
การรู้แจ้งในความโง่ ธัมมะที่ควรศึกษา!! (ตอน ๑๒)
ลำดับนั้น อชิตมานพมีความโสมนัสเป็นอันมาก เบิกบานใจ กระทำหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ลำดับนั้น อชิตมานพมีความโสมนัสเป็นอันมาก เบิกบานใจ กระทำหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง เหมือนที่พระสงฆ์ลดไหล่เข้ากราบพระพุทธรูปหรือทำวัตร ต้องลดไหล่ลงข้างหนึ่ง หมอบลงแทบพระบาทยุคลด้วยเศียรเกล้า กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุ พราหมณ์พาวรีผู้เจริญ มีจิตเบิกบาน ดีใจ พร้อมด้วยศิษย์ทั้งหลาย ขอไหว้พระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคเจ้า”
นี่เป็นการแสดงความนอบน้อมถวายนมัสการ ด้วยความเคารพเลื่อมในอันไม่มีประมาณของอชิตมานพ ด้วยพระพุทธเจ้าทรงวิสัชนาตามที่ได้ถามในเบื้องต้น
สืบต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบตามการถวายความเคารพของอชิตะว่า “ดูก่อนมานพ พราหมณ์พาวรี พร้อมด้วยศิษย์ทั้งหลาย จงเป็นผู้ถึงความสุขเถิด แม้ถึงท่านก็จงเป็นผู้มีความสุขเถิด จงเป็นอยู่สิ้นกาลนานเทอญ ก็ท่านทั้งหลายมีโอกาสอันเราได้กระทำแล้ว ปรารถนาในใจเพื่อจะถามปัญหาข้อใดข้อหนึ่ง ก็จงถามความสงสัยทุกๆ อย่างของพราหมณ์พาวรี หรือของท่านทั้งปวงเถิด”
อชิตมานพมีโอกาสอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากระทำแล้ว จึงนั่งลงประนมอัญชลี ทูลถามคำถามปัญหา ณ พระที่นั่ง โดยคำถามของอชิตมานพในปัญหาที่หนึ่ง ซึ่งอาตมาจะยกมากล่าวแสดงในกาลครั้งนี้เพียงปัญหาเดียว เพื่อความเหมาะควรแก่เวลา จากคำถามที่อชิตมานพได้กราบทูลปุจฉาว่า
“โลกคือหมู่สัตว์ อันอะไรปิดบังไว้ จึงหลงในที่มืด เพราะอะไรเป็นเหตุ จึงไม่มีปัญญาเห็นปรากฏ”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิสัชนาว่า...
“โลกคือหมู่สัตว์อันอวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้งเบียดบังไว้แล้ว จึงหลงดุจอยู่ในที่มืด เพราะความอยากมีประการต่างๆ และความประมาทเลินเล่อ จึงไม่มีปัญญาเห็นปรากฏ เรากล่าวว่า ความอยากเป็นเครื่องฉาบไล้สัตว์โลกให้ติดอยู่ และกล่าวว่าทุกข์เป็นภัยใหญ่หลวงของสัตว์โลกนั้น”
อชิตะได้ทูลถามต่อว่า
“อะไรเป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องกันความอยากอันเป็นดุจกระแสน้ำหลั่งไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ความอยากนั้น จะละได้เพราะธรรมอะไร”
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า
“เรากล่าวว่า สติเป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องกันความอยากนั้น และความอยากนั้นจะละได้เพราะปัญญา”
อชิตะได้ทูลถามต่อว่า
“ปัญญา สติ กับนามรูปนั้น จะดับไป ณ ที่ไหน ข้าพระพุทธเจ้าทูลถามแล้ว ขอพระองค์ตรัสบอกความข้อนี้แก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด”
พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
