
โลก...ลวงหรือจริง? ทุกสิ่งนั้นยังมีจริง
คุณคิดว่า ยิ่งโตขึ้น ยิ่งเชื่ออะไรได้ยากขึ้นบ้างไหม?
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
คุณคิดว่า ยิ่งโตขึ้น ยิ่งเชื่ออะไรได้ยากขึ้นบ้างไหม?
สำหรับผม ยิ่งโตขึ้น ยิ่งค้นพบว่า โลกใบนี้ อะไรที่คิดว่าจริง มักลวง อะไรที่คิดว่าลวง ยิ่งสงสัยว่ามันมี “จริง” ซ่อนอยู่ในนั้นบ้างไหม เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะภายในจิตใจคนกับการกระทำ มักเหลื่อมล้ำทับซ้อน จนทำให้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน จนหา “ความจริง” ได้ยากมาก แม้เราจะพยายามมองโลกในแง่ดี แต่เราก็มักจะถูกสิ่งที่เราเชื่อ ตลบหลังจนทำให้เรากลายเป็นคนเชื่ออะไร หรือไว้ใจใครได้ยาก
ยิ่งได้ไปดูภาพยนตร์ฟอร์มย่อม (ไม่ถึงกับยักษ์) ผลงานการสร้างของ ดอน คาโมดี้ ผู้สร้างภาพยนตร์ระดับออสการ์อย่าง ชิคาโก กับเรื่อง “เดอะ มอร์ทอล อินสทรูเมนต์ส : วิตี้ ออฟ บอนส์” เรื่องราวของ แคลรี่ เฟรย์ (ลิลลี่ คอลลินส์) เด็กสาวอายุ 16 ปี ที่ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไปในเมืองนิวยอร์ก แต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่เธอไปเที่ยวไนต์คลับ เธอก็ได้เห็นสิ่งที่เหมือนกับการฆาตกรรม เพียงแต่มันไม่ใช่การฆ่าทั่วไป เพราะว่าร่างนั้นได้สลายไป และมีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เห็นผู้ลงมือทั้งสาม ซึ่งก็รวมถึง เจซ เวย์แลนด์ (เจมี่ แคมป์เบล โบเวอร์) และ อเล็กซ์ ไลท์วู้ด (เควิน ซีเกอร์) พวกเขาเผยให้ แคลรี่ ทราบว่าตัวเองคือ ชาโดว์ฮันเตอร์ หรือ “นักล่าเงา” นักรบครึ่งมนุษย์ครึ่งเทวดา ซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องโลกจากเหล่าปิศาจ
ทันทีที่ แคลรี่ เฟรย์ รับรู้ในสิ่งที่เธอไม่ควรรู้ วันถัดมาเธอก็ถูกโจมตีโดยปิศาจ และแม่ของเธอก็ถูกลักพาตัวไป ทำให้ แคลรี่ ตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มนักล่าเงา ในการผจญภัยเข้าไปในโลกของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในตำนาน พวกเขาต้องต่อสู้กับ ปิศาจ มนุษย์หมาป่า วอร์ล็อก แวมไพร์ ซอมบี้ และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อภารกิจในการตามหาแม่ของเธอ และค้นหาว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นใคร
แต่กว่าที่ภารกิจของแคลรี่จะทำได้สำเร็จ และรู้ว่าตัวเองคือใคร ก็เล่นเอาเด็กสาววัย 16 ที่มีความใส กลายเป็นคนที่ต้องเผชิญหน้ากับการถูกแต้มสีดำทะมึน จนทำให้จากคนที่เคยเชื่อมั่นในความจริง ต้องเจ็บปวดกับความลวง ที่จริงเสียจริงกว่าจริง
ถามว่า ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างจากนวนิยาย จะถูกถ่ายทอดเนื้อหาได้ครบถ้วนตรงใจไหม คำตอบคือ ภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องที่สร้างจากนวนิยาย มักจะถูกนักวิจารณ์ค่อนขอดว่า ถ่ายทอดออกมาได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนัก ยิ่งกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ถ่ายทอดจากนวนิยายของซานด้า แคลร์ ที่ถูกแปลไปแล้วกว่า 36 ภาษา และมียอดขายมากกว่า 22 ล้านเล่มทั่วโลก ก็มิอาจถ่ายทอดเนื้อหาได้อย่างครบถ้วนตามที่ผู้แต่งต้องการ แถมการตัดต่อ ก็คงไม่อาจตัดใจเอาฉากใดฉากหนึ่งออกไปจนเสียเรื่องราว (ความยาวเลยเต็มอิ่ม 2 ชั่วโมง) งานนี้ คนดูจึงไม่ควรคาดหวังความกระชับ การตัดต่อที่ดีเลิศ หรืออะไรทำนองนี้
แต่สิ่งที่คุณคนดูจะได้รับ เมื่อเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมว่าแก่นสารสาระสำคัญที่ผู้กำกับภาพยนตร์ (ฮาราล์ด ซวาทซ์) มีความต้องการ นั่นคือ แม้เราจะเติบโตขึ้นด้วยการต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่มีความลวงซ่อนอยู่ แต่ท้ายที่สุด ความลวงที่เราเข้าใจ มันก็ยังมีความจริงซ้อนทับไปอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่เราคิดว่าจริง ที่แท้ลวง ท้ายที่สุด มันยังมีความจริงที่งดงามพอให้เรามองเห็นและสัมผัสได้ มิใช่มีแต่สิ่งเลวร้ายคอยโถมทับเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ลองเข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้กันดูครับ แล้วคุณจะได้ฉุกคิดถึงบางสิ่งที่คุณคิดว่าจริง บางทีมันอาจจะจริง เพียงแต่มันอาจหลอกล่อเราให้เดินหลงทาง!
The Mortal Instruments: City of Bones
ปี 2013
ประเทศ สหรัฐ
ประเภท แอ็กชัน/แฟนตาซี/โรแมนติก
ความยาว 2 ชั่วโมง
กำกับ ฮาราล์ด ซวาทซ์
แสดงนำ ลิลลี่ คอลลินส์, เจมี่ แคมป์เบล โบเวอร์, เควิน ซีเกอร์, โจนาธาน รีส เมเยอร์
* ลิลลี่ คอลลินส์ นักแสดงนำของเรื่อง เธอเป็นแฟนคลับตัวจริงของหนังสือชุดนี้ ก่อนที่จะได้รับการคัดเลือกให้รับบทแคลรี่ ในฐานะแฟนของหนังสือ เธอได้รับความกดดันอยู่ไม่น้อย “มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียในการได้อ่านหนังสือเล่มนี้มาก่อนการแสดงภาพยนตร์ค่ะ เพราะว่าฉันได้รับรู้เรื่องราว มันจึงยากนิดหน่อยที่จะดำเนินบทบาทไปตามเนื้อเรื่อง เพราะแคลรี่จะต้องไม่รู้มาก่อนว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ในตอนเริ่มต้นของเรื่อง เธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ดังนั้นฉันจึงไม่ควรรู้อะไรมากไปกว่านี้ค่ะ”
* การคัดเลือกผู้รับบทเจซ ถือเป็นหนึ่งในงานหนักสำหรับผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาเล่าถึงการคัดเลือกในครั้งนี้ว่า “จากที่เขียนบรรยายในหนังสือ เจซทั้งหล่อเหลาและฉลาดมาก แถมเต็มไปด้วยความลึกลับและหยิ่งยะโส เราจึงต้องการใครซักคนที่ดูพิเศษ ซึ่งเราโชคดีมากที่ลิลลี่ คอลลินส์ได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกนักแสดงร่วมกับพวกเรา เพื่อให้แน่ใจว่าเคมีของอีกฝ่าย จะเข้ากันกับเธอ และเมื่อเราได้พบกับเจมี่ โบเวอร์เป็นครั้งแรก ทุกอย่างก็ออกมาสมบูรณ์แบบ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเหมาะสมกันมาก”







