
อำนาจ No.1
เปิดทีวีทุกวันเห็นข่าวอะไรกันบ้างครับ? ข่าวเมียหลวงตบเมียน้อย กิ๊กจิกหัวแฟน ข่าวพี่น้องฆ่ากันแย่งมรดก ลูกไล่บุพการีออกจากบ้าน
โดย...วีรณัฐ โรจนประภา www.veeranut.com ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เปิดทีวีทุกวันเห็นข่าวอะไรกันบ้างครับ?
ข่าวเมียหลวงตบเมียน้อย กิ๊กจิกหัวแฟน
ข่าวพี่น้องฆ่ากันแย่งมรดก ลูกไล่บุพการีออกจากบ้าน
ข่าว สส.ให้เกือ_กกัน ดูเว็บโป๊กันกลางสภา
ข่าวสงครามถล่มอ่าว หรือข่าวการก่อการร้ายสารพัดรูปแบบ
ท่ามกลางสารพัดข่าวสารความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ยกมาและไม่ได้ยกมานี้ ไม่ว่าจะในระดับไหน ระดับบุคคล ครอบครัว สังคม ประเทศ หรือระดับโลก ทั้งหมดล้วนมาจากสาเหตุหลัก มาจากรากเหง้าเดียวกัน นั่นคือ การแย่งชิงซึ่ง “ผลประโยชน์”
การแย่งชิงนี้มิได้หมายถึงแค่การฉกชิงเอาประโยชน์มาสู่ตนเท่านั้น แต่รวมไปถึงการจัดให้ผลประโยชน์หรือสิ่งที่เสมือนเป็นผลประโยชน์ เช่น ความเชื่อ ความศรัทธา ให้ไปสู่ตำแหน่งที่ตนต้องการด้วย
ซึ่งเมื่อมีการจัด มีการเปลี่ยนที่ ก็ต้องมีการใช้แรงในการเคลื่อนนั้น ที่หากเมื่อใดแรงที่ส่งลงไปในการย้ายมากเกิน การนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าความรุนแรง
จำลองภาพว่าผลประโยชน์เป็นดั่งหีบสมบัติ การจะผลักหีบไปด้านซ้าย ดึงหีบไปด้านขวา หรือยกเอาของในหีบมาแบ่งล้วนต้องใช้แรง และเมื่อใดการใช้แรงนั้นไปทำให้คนอยู่ใกล้เคียงบาดเจ็บ นั่นก็คือความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ นั่นเอง
และหากมอง “แรง” นี้ในอีกมิติหรืออีกมุมมองหนึ่ง อาจสามารถแทนคำว่า “แรง” ได้ด้วยคำว่า “อำนาจ”
เมียหลวงตบเมียน้อยเพื่อแย่งสามีตนคืน ก็ต้องใช้อำนาจทางกาย
นักเลงยิงกันแย่งอาณาเขตก็ต้องใช้อำนาจทางอาวุธ
พ่อค้า นักลงทุนแย่งส่วนแบ่งการตลาดกันก็ใช้อำนาจทางการเงิน อำนาจสื่อหรือนักการเมืองแย่งประโยชน์กันก็ใช้อำนาจทางกฎหมาย
จึงอาจสรุปเป็นสมการง่ายๆ ได้ว่า ที่ใดมีผลประโยชน์ ที่นั่นย่อมมีอำนาจในการจัดการ รักษา และจัดสรรผลประโยชน์นั้น
แต่ด้วยผู้เกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนใหญ่ชอบใช้แรงกันเกิน ใช้อำนาจทุกชนิดโดยไม่สนว่าจะชอบธรรมหรือไม่ จนไปกระแทกคนอื่น ทำให้ทุกวันนี้ภาพลักษณ์ของอำนาจออกมาในด้านที่ไม่ดีจนถึงเลวร้ายอย่างยิ่ง
ยามบอกใครเป็นผู้มีอำนาจมาก ก็มักจะตามมาด้วยความยำเกรงหรือเกรงกลัวของคนฟัง จนทำให้บางคนถึงขนาดรังเกียจคำนี้กันไปเลย ใครมาบอกว่าตนเป็นผู้มีอำนาจ เป็นเจ้าพ่อ อาจมีได้เคืองกัน ด้วยภาพจำว่าอำนาจเป็นของร้อน เป็นเครื่องมือที่ไว้ใช้เบียดเบียนเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน เป็นที่มาแห่งความหลง เป็นที่มาของความละโมบโลภมาก เป็นคนน่ากลัวก็เหมือนจะจริงครับ เห็นได้จากตัวอย่างจริงมากมายที่อำนาจได้เปลี่ยนคนดีๆ ให้กลายเป็นอีกคนที่ชั่วบาปหยาบช้าไป
แล้วจะแก้ไขอย่างไร เลิกใช้อำนาจกันเลยรึ?
