
ชมอะเซเลียในเกียวโต
เรายังอยู่ในดินแดนแห่งดอกซากุระกันครับ แต่เราจะพูดถึงอะเซเลีย ซึ่งเป็นไม้ดอกจัดสวนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเมืองเกียวโต
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
เรายังอยู่ในดินแดนแห่งดอกซากุระกันครับ แต่เราจะพูดถึงอะเซเลีย ซึ่งเป็นไม้ดอกจัดสวนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเมืองเกียวโตและนาราจะเป็นด้วยความเหมาะสมของดิน ฟ้า อากาศ บวกกับพันธุกรรมของอะเซเลียที่งดงามของญี่ปุ่น จึงทำให้สวนญี่ปุ่นที่มีแต่สีเขียวเป็นฉากหลังนั้น กลายกลับเป็นสวนสวรรค์ขึ้นมาในทันที
อะเซเลียทั้งหมดล้วนแต่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า โรโดเดนดรอน (Rhododendron spp.) สำหรับชื่อชนิดของอะเซเลียที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ล้วนเป็นชนิดที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในญี่ปุ่นทั้งสิ้น สำหรับอะเซเลียลูกผสมในญี่ปุ่นนั้นมีอยู่สองกลุ่มหลักคือ ซัตสุจิ (Tsutsuji) และซัตสุกิ (Satsuki)
กลุ่มซัตสุจินั้นดูเหมือนจะมีอยู่ทั่วไป ดอกขนาด 37 ซม. ดอกกิ่งซ้อน ดอกบานตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.พ.ค. นิยมปลูกทั้งข้างถนนตามสวนสาธารณะและสวนหลังบ้านผู้คนทั่วไป
กลุ่มซัตสุกิ ดอกออกเอาเดือน มิ.ย. เป็นพุ่มเตี้ยแจ้ดอกขนาด 8 ซม. และมักมีกลีบลาคือเป็นดอกกลีบชั้นเดียว ไม่มีดอกซ้อน นักวิชาการพืชสวนยืนยันว่าเป็นพันธุ์ที่เกิดจาก R.indicum ผสมข้ามกับ R.criocarpum และให้เมล็ดที่งอกมาแล้วมีความหลากหลายมาก บางทีออกดอกหลายสีในต้นเดียวก็มี
โรโดเดนดรอนชนิดต่างๆ ที่พบในญี่ปุ่นมีดังนี้
1.R.kaempferi ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่ายามาซัตสุจิเป็นต้นไม้กึ่งผลัดใบสูง 13 เมตร พบตามริมแม่น้ำ นับเป็นชนิดพันธุ์ของป่า ดอกสีแดงอมเหลืองอ่อนขนาด 45 ซม. ที่งดงามคือใบของโรโดเดนดรอนชนิดนี้หากถูกอากาศหนาว แดดจัด จะเปลี่ยนจากเขียวเป็นสีม่วงอมแดงสดยามฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน บางครั้งเราพบต้นที่ให้ดอกแดงและม่วง บางครั้งพบต้นดอกขาวก็มี
2.R.japonicum หรือ R.mollis นับเป็นไม้ป่าของญี่ปุ่นแท้ๆ ชาวบ้านเรียกกันว่า เรงจีซัตสุจิ เป็นไม้ผลัดใบซึ่งเป็นไม้พุ่มสูง 12 เมตร ดอกสีเหลืองและส้ม ที่โดดเด่นคือส่งกลิ่นหอมดอกขนาด 57 ซม. ใบดอกสีส้มยามเข้าฤดูใบไม้ร่วง
โรโดเดนดรอนกลุ่มที่ไม่ผลัดใบ (Evergreen) มักมีความสูงไม่เกินหนึ่งเมตร อย่างไรก็ตาม ความสูงของต้นจะขึ้นกับทำเลที่มันขึ้นอยู่ว่าอยู่ในป่าหรืออยู่ในสวน โรโดเดนดรอนกลุ่มนี้มาจากทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งมีอากาศอบอุ่นกว่า ดอกมีทั้งดอกสีขาวชมพูไปจนถึงม่วงอมแดง โรโดเดนดรอนที่ไม่ผลัดใบ ได้แก่ R.indicum เป็นไม้ป่าพื้นเมืองญี่ปุ่นทั้งที่ชื่อว่ามาจากอินเดีย R.obtusum (คิริชิมา) R.kiusianum (มิยามา คิริชิมา)
โรโดเดนดรอนเป็นสกุลพืชที่พบความหลากหลายมากในธรรมชาติ มักมีการผสมข้ามตามธรรมชาติอยู่เสมอ รวมทั้งมีลูกผสมโดยฝีมือมนุษย์อีกมาก อะเซเลียถูกนำเข้าไปในยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และ 18 โดยนักเดินเรือชาติพันธุ์ต่างๆ โรโดเดนดรอนหรืออะเซเลียที่ปลูกในเมืองไทย (R.indicum) ได้มาจากจีนตอนใต้ (คุณมิง) เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงเทียบชั้นกับอะเซเลียที่ผ่านการพัฒนามาแล้วจากญี่ปุ่นไม่ได้
อะเซเลียสำหรับบอนไซและงานจัดดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่น (อิเคบานะ)
นักผสมพันธุ์พืชใช้ความอดทนบวกฝีมือในการสร้างลูกผสมใหม่เพื่อป้อนความต้องการของนักปลูกบอนไซและงานอิเคบานะ พวกเขาใช้อะเซเลียกลุ่มโมซิตสุตสุจิผสมกับอะเซเลียป่ายามาซุตสุจิ ตั้งแต่ปี 1681 มีบันทึกแสดงว่ามีอยู่ 150 พันธุ์ในสวน ส่วนมากเป็นพันธุ์แคระมีใบเล็กมีดอกอัดกันแน่น นักเขียนชื่อฟลอเรนซ์ เคน (ปี 1908) บันทึกว่าได้พบอะเซเลียกลุ่มซัตสุกิในเกาะมัตสุซิมา ซึ่งเป็นหมู่เกาะเล็กๆ ซึ่งมีต้นสนเกี๊ยะ (Pine Tree) ขึ้นอยู่เต็มไปหมด อะเซเลียกลุ่มนี้มีต้นเตี้ยแคระโดยสภาพอากาศและมันขึ้นคลุมพื้นดิน โดยมีความสูงเพียง 6 นิ้วเท่านั้น นักพืชสวนชื่อ อี เอช วิลสัน ตื่นเต้นมากเมื่อค้นพบบรรพบุรุษของคุรุมิ อะเซเลียบนพื้นกรวดภูเขาไฟที่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 100 เมตร เท่านั้น
สถานที่ดังว่ามานี้คือ บริเวณภูเขาคิริชิมาในเกาะคิวชุ เมื่อปี 1918 เขาเชื่อว่าอะเซเลียกลุ่มที่พบนี้เป็นการนำเอาพันธุ์พืชที่น่าตื่นเต้นน่าสนใจที่สุดเข้าไปในยุโรป นับเป็นการปฏิวัติการจัดสวนในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือให้มีชีวิตชีวาจากสีสันของดอกไม้งามนามอะเซเลียจากประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง







