posttoday

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

19 ตุลาคม 2556

หากถามถึงผลลัพธ์อันเกิดจากพระราชดำริแล้ว มีตั้งแต่สิ่งละอันพันละน้อย ไปจนถึงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

หากถามถึงผลลัพธ์อันเกิดจากพระราชดำริแล้ว มีตั้งแต่สิ่งละอันพันละน้อย ไปจนถึงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ตั้งแต่ พืชผักพันธุ์ไม้ สินค้าการเกษตร เรื่อยไปจนถึงถนนหนทาง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบชลประทานขนาดใหญ่ เกิดขึ้นตั้งแต่เหนือสุดแดนสยาม ไปกระทั่งปลายด้ามขวาน

แต่หลักฐานที่เห็นได้ชัดที่สุดอย่างหนึ่งหนีไม่พ้น “โครงการในพระราชดำริ” หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า “โครงการหลวง” โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ

หากประเมินคร่าวๆ มีโครงการพระราชดำริที่เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ไม่น้อยกว่า 600 โครงการ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการเสด็จแปรพระราชฐานที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ตั้งแต่เมื่อราว 50 ปีก่อน ซึ่ง ณ วันนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าผลลัพธ์ที่ตามหลังมาอีกครึ่งทศวรรษจะเป็นอย่างไร

นภันต์ เสวิกุล ช่างภาพมืออาชีพ ซึ่งในอดีตเคยมีโอกาสได้ตามเสด็จพระราชดำเนิน ในฐานะคณะอนุกรรมการภาพนิ่งและภาพยนตร์ ในสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ได้นำภาพหลายร้อยภาพที่พร้อมจะเล่าเรื่องให้เห็นว่า 50 ปีที่ผ่านมา เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้างในพื้นที่ดอยสูง

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

 

วังทิพย์คือท้องทุ่ง

50 ปีที่แล้ว นภันต์เป็นเพียงนักศึกษาจบใหม่จากภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีโอกาสจับพลัดจับผลูได้ตามเสด็จขึ้นไปยังดอยสูง ซึ่งในเวลานั้นดอยอ่างขางยังเป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่สำคัญ ขณะเดียวกัน ดอยอินทนนท์ก็ยังคงเป็นพื้นที่ทำไร่เลื่อนลอย ส่วนพื้นที่ห้วยน้ำดัง ปางอุ๋ง หรือขุนช่างเคี่ยน ยังคงไม่อยู่ในสารบบของสิ่งที่เรียกว่า “แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต”

“ช่วงหน้าหนาว ทุกๆ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จแปรพระราชฐานที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าคือการไปพักผ่อน แต่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ตีนดอยสุเทพรู้ดีว่าแท้จริงแล้ว ทุกๆ วันของพระองค์ท่าน คือการเสด็จฯ ออกไปทรงงาน” นภันต์ เล่าให้ฟัง

ภาพที่นภันต์เห็นทุกครั้งก็คือ ตั้งแต่เช้ามืด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงขับด้วยพระองค์เอง พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ ขับรถไปยังที่พำนักของชาวเขาเพื่อศึกษาวิถีชีวิต เพราะในเวลานั้น ภาคเหนือ โดยเฉพาะบนดอยสูงยังมีปัญหาเรื่องยาเสพติด การค้ามนุษย์ รวมถึงป่าต้นน้ำถูกทำลายเป็นจำนวนมาก

ในเวลานั้น ถนนหนทางใน จ.เชียงใหม่ ยังไม่ได้เป็นถนน 46 เลนเหมือนทุกวันนี้ เพราะส่วนใหญ่ยังคงเป็นทางลูกรัง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ วันนั้นเส้นทางเข้า อ.แม่แจ่ม ยังคงเป็นเขาหินปูนที่ไม่มีต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว ทำให้เมื่อขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านไป มีแต่ฝุ่นเท่านั้นที่เห็นตรงหน้า

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีทางไปต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกเดินเท้าแทน โดยทรงสะพายกล้องและทรงนำแผนที่ไปด้วย เพื่อไปให้ถึงพสกนิกรของพระองค์

การทำงานของนภันต์ จึงเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงดึกดื่น 45 ทุ่มทุกวัน เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เสด็จฯ กลับ ถ้าปัญหาของราษฎรคนสุดท้ายที่มารอเฝ้าฯ รับเสด็จยังไม่ได้รับการแก้ไขคลี่คลายหมดสิ้น

“การเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์น่าทึ่งอย่างหนึ่ง คือทำให้ข้าราชการตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงชั้นผู้ใหญ่อยู่ต่างหน่วยงานกัน สามารถรวมตัวกันเพื่อพสกนิกรของพระองค์ท่านได้ และแต่ละโครงการก็สัมฤทธิผลเป็นอย่างดี เพราะความร่วมมือกัน”

โมเดลที่เกิดขึ้นในดอยสูงภาคเหนือไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น โครงการพระราชดำริผุดขึ้นทั่วประเทศ ด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอาชีพ และมีที่ทำกินเป็นหลักแหล่งทั่วประเทศ ส่วนผลที่ตามมาทรงคุณค่ามหาศาล โดยที่ข้าราชการที่ตามเสด็จในวันนั้นก็คงนึกไม่ถึง!

