม่มีโอกาสไปโชว์ออฟที่ไหน เขาจะเอารูปไปลงในแมกกาซีนก็ไม่ได้ ไม่ใช่คนดัง แต่ตอนนี้แลนด์สเคปมันเปลี่ยน ไม่ใช่คนดัง บางคนไม่ได้สวย ไม่ได้หล่อ แต่มีคาแรกเตอร์ มีความโดดเด่น โพสต์บ่อยๆ ลงในอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก มีคนเห็นแล้วชอบ ส่งต่อให้คนดู กลายเป็นคนที่มีตัวตนขึ้นมาในสังคมไทย

หลายคนไม่ได้อาศัยรูปถ่าย อาศัยความรู้เรื่องบางเรื่อง เช่น เรื่องเที่ยว เครื่องสำอาง ก็คอยทำโพสต์แนะนำเรื่องเหล่านี้ หลายคนกลายเป็นคนดัง ในแง่ของครีเอทีฟไอเดีย เอาไปสร้างเรื่องราว อินสไปร์คนรุ่นใหม่ได้ ทำอะไรขึ้นมาก็ดังได้ ประสบความสำเร็จได้บนโลกออนไลน์ เอาผลิตภัณฑ์ของเราเข้าไปแทรกในความสำเร็จของเขา”

ชีวิตหลัง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’

 

ยิ่งกลุ่มผู้บริโภคที่กลัวตกเทรนด์ นักการตลาดต้องจับกระแสความนิยมให้ได้ ในบางครั้งก็ต้องสร้างเทรนด์ขึ้นมาเอง “แทนที่จะโปรโมทด้วยสื่อเดิมๆ ก็ต้องทำบนโลกออนไลน์ มีการส่งคลิปต่อๆ กัน คนอื่นเขาใช้แบรนด์นี้กันหมดแล้ว ใช้หรือยัง แต่การทำแบบนี้ต้องทำให้เนียน ไม่ใช่ยัดเยียดจนจับได้ว่าเป็นการขายสินค้า ต้องทำให้เป็นเทรนด์ เหมือนห้างสรรพสินค้าสร้างแลนด์มาร์กขึ้นมาให้คนไปถ่ายรูป ถ้าใครไปถ่ายรูปตรงนี้เอาต์นะ ซึ่งมาถ่ายรูปโพสต์แข่งกัน โดนใจผู้บริโภคกลุ่มนี้แน่นอน (FOMO)

สมัยก่อนรอโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ออกทีวี ทำพีอาร์แบบเดิมๆ ซึ่งใช้อยู่บ้าง เพราะยังมีคนดูสื่อพวกนี้อยู่ แต่ว่าปัจจุบันออกข่าวพรุ่งนี้ยังช้าไปเลย นาทีนี้มาซื้อแล้วต้องโพสต์ทันทีเลย โพสต์เลยว่าทำอะไรอยู่ แข่งกันว่าใครไปบ้าง ใครทำแล้ว ด้วยความกลัวตกเทรนด์ เป็นอารมณ์เขาลองกันก็ต้องลอง อยากรู้ว่าแบรนด์นี้ใช้แล้วแพง แต่มันก็กระตุ้นทางอารมณ์ว่า แพงก็ช่าง ฉันต้องมี

เมื่อก่อนโฆษณาชกหมัดเดียวอยู่ลงทีวี แต่ตอนนี้ลงดิจิตอลแคมเปญในโซเชียล ไม่ใช่ว่าทุกสินค้าจะประสบ ถ้าไม่รู้อินไซด์ ไม่ใช่ว่าโฆษณาทางนี้จะเซฟคอสต์เสมอไป การสร้างเทรนด์ขึ้นมาได้ บางทีก็ต้องจ้างดารา 20 คน โพสต์สินค้าลงอินสตาแกรม กว่าจะให้มันฮิตต้องสร้างกระแสด้วยคนดัง ซึ่งจ่ายไปไม่น้อย เมื่อก่อนโฆษณาทางทีวีตัวหนึ่งอยู่ได้เป็นปี ตอนนี้ก็ยังอยู่ได้ 23 เดือน แต่ในโลกออนไลน์ต้องทำถี่ขึ้น เหนื่อยขึ้น เพราะคนขี้เบื่อ เดี๋ยวนี้บางแบรนด์ต้องมีกิจกรรมรายวันกับลูกค้าเลย”

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69