มันคงเป็นไปไม่ได้ และถึงเป็นไปได้จริงคือไม่เหลืออำนาจใดในโลกเลย สังคมคงยิ่งวุ่นวายพิลึก
การอยู่ร่วมกันในคนหมู่มาก เราจำต้องใช้อำนาจในการทำให้สังคมสงบสุข เป็นระเบียบ และความจริงอำนาจโดยตัวมันเองนั้นไม่ได้เลวร้าย ที่เลวร้ายมันมาจากรากเหง้าที่มาของอำนาจต่างหาก
ตั้งแต่อดีตที่มนุษย์เริ่มการใช้อำนาจด้วยการบังคับเอาด้วยความกลัว ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือในการกดให้อีกฝ่ายจำยอมหรือทำตาม ซึ่งนั่นเป็นอำนาจที่มาจากด้านมืด ความจริงยังมีอำนาจจากอีกด้าน ซึ่งมนุษย์ไม่ค่อยได้นำมาใช้ เป็นเพราะอาจไม่รู้จัก นั่นคืออำนาจที่มาจากด้านดี หรือใช้คำว่าอำนาจที่ “ดลบันดาลเอาตามประสงค์”
หลายคนอาจสงสัยว่ามีจริงล่ะหรืออำนาจที่ใช้ดลบันดาลเช่นนี้ อำนาจที่ใช้ความดีและใช้ความรัก ไม่ได้ใช้ความกลัว
ตอบได้เลยว่ามีจริงครับ!
ยกตัวอย่างใกล้ตัวเราก็ในครอบครัวอันอบอุ่นนั่นไง ที่เมื่อใดความรัก ความเข้าใจอบอวลเต็มบ้านแล้ว บ้านนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความกลัว กลัวที่จะโดนตี กลัวที่จะไม่ได้รับมรดก หรือกลัวว่าจะโดนไล่ออกจากบ้านถึงจะยอมทำอะไร แต่สมาชิกในบ้านทำเพราะรักและศรัทธา ทำเพื่อกันและกัน
หรือจะยกตัวอย่างเป็นบุคคลก็จะยิ่งเห็นชัด บุคคลที่มีอำนาจนี้มากที่สุดไม่มีใครเกินคือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงของเรานี่เอง ที่ท่านทรงมีพระราชอำนาจนี้อย่างบริบูรณ์ งดงามถึงที่สุด อำนาจแห่งความดีของท่านสามารถดลให้ประชาชนทำตามพระราชดำริได้อย่างเต็มใจ ทุ่มกาย ทุ่มใจทำด้วยความเทิดทูน มิได้ทำด้วยความเกรงกลัวพระราชอาญา
ต่อจากนี้ไปอยากให้ยามใดที่เราจำต้องใช้อำนาจในการจัดตำแหน่งผลประโยชน์ ก็ขอให้หาวิถีทางและวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม และยั่งยืนในการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง อบอุ่น ด้วยการเลือกใช้อำนาจแห่งความดีนี้
ลองดูกันนะครับ อำนาจนี้สร้างง่ายกว่าอำนาจแห่งความกลัวเสียอีก อำนาจที่มาจากความกลัวนั้นกว่าจะได้มาก็ร้อน พอได้มาคนมีอำนาจก็ร้อน จะรักษาก็ร้อน เสียไปเมื่อใดความร้อนที่สะสมมานั่นจะย้อนมาแผดเผาเอา
ขณะที่อำนาจที่มาจากความรักนั้นสร้างก็สุข ไม่ต้องรักษา มีแต่ความรักจะรักษาผู้มีรัก และที่สำคัญไม่มีวันเสียหรือหมดอำนาจเสียด้วย
คุ้นๆ ว่าเคยเขียนเรื่องอำนาจนี้ไปบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนสังคมยังคงคุ้นชินที่จะใช้อำนาจแห่งความกลัวกันอยู่มาก ก็ขอกระตุ้นเตือนหาแนวร่วมเดินทางสู่อำนาจแห่งความดีนี้อีกสักครั้งนะครับ
มารู้จักและใช้อำนาจ No.1 กันเถิดครับ