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

 

ม่านงามรุ้งคือเขาเขิน

วันหนึ่งในช่วงฉลองครบรอบสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อปี 2549 นภันต์ซึ่งวันนั้นรับผิดชอบเขียนบทในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จอดรถติดไฟแดงอยู่ที่แยกนางเลิ้ง พลางเหลือบไปเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมอาเศียรวาทบทหนึ่งว่า

“วังทิพย์คือท้องทุ่ง ม่านงามรุ้งคือเขาเขิน

เหน็บหนาวในราวเนิน มาโลมไล้ต่างรสสุคนธ์

ย่างพระบาทที่ยาตรา ยาวท่วมหล้าฟ้าสกล

พระเสโทที่หลั่งล้น ถ้าไหลรวมคงท่วมไทย”

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

 

“ผมเห็นผมก็รีบจดลงในกระดาษ จนค้นพบภายหลังว่าบทอาเศียรวาท มาจากกาพย์เห่เรือฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งมี น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย เป็นผู้ประพันธ์ หลังจากนั้นเราก็ค่อยๆ นึกถึงภาพการตามเสด็จตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมค้นรูปเก่าๆ มาจัดนิทรรศการ และต้องเขียนบทบรรยายประกอบ ซึ่งแน่นอนมีรูปจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้ ผมก็คิดว่าน่าจะเอารูปที่มีในวันนั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของผมเอง และอีกส่วนหนึ่งเป็นรูปภาพของสำนักพระราชวัง มารวมเล่มจัดพิมพ์แจกห้องสมุดทั่วประเทศ โดยใช้คำว่า ‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ เป็นชื่อหนังสือ”

วันนั้น หนังสือ ‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ ถูกพิมพ์ขึ้นในจำนวนจำกัด ด้วยเพราะเป็นการจัดพิมพ์การกุศล ผ่านมาถึงตอนนี้ 7 ปี หนังสือ ‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ กลายเป็นหนังสือหายากไปเรียบร้อยแล้ว!

ผ่านมาถึงวันนี้ โครงการ “ย่างพระบาทที่ยาตรา” กำลังจะกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การเสด็จเยือนพื้นที่ภาคเหนือ 50 ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ 50 ปี การสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ที่นภันต์จบการศึกษามาเมื่อ 41 ปีก่อน

โครงการ “ย่างพระบาทที่ยาตรา” เริ่มต้นขึ้นด้วยแนวคิดว่าจะเป็นอย่างไร หากกลับไปดูพื้นที่โครงการในพระราชดำริจากที่เดิมที่นภันต์เคยตามเสด็จ โดยตั้งต้นจากภาพถ่ายเดิมของนภันต์ ภาพถ่ายของสำนักพระราชวัง และช่างภาพคนอื่นๆ

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

 

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือ นภันต์ยังมีโอกาสสำเนาภาพถ่ายฝีพระหัตถ์จำนวนหนึ่ง จากกล้องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จลงพื้นที่เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย!

ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา นภันต์จึงนำทีมช่างภาพชั้นนำของประเทศลงไปเก็บภาพพื้นที่ดอยสูงของเชียงใหม่อีกครั้ง วันนี้เขาพบความเปลี่ยนแปลงที่สร้างความซาบซึ้งให้เขามากที่สุด

“รูปที่ผมทึ่งมาก คือรูปเดิมที่มีรถแลนด์โรเวอร์แล่นไปบนไหล่ดอยอ่างขาง ที่ ณ วันนั้น รอบๆ เป็นทุ่งหญ้า และเป็นเขาหัวโล้นแทบทั้งลูก ปีนี้เรากลับไปถ่ายอีกครั้ง ปรากฏว่าผมไม่สามารถถ่ายรูปเดิมได้อีกแล้ว เพราะพื้นที่แห้งแล้งที่อยู่ในรูปกลายเป็นป่าดิบเขาและเป็นต้นสนสองใบ ต้นสนสามใบขึ้นสูงทั้งหมด สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างให้เห็น ล้วนเป็นประจักษ์พยานชัดว่าป่าสร้างได้ ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์”