“เราจะแก้ปัญหาที่ท่านถามถึงที่ดับนามรูปสิ้นเชิง ไม่มีเหลือแก่ท่าน เพราะวิญญาณดับไปก่อน นามรูปจึงดับไป ณ ที่นั้นเอง”
อชิตะทูลถามต่อว่า
“ชนผู้มีธรรมได้พิจารณาเห็นแล้ว และชนผู้ยังต้องศึกษาอยู่ สองพวกนี้มีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลถามถึงความประพฤติของชนสองพวกนั้น พระองค์ทรงมีปัญญาแก่กล้า ขอทรงตรัสแก่ข้าพเจ้าเถิด
ทรงตรัสตอบว่า
“ภิกษุผู้มีธรรมได้พิจารณาเห็นแล้ว และชนผู้นั้นยังเป็นผู้ศึกษาอยู่ ต้องเป็นคนไม่กำหนัดในกามทั้งหลาย มีใจไม่ขุ่นมัว ฉลาดในธรรมทั้งปวง มีสติอยู่ทุกอิริยาบถ”
นั่นคือคำถามในโสฬสปัญหา เป็นปัญหาที่ ๑ ที่ถามโดยอชิตมานพ ที่ยกขึ้นกล่าว ณ ที่นี้เพียงปัญหาเดียว จริงๆ แล้วเป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแทงตลอดจบสิ้น ให้จิตของผู้ฟังนั้นเข้าถึงธรรมอันสูงสุด ถึงซึ่งความดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง เพราะได้แสดงถึงเรื่องของสติ คือ เครื่องห้าม เครื่องกันความอยาก มีสติกำหนดรู้ และดับ ละ ความอยากทั้งปวงด้วยปัญญา ซึ่งเป็นข้อประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนาของเรา ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้เห็นความจริงแท้แห่งความเกิดความดับของนาม รูป ด้วยสติปัญญา เมื่อมีสติปัญญารู้เท่าทัน ละ วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เมื่อนามรูปดับ ทุกข์ก็ดับ
พระพุทธเจ้าตรัสกล่าวแสดงธรรมจบภายในสองสามข้อคำถาม จบสิ้นด้วยคำถามที่วิสัชนา ตอบด้วยพระองค์ท่านแบบสั้นๆ แต่เจาะลงไปที่ตัวธรรมแท้ที่แสดงให้เห็นความจริงแท้ว่า ทุกข์นั้นดับได้เมื่อนามรูปดับ นามรูปดับเพราะวิญญาณดับ ตรงนี้คือการตัดกระแสปฏิจจสมุปบาทธรรม อันเป็นไปเพื่อการเกิดของกองทุกข์อย่างแท้จริง...
ถ้าแสดงต่อเนื่องโดยการแจกแจงขยายความ ก็คงจะต้องยกเรื่องปฏิจจสมุปบาทธรรมเข้ามาขยาย และต้องแสดงตามภูมิธรรมของวิปัสสนาญาณที่ให้เห็นความเกิดความดับของนามรูป ด้วยอำนาจแห่งการเจริญสติปัฏฐานตามลำดับ นั่นหมายความว่าต้องนำเรื่องสติปัฏฐาน ๔ เข้ามาประกอบในการศึกษาเพื่อการถือประพฤติปฏิบัติ อันเป็นไปตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ดังนั้น เนื่องในวโรกาสวันสำคัญตามที่กล่าวมาในเบื้องต้น จึงขอนำพุทธบริษัทเข้าสู่การปฏิบัติในกาลครั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราชฯ เนื่องในวโรกาสที่มีพระชันษาครบ ๑๐๐ ปี ในวันที่ ๓ ต.ค. ๒๕๕๖ นี้ จึงเชิญชวนท่านทั้งหลายเจริญสติ เพื่อพัฒนาให้เกิดปัญญารู้ เข้าถึงธรรมอันแท้จริง ก็คือ เห็นความเกิดความดับ คือ ความไม่เที่ยง เห็นในความเกิดความดับที่รื้อค้นแล้วไม่มีภาวะแห่งความเป็นตัวตน ก็คือ อนัตตา การเห็นรู้แจ้งในความเกิดความดับและสิ้นไปของความเกิดความดับนั้น เห็นแจ้งชัดด้วยการเจริญสติ
(อ่านต่อฉบับหน้า)