“อีกวันหนึ่ง ผมไปที่หมู่บ้านขุนแจ๋บน ที่ อ.พร้าว ผมพบว่าชาวบ้านปลูกพลับกันจำนวนมาก ต่างจากภาพถ่ายที่เคยเป็นหมู่บ้านทุรกันดาร เมื่อกว่า 40 กว่าปีก่อน ตอนที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินโดยสิ้นเชิง ผมถามว่าปีนี้ผลผลิตดีไหม เขาตอบกลับมาว่าได้น้อยกว่าทุกปี เพราะปีนี้ได้แค่ประมาณ 1 ตันเท่านั้น”

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

 

วันที่นภันต์ไป ลูกพลับของชาวหมู่บ้านขุนแจ๋บนขายได้กิโลกรัมละประมาณ 40 บาท เพราะฉะนั้น 1 ตันของชาวบ้าน ทำรายได้ให้มากกว่า 4 หมื่นกว่าบาท แต่เขาก็พูดได้ไม่อายใครว่าเมื่อเทียบกับผลผลิตพืชผักเมืองหนาวอื่นๆ แล้ว ก็พอจะได้เห็นเงินหลักแสนทุกๆ ปี จนเจ้าหน้าที่โครงการหลวงยอมรับด้วยซ้ำว่า เจ้าหน้าที่หลายคนเป็นลูกหนี้เงินกู้ของชาวเขาที่นี่

“วันนั้นป่าถูกทำลายก็จริง แต่ป่าดิบเขาไม่ได้น้ำจากไหน ป่าดิบเขาได้เมฆเป็นผู้ให้น้ำ พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดี และเห็นว่าพื้นที่เหล่านี้มีค่ายิ่งกว่าทอง วันนี้ มอส ไลเค่น ขึ้นอุดมสมบูรณ์ แปลว่าธรรมชาติกลับมาแล้ว หลายแห่งก็เป็นแหล่งท่องเที่ยว ปรากฏว่าชาวเขามีรายได้เพิ่มขึ้นอีก นี่คือสายพระเนตรของพระองค์ท่าน”

นภันต์ยังมีโอกาสได้ตามภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ขึ้นไปที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เพื่อตามรอยภาพเก่าใบหนึ่ง ซึ่งไม่มีอะไรบอกได้เลยนอกจากตุ่ม 3 ใบ และบ้านไม้เก่าหลังหนึ่ง วนหาเท่าใดก็หาไม่เจอ กระทั่งมีผู้เฒ่าคนหนึ่งบอกว่าพื้นที่ในภาพถ่ายตุ่ม 3 ใบ กลายเป็นแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมกับอ่างเก็บน้ำหลังหมู่บ้านไปเรียบร้อยแล้ว

“หลายคนอาจสงสัยว่าภาพถ่ายฝีพระหัตถ์จากกล้องส่วนพระองค์เป็นภาพอะไรบ้าง ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เห็นภาพเขา 2 ลูก และมีต้นไม้อยู่เพียงเล็กน้อยระหว่างเขา เวลานั้นผมเองไม่เข้าใจว่าพระองค์ทรงบันทึกภาพอะไร กระทั่งอีกหลายปีต่อมา ผมมีโอกาสไป จ.นครนายก จึงได้เห็นว่าภาพเขา 2 ลูกนั้น คือภาพเขื่อนคลองท่าด่าน หรือเขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

 

จนถึงขณะนี้ นภันต์มีรูปเก่ารวมแล้วกว่า 600 รูป และภาพใหม่ที่เขายังคงเดินทางขึ้นเหนือไปถ่ายภาพ พร้อมกับทีมช่างภาพชั้นนำของประเทศอย่างต่อเนื่อง ที่พิเศษและเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ย่างพระบาทที่ยาตรา” รูปภาพเก่าและรูปภาพใหม่จะถูกนำไปจัดทำเป็นหนังสือสูง 1 เมตร ยาว 2 เมตร โดยหน้าซ้ายจะเป็นภาพในอดีตที่มีคำบรรยายจากการสัมภาษณ์คนในภาพอย่างละเอียด และหน้าขวาจะเป็นภาพในปัจจุบัน ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะนำไปทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้พระองค์ได้ทอดพระเนตร

วันนี้ งานของนภันต์ยังไม่เสร็จสิ้น เพราะเขาตั้งใจเดินทางไปยังโครงการในพระราชดำริให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อสะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ประชาชนได้เห็นมากที่สุด แน่นอนหนทางของเขายังอีกยาวไกล เพราะขณะนี้เพิ่งเริ่มเข้าฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่ถ่ายภาพดอยสูงสวยที่สุดเท่านั้น

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ 50 ปีหลังภาพของแผ่นดิน

 

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